ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว - ตอนที่ 304 ส่งน้ำใจ
มื้อเย็นอาวั่งมิได้เตรียมมากนักเพราะทั้งครอบครัวกินแตงโมจนแน่นท้องไปหมดแล้ว
อาศัยยามที่ท้องฟ้ายังมีแสงสว่าง ต้าหลางเป็นคนแรกที่วางชามและตะเกียบในมือลง ฉินเหยาจึงหยิบเงินสองตำลึงส่งให้เขา “ต้องส่งให้ถึงมือของปู่ฝูของเจ้านะ จากนั้นนำเงินค่าแตงของบ้านเรากลับมาด้วย”
เอ้อร์หลางสงสัยใคร่รู้จึงเอ่ยถามว่าต้องนำเงินค่าแตงกลับมาเท่าใด เมื่อทราบราคาแล้วก็ย้อนถามฉินเหยาว่าเหตุใดจึงไม่นำเงินหนึ่งตำลึงแปดเฉียนให้พี่ใหญ่ไปส่งโดยตรงเลยเล่า อย่างไรเสียเมื่อหักลบกลบกันแล้วก็ได้เท่านี้ เหตุใดยังต้องส่งมอบถึงสองทอด
“เรื่องนี้เด็กน้อยอย่างเจ้าคงไม่เข้าใจกระมัง” ฉินเหยาโบกมือให้ต้าหลางรีบไป มองส่งเขาออกจากประตูไปแล้วจึงหันกลับมาอธิบายให้พวกเอ้อร์หลางทั้งสามคนฟัง
“มิใช่ทุกคนจะชอบคิดบัญชีเช่นนี้ ปู่ฝูของพวกเจ้าสมองทื่อไปบ้าง ดังนั้นคิดทีละรายการ แยกกันไปย่อมสะดวกที่สุด”
มิเช่นนั้นหากภายหลังเขาคิดบัญชีนี้ไม่กระจ่าง ยังต้องมาหานางเพื่อถกเถียงต่ออีก
พวกเอ้อร์หลางทั้งสามพยักหน้า แสดงออกว่าได้เรียนรู้แล้ว
ทว่าเอ้อร์หลางยังคงอดไม่ได้ที่จะบ่นพึมพำ “นี่มันยุ่งยากเกินไปแล้ว ง่ายดายจะตาย มันคิดยากถึงเพียงนั้นเชียวหรือ”
ฉินเหยาเพียงกล่าวว่าพวกเจ้ายังเยาว์วัยเกินไป ในใจจึงมีเพียงบัญชีหนึ่งสองรายการนี้เท่านั้น
แต่บัญชีในใจของผู้ใหญ่นั้นมีมากมายนัก
ต้าหลางกลับมาอย่างรวดเร็ว ส่งมอบเงินสองตำลึงเรียบร้อยและได้เงินค่าแตงสองร้อยเหวินกลับมาอย่างราบรื่น บ้านหลิวต้าฝูกำลังกินมื้อเย็นอยู่พอดี ยังมอบขนมข้าวฟ่างครึ่งชามให้เขานำกลับมาด้วย
น่าเสียดายที่ทั้งครอบครัวล้วนกินไม่ลงแล้ว ฉินเหยาจึงได้แต่ให้อาวั่งเก็บไว้ก่อน พรุ่งนี้เช้าค่อยนำไปอุ่นให้สี่พี่น้องกินเป็นมื้อเช้า
ครั้นฟ้ามืดลง ลมเย็นก็พัดโชยมา ห้าแม่ลูกนั่งรับลมเย็นอยู่ที่หน้าประตูห้องโถง หันหน้าไปยังประตูใหญ่
อาวั่งทอดถั่วลิสงมาให้หนึ่งชาม โรยน้ำตาลทรายขาว วางไว้บนโต๊ะเล็ก ฉินหยิบขึ้นมากำหนึ่ง กัดกินดังกรุบกรับ
ต้าหลางเอ่ยถามด้วยความใส่ใจ “ท่านน้าเหยา แตงเย็นของบ้านเราต้องนำไปขายทั้งหมดเลยหรือ”
เรื่องราวในบ้าน ฉินเหยาล้วนหารือกับเหล่าลูกๆ เสมอ ทำให้พวกเขารู้สึกมีส่วนร่วมอย่างยิ่ง
ไม่เหมือนผู้ใหญ่บ้านอื่น ที่เด็กๆ ถามอะไรก็ไล่ให้ไปอยู่ข้างๆ เรื่องของผู้ใหญ่ เด็กๆ มิต้องใส่ใจ
ฉินเหยาส่ายหน้า “กินไปด้วยขายไปด้วย พวกเรากินให้พอก่อนค่อยว่ากัน”
เมื่อได้ยินคำพูดนี้ ดวงตาของเอ้อร์หลาง ซานหลางและซื่อเหนียงพลันก็สว่างวาบขึ้นมา แทบจะกระโดดโลดเต้นพร้อมกันแล้วตะโกนว่า ยอดเยี่ยมไปเลย!
เมล็ดแตงมีจำกัด แม้นฉินเหยาจะใช้ที่ดินสองหมู่ปลูกแตงโม ทว่าเพราะปลูกห่างกัน หนึ่งหมู่จึงได้แตงเพียงเจ็ดแปดสิบผล หนักไม่ถึงหนึ่งพันจิน
สองหมู่รวมกันแล้วได้ไม่ถึงสองพันจิน รวมทั้งหมดหนึ่งร้อยห้าสิบเจ็ดผล
แค่ครอบครัวนางบริโภคกันเองก็กินไม่หมดตลอดฤดูร้อนนี้แล้ว
หักส่วนที่ต้องใช้ส่งเป็นน้ำใจออกไปแล้วก็ยังคงเหลืออยู่บ้างสำหรับขายเอาเงิน
ทว่าปีนี้ฉินเหยาหาได้คาดหวังจะทำเงินจากแตงโมไม่ หลักๆ คือการทดลอง
โชคดีอย่างยิ่งที่บัดนี้เพาะปลูกสำเร็จ พอดีได้แก้ความอยาก ทั้งยังเก็บเมล็ดพันธุ์เพิ่มไว้ได้อีก มุ่งมั่นว่าปีหน้าจะปลูกเพิ่มอีกสักหลายหมู่ เพิ่มผลผลิตให้มากขึ้น
เมื่อฟังแผนการเหล่านี้ของฉินเหยา พวกต้าหลางสี่พี่น้องก็ยิ่งวางใจ พวกเขาจะได้กินอย่างเต็มที่แล้ว!
ความรู้สึกที่ได้กินผลไม้รสอร่อยเช่นนี้อย่างเพียงพอ ช่างดีงามเหลือเกิน ซื่อเหนียงประคองใบหน้าเล็กๆ ของตนเอง เอนซบกายท่านแม่อย่างเปี่ยมสุข เอ่ยว่าพรุ่งนี้นางจะกินแตงครึ่งผลคนเดียว มะรืนนี้ก็จะกิน วันถัดไปก็ยังจะกินอีก!
“ไม่ได้” ฉินเหยากำชับอย่างจริงจัง “กินแค่พอเหมาะก็พอแล้ว เด็กเล็กกินมากไม่ได้”
ซื่อเหนียงร้อง “อ๊า” โหยหวนออกมาคราหนึ่ง พุ่งตัวซุกเข้าสู่อ้อมอกท่านแม่ ผมเปียสองข้างบนศีรษะสะบัดไปมาอย่างออดอ้อน “เช่นนั้นพรุ่งนี้กินครึ่งผล มะรืนนี้กินน้อยหน่อยได้หรือไม่เจ้าคะ”
“พรุ่งนี้ค่อยดูกันเถิด” ฉินเหยากลั้นยิ้ม แสร้งกล่าวด้วยท่าทีจริงจัง
ซื่อเหนียงถอนหายใจ “เฮ้อ” คราหนึ่ง “ก็ได้เจ้าค่ะ”
เช้าตรู่วันรุ่งขึ้น ฉินเหยาไปยังทุ่งนาอีกครั้งเพื่อเก็บแตงมาหกผล เตรียมนำไปมอบเป็นน้ำใจ
ผลหนึ่งให้ผู้ใหญ่บ้าน ผลหนึ่งให้หัวหน้าตระกูล สองผลนำไปที่โรงงานให้ทุกคนได้ลองชิมของสดใหม่ ผลหนึ่งให้ช่างไม้หลิว
ยังเหลืออีกหนึ่งผล นำไปยังฝั่งของกลุ่มคนงานสร้างถนน ให้พวกฮวาเอ๋อร์ได้แก้กระหาย เพิ่มขวัญกำลังใจสักหน่อย
ฤดูร้อนที่แดดแผดกล้ายังต้องทำงานหนักอยู่กลางแดด นี่มิใช่ความยากลำบากธรรมดาทั่วไป เมื่อวานระหว่างทางกลับจากในเมืองบังเอิญพบกลุ่มของสองพ่อลูกฮวาเอ๋อร์ที่เลิกงานแล้ว ฉินเหยาก็เกือบจะจำสองพ่อลูกไม่ได้
ใบหน้าแต่ละคนนั้นล้วนมอซอไปด้วยฝุ่นละออง สองมือนั้นตากแดดจนดำคล้ำ
ต้นคอด้านหลังของฮวาเอ๋อร์ถูกแดดเผาอยู่ตลอดเวลาจนผิวลอกหมดแล้ว นางเป็นเพียงเด็กหญิงตัวน้อยๆ คนหนึ่ง มองดูแล้วก็ชวนให้ผู้คนรู้สึกไม่สบายใจยิ่งนัก
ฉินเหยาหิ้วแตงโมไปหนึ่งกระสอบป่าน ตระเวนส่งไปทีละบ้าน
ผู้คนที่ได้รับแตงโม ไม่มีผู้ใดไม่ยินดี
เมื่อวานหลิวต้าฝูโอ้อวดไปทั่วหมู่บ้านกล่าวว่าแตงโมบ้านฉินเหยานั้นรสชาติอร่อยล้ำเลิศเพียงใด ทั้งยังหายากล้ำค่าถึงเพียงใด ช่วยป่าวประกาศให้โดยไม่คิดค่าโฆษณาไปหนึ่งรอบแล้ว
หลายบ้านที่สนิทสนมกับฉินเหยา ในใจจึงลอบคาดหวังอยู่เงียบๆ เช้านี้พอได้เห็น ความคาดหวังกลายเป็นความจริง ความยินดีจึงเพิ่มขึ้นทวีคูณ
ส่งในหมู่บ้านเสร็จแล้ว ยังกำชับหลิวเหล่าฮั่นว่าหากอยากกินก็ให้ไปเก็บที่ทุ่งนาเอง ฉินเหยาถือแตงผลสุดท้ายที่เป็นของกลุ่มคนงานสร้างถนนแล้วเดินไปตามเส้นทางถนนที่สร้างเสร็จแล้ว
“ฮูหยิน!”
ฮวาเอ๋อร์ซึ่งกำลังช่วยก่อไฟอยู่ในเพิงเป็นคนแรกที่เห็นฉินเหยา นางนึกว่าฉินเหยาจะเข้าไปในเมืองจึงทักทายด้วยความยินดี
คาดไม่ถึงว่า ฉินเหยากลับอุ้มของบางอย่างเดินตรงมาทางนาง
“กำลังยุ่งอยู่หรือ” ฉินเหยายิ้มให้ทุกคนแล้วพยักหน้าทักทายเด็กหญิงผู้นั้น วางแตงโมลงบนแผ่นไม้สะอาดด้านข้าง กล่าวกับสตรีผู้ดูแลครัวว่า
“นี่คือแตงเย็นที่บ้านข้าปลูกเอง วันนี้แดดแรงเป็นพิเศษ เกรงว่าทุกคนจะเป็นลมแดดจึงตั้งใจนำแตงมาผลหนึ่งให้ทุกคนได้คลายร้อน”
หลิวต้าฝูซึ่งกำลังคุมงานอยู่ด้านล่างฐานถนน ได้ยินเสียงของฉินเหยาแว่วๆ จึงปีนขึ้นมาดูบนผิวถนน เห็นว่าเป็นนางจริงๆ ทั้งยังนำแตงมาด้วย ในใจพลันส่งเสียงจึ๊จึ๊สองครา ยังว่าเขาชอบทำตัวเป็นคนดี แย่งชิงหน้าตา นางเองมิใช่ว่าก็เหมือนกันหรอกรึ
“ท่านลุงต้าฝู ท่านก็อยู่ด้วยหรือ พอดีเลย ท่านมาแบ่งแตงให้ทุกคนเถิด ข้ายังมีธุระ ต้องกลับไปจัดการก่อน” ฉินเหยาถือโอกาสกวักมือเรียกหลิวต้าฝูเข้ามา ส่วนตนเองก็ปัดก้นจากไป
“จริงสิ!” ฉินเหยาพลันหันกลับมา กวักมือเรียกเด็กหญิงที่มุมเพิง “เจ้าตามข้าไปที่โรงงานเถิด ที่โรงอาหารตรงนั้นขาดคนทำงานจิปาถะอยู่พอดี”
ฮวาเอ๋อร์เบิกตากว้างอย่างไม่อยากจะเชื่อราวกับได้รับเกียรติอย่างไม่คาดฝัน
ทุกคนต่างรู้ดีว่า คนงานในโรงงานเครื่องเขียนไม่เพียงแต่ได้ค่าแรงสูง วันหนึ่งยังได้กินอาหารถึงสองมื้อ ทุกมื้อล้วนกินอิ่มท้อง นานๆ ครั้งยังมีกับข้าวจานเนื้อ สวัสดิการช่างน่าอิจฉายิ่งนัก
ฮวาเอ๋อร์ชี้มาที่ตนเอง ยืนยันอีกครั้งว่าฉินเหยาเรียกนางใช่หรือไม่ เมื่อเห็นนางแย้มยิ้มบางๆ พยักหน้าให้ก็รีบวางฟืนในมือลงอย่างรวดเร็ว วิ่งไปยังทิศทางของฉินเหยา ท่ามกลางสายตาอิจฉาของเหล่าสตรีที่อยู่ข้างๆ
“ท่านพ่อ ข้าจะไปโรงงานกับฮูหยินแล้ว!” ฮวาเอ๋อร์ก้มหน้ากล่าวกับบิดาใบ้ที่กำลังยุ่งจนเหงื่อท่วมตัวอยู่ด้านล่างฐานถนนด้วยความยินดี
บิดาใบ้ชะงักไปครู่หนึ่ง เมื่อได้สติแล้วก็รีบยิ้มพลางโบกมือ เป็นสัญญาณให้นางรีบไป ทำงานให้ว่องไวขยันขันแข็งเข้าไว้
ฮวาเอ๋อร์พยักหน้า หันกลับไปมองก็เห็นฉินเหยาก้าวเท้ายาวๆ เดินห่างออกไปแล้วจึงรีบวิ่งเหยาะๆ ตามไปทันที
คนทั้งสองมาถึงหน้าประตูใหญ่ของโรงงานเครื่องเขียน ฉินเหยาก็ให้นางเข้าไปหานางเหอ บอกว่าเป็นตนที่จัดคนมาให้ นางไม่มีเวลาส่งฮวาเอ๋อร์เข้าไปแล้ว เมื่อคืนขบวนรถม้าที่หลิวไป่นำขบวนบรรทุกไม้กลับมาแล้ว นางต้องไปสอบถามสถานการณ์เสียหน่อย