ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว - ตอนที่ 305 ยุคโบราณก็เร่งรัดเรื่องแต่งงาน
- Home
- ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว
- ตอนที่ 305 ยุคโบราณก็เร่งรัดเรื่องแต่งงาน
ตอนที่ 305 ยุคโบราณก็เร่งรัดเรื่องแต่งงาน
………………..
“พี่สะใภ้สาม!”
เมื่อไม่มีคนนอกอยู่ หลิวเฝยก็ลืมไปอีกแล้วว่าต้องเรียกนางว่าผู้จัดการใหญ่ฉิน
หลิวไป่กำลังถือสมุดเล่มเล็กตรวจสอบจำนวนอยู่ สารถีคนอื่นๆ กลับบ้านไปพักผ่อนกันหมดแล้ว วิ่งไปกลับเที่ยวหนึ่งจะได้พักกันเพียงวันนี้เท่านั้น วันรุ่งขึ้นแต่เช้าก็ต้องลากหีบหนังสือมุ่งหน้าไปยังเมืองหลวงของมณฑลอีก
ฉินเหยาพบว่า หลิวเฝยดูคล้ำขึ้นอย่างเห็นได้ชัด แต่เด็กหนุ่มเองก็เหมือนจะตัวสูงขึ้นอีก
นึกถึงเรื่องที่นางจางคิดจะจัดหาคู่ให้เขาหลายครั้ง พอวันรุ่งขึ้นเขาก็ตามขบวนรถม้าไปเสียแล้ว ฉินเหยาอดไม่ได้ที่จะหัวเราะขบขันเล็กน้อย
“เหตุใดไม่กลับบ้านเล่า?” ฉินเหยามองหลิวเฝยพลางเอ่ยเย้า
หลิวไป่เป็นหัวหน้า ยังมีรายละเอียดที่ต้องการให้เขาไปตรวจสอบ ไม่ทันได้กลับบ้านพักผ่อนก็นับเป็นเรื่องปกติ
แต่ที่นี่ไม่มีงานให้หลิวเฝยทำแล้ว เด็กหนุ่มยังคงอยู่ที่คลังสินค้าไม่อยากกลับบ้านไปเพลิดเพลินกับวันหยุดที่หาได้ยากเช่นนี้ ช่างไม่ปกติเสียจริง
หลิวเฝยยิ้มแหยๆ ให้ฉินเหยาอย่างกระดากอาย เกาศีรษะแล้วพูดอย่างอึดอัดว่า “ถูกท่านแม่ด่าออกมาน่ะ”
นางจางไล่ให้เขาไป เขาก็รีบไสหัวไปในทันที
หลิวไป่กล่าวอย่างขบขัน “ท่านพ่อท่านแม่หาแม่สื่อมาให้เขา พอเขาเข้าบ้านก็ส่งแม่สื่อกลับไปแล้ว”
คาดเดาได้เลยว่า นางจางจะโกรธเพียงใด
ฉินเหยาเอ่ยหยอกล้อ “โชคดีที่เจ้ายังรู้จักหนี”
“เฮ้อ~” หลิวเฝยทิ้งตัวนั่งลงบนกองไม้แล้วกล่าวอย่างกลัดกลุ้ม “ข้าก็แค่ไม่อยากแต่งงานเร็วเช่นนี้ ไม่รู้ว่าเหตุใดท่านแม่ต้องบังคับข้าด้วย ข้าก็ใช่ว่าจะไม่แต่งงานไปตลอดชีวิตเสียหน่อย ไม่รู้ว่านางจะรีบร้อนไปไย”
“ตอนนี้กลับกลายเป็นว่า พอนางเร่งรัดเช่นนี้ ข้าก็หมดความคิดเรื่องแต่งงานไปเลย นางยังคิดอยากจะอุ้มหลานอีก ข้าว่าอย่าได้คิดเลย…”
พูดถึงตรงนี้ หลิวเฝยพลันพบว่าฉินเหยาส่งสัญญาณให้เขาเงียบ แต่ก็สายไปเสียแล้ว เสียงตะโกนด้วยความโกรธาดังมาจากนอกประตู
“หลิวเฝย! เจ้าเด็กนี่พูดอะไร? ไม่แต่งงานตลอดชีวิตรึ? เจ้ากล้าพูดอีกครั้งหรือไม่!”
หลิวเฝยหนังศีรษะชาวาบ ลุกขึ้นวิ่งไปทางตรงกันข้ามทันที วิ่งไปก็กำชับฉินเหยาและหลิวไป่ที่กำลังมองดูเรื่องสนุกไปด้วย “อย่าบอกท่านแม่นะว่าข้าวิ่งไปทางไหน!”
“คนเล่า? เจ้าเด็กหลิวเฝยเล่า?” นางจางบุกเข้ามาอย่างฉุนเฉียว เมื่อไม่เห็นตัวคนจึงข่มความโกรธไว้แล้วมองไปยังฉินเหยาและหลิวไป่อย่างสงสัย
หลิวไป่ส่ายหน้า ฉินเหยากลับชี้ส่งๆ ไปทางหนึ่ง นางจางก็รีบวิ่งตามไปทันที
“ดูไม่ออกเลยว่า ท่านแม่จะอารมณ์ร้ายถึงเพียงนี้” ฉินเหยากล่าวอย่างประหลาดใจ
หลิวไป่เองก็ไม่เคยเห็นมารดาเลี้ยงมีท่าทางเกรี้ยวกราดเช่นนี้มาก่อน ถึงอย่างไรก็เป็นลูกแท้ๆ ไม่ต้องเกรงใจกันมาก ย่อมแสดงความรู้สึกที่แท้จริงออกมามากกว่า
ทั้งสองคนสบตากัน ก่อนจะหัวเราะฮ่าๆ ออกมา
แต่หัวเราะแล้ว งานก็ยังต้องทำต่อไป
หลิวไป่นำฉินเหยาเข้าไปในคลังสินค้า “หีบหนังสือสามพันใบที่ต้องส่งมอบงวดแรก ตอนนี้เหลือเพียงสองพัน ไม่ถึงครึ่งเดือนก็สามารถส่งสินค้างวดแรกทั้งหมดไปยังห้างการค้าฟู่หลงที่ท่าเรือได้”
“ตอนขากลับ ผู้ดูแลคลังสินค้าของห้างการค้าที่ท่าเรือบอกว่า สินค้างวดที่สองและสามถัดไป หวังว่าพวกเราจะส่งไปให้พวกเขาทันทีที่ผลิตเสร็จ”
หลิวไป่คิดเช่นนี้ วัตถุดิบไม้อีกสามเที่ยวก็ขนหมดแล้ว ต่อไปขบวนรถม้าที่กลับจากเมืองหลวงของมณฑลล้วนเป็นรถเปล่า ค่อนข้างสิ้นเปลือง เขาคิดว่าควรจะรับงานอื่นเพิ่มหรือไม่
แต่ก็กลัวว่าพวกสารถีจะติดเป็นนิสัย ต่อไปเมื่อต้องการกำลังขนส่งแล้วจะไม่ให้ความร่วมมือ คิดแต่จะไปหารายได้เสริมจึงลังเลใจมาก
ฉินเหยาไม่ได้ปฏิเสธความคิดของเขา เพียงกล่าวว่า “ขนวัตถุดิบทั้งหมดกลับมาก่อนค่อยว่ากันเถอะ”
ตอนนี้ยังไม่ต้องกังวลเรื่องที่ไกลตัวเช่นนี้ เรื่องราวย่อมมีการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ แผนการอย่างไรก็ไม่อาจตามทันการเปลี่ยนแปลงได้
หลิวไป่ได้ยินนางกล่าวเช่นนี้ ในใจก็สงบลงเล็กน้อย “ตกลง เช่นนั้นต่อไปก็เหลืองานส่งสินค้าแล้ว จากที่นี่ไปท่าเรือใกล้กว่าไปเมืองหลวงของมณฑล ไปกลับเที่ยวหนึ่งใช้เวลาราวหกวัน เจ้าเคยบอกว่าอย่าทำให้ห้างการค้ารู้สึกว่าพวกเราผลิตเร็วเกินไป เช่นนั้นพวกเราส่งสี่เที่ยวในเดือนแปดและสามเที่ยวในเดือนเก้าดีหรือไม่”
ฉินเหยาพยักหน้า เรื่องนี้ไม่มีปัญหา
หลิวไป่เองก็ต้องพักผ่อนเช่นกัน หลังจากหารือกับฉินเหยาเสร็จสิ้นก็กลับบ้านไปพักผ่อนกินแตงโม
พอออกจากคลังสินค้า ฉินเหยาก็มายังห้องบัญชีอีกครั้งเพื่อตรวจสอบบัญชีของวันนี้กับหลิวจ้งและลุงเฉียน ถือโอกาสเติมเงินในบัญชีเพิ่มอีกเล็กน้อย เพื่อให้ทั้งสองคนใช้หมุนเวียน
ลุงเฉียนก็คือเฉียนวั่งซึ่งเป็นเสมียนบัญชีอยู่ที่เมืองหวงเชวี่ย ดังที่ฮวาเอ๋อร์เคยกล่าวถึงก่อนหน้านี้
เรื่องเฉพาะทางก็ควรให้ผู้เชี่ยวชาญเป็นผู้จัดการ เมื่อได้ลุงเฉียนเข้ามาร่วมงาน ฉินเหยาผู้เป็นเสมียนบัญชีชั่วคราวก็สามารถวางใจถอยออกมาได้แล้ว
ทั้งสามคนตรวจสอบบัญชีเสร็จก็ถึงเวลาอาหารกลางวัน ฉินเหยานำเงินหนึ่งร้อยตำลึงออกมาปิดบัญชี ทั้งสามคนจึงไปกินข้าวที่โรงอาหารใหญ่ด้วยกัน
แต่ฉินเหยาเพียงกินพอเป็นพิธีสองคำก็กลับบ้านไป
เมื่อมีอาวั่งอยู่ อาหารหม้อใหญ่ของนางเหอก็ไม่อร่อยเสียแล้ว
ขณะกำลังกินข้าวก็มีเสียงล้อรถม้าดังมาจากนอกประตู
อาวั่งลุกขึ้นออกไปดู รถม้าสีเทาคันหนึ่งจอดอยู่ที่ลานหน้าบ้านของพวกเขา ชายผู้หนึ่งซึ่งแต่งกายเรียบง่าย แต่สวมรองเท้าผ้าพื้นหนาหลายชั้นกำลังออกมาจากตัวรถม้า
ฝ่ายนั้นมองอาวั่งอย่างประหลาดใจยิ่ง “เจ้าคือ…ของบ้านฉินเหนียงจื่อ?”
เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายรู้จักฉินเหยา ท่าทางระแวดระวังของอาวั่งก็ผ่อนคลายลง บอกว่าตนเป็นคนรับใช้ของบ้านนี้ ถามว่าเขาเป็นใคร มาหาเจ้านายด้วยเรื่องใด
“เช่นนั้นข้าจะเข้าไปหาฉินเหนียงจื่อ ต้องรบกวนพี่ชายตัวน้อยช่วยแจ้งให้ทราบก่อนแล้ว?” ไป๋ซั่นตกใจมาก เขาไม่ได้มาหมู่บ้านตระกูลหลิวเพียงครึ่งปี เหตุใดจึงเปลี่ยนแปลงไปมากถึงเพียงนี้
ตอนมาถึง เมื่อเห็นคนกลุ่มหนึ่งกำลังสร้างถนนอยู่ก็รู้สึกเหลือเชื่อแล้ว พอมาถึงปากทางเข้าหมู่บ้าน เห็นโรงงานเครื่องเขียนอันพลุกพล่าน ในใจก็ยิ่งตกตะลึง
ครั้นมาถึงหน้าประตูบ้านฉินเหยา ได้เห็นอาวั่ง ไป๋ซั่นก็อยากจะถามเสียงดังว่า ข้าพลาดอะไรไปกันแน่!
ฉินเหยายิ้มแย้มปรากฏตัวที่หน้าประตูใหญ่ โบกมือให้อาวั่ง “เจ้าไปหั่นแตงมาครึ่งลูกยกเข้ามาในห้องโถง”
อาวั่งขานรับ หมุนกายเข้าลานบ้าน ไปยุ่งอยู่ในครัว
ไป๋ซั่นเดินมาเบื้องหน้าฉินเหยาอย่างไม่อยากจะเชื่อ ชี้ไปยังแผ่นหลังของอาวั่ง “ฉินเหนียงจื่อ ช่วงครึ่งปีมานี้เจ้าไปยุ่งเรื่องใดมา ถึงกับซื้อคนรับใช้เข้าบ้านแล้วหรือ”
ฉินเหยาเชิญไป๋ซั่นเข้าประตูแล้วสั่งให้อาวั่งในครัวยกน้ำถ้วยหนึ่งไปให้สารถีที่หน้าประตู จากนั้นจึงนำไป๋ซั่นไปนั่งที่ห้องโถงกล่าวพร้อมรอยยิ้มว่า
“ข้าไม่ได้ยุ่งอันใด ก็แค่ทำหีบหนังสือพลังเซียนขึ้นมาไม่กี่ใบ ไปเมืองหลวงของมณฑลมาเที่ยวหนึ่ง เจรจาการค้าเล็กๆ สำเร็จไปหนึ่งรายการก็เท่านั้นเอง”
ฉินเหยารินน้ำชาเย็นให้เขาหนึ่งถ้วย ไป๋ซั่นดื่มไปพลางพิจารณาห้องนี้ รู้สึกว่ามีการเปลี่ยนแปลงไปบ้าง แต่ก็มองไม่ออกว่าเปลี่ยนไปตรงไหน
มองดูอีกหลายคราจึงพบว่า ที่แท้เครื่องเรือนภายในห้องเพิ่มมากขึ้น ทั้งยังมีของประดับเพิ่มมาหลายชิ้น
อาวั่งยกแตงที่หั่นแล้วเดินเข้ามา วางลงบนโต๊ะเบื้องหน้าคนทั้งสองแล้วถอยไปยืนนิ่งอยู่ที่ประตู รอรับคำสั่งตลอดเวลา
ไป๋ซั่นมาก็เพื่อแตงเย็นที่ส่งกลิ่นหอมหวานน่ากินตรงหน้านี้เอง
แต่ก่อนจะคุยธุระ ขอให้เขาได้ลิ้มรสแตงเย็นสักสองชิ้นเพื่อแก้ความอยากก่อนเถิด!
ฉินเหยารอเขากินเสร็จอย่างอดทนจึงถามเขาว่า “โม่หินขายเป็นอย่างไรบ้าง ครึ่งปีมานี้เถ้าแก่ไป๋ก็ไม่มาเลย หรือว่าหาการค้าที่ดีกว่าได้แล้วรึ”
ไป๋ซั่นยิ้มๆ ไม่ตอบ แตงสองชิ้นลงท้องไปแล้วยังรู้สึกไม่อิ่มหนำจึงดื่มชาหนึ่งอึกระงับความอยากแล้วถามนางด้วยความสงสัย
“ฉินเหนียงจื่อ แตงเย็นนี้ของเจ้าขายหรือไม่”
ฉินเหยาทำท่าทางว่าข้าไม่ได้สนใจเท่าใดนัก
ไป๋ซั่นถือว่าตนเองพอจะเข้าใจนางอยู่บ้างจึงเอ่ยปากว่า “สามสิบเหวินต่อหนึ่งจิน ไม่ว่ามีเท่าใด ข้าเหมาหมด”
ฉินเหยาเอ่ย “ขาย!”
ลังเลแม้เพียงชั่วครู่ล้วนเป็นการไม่เคารพต่อเงินทอง!