ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว - ตอนที่ 354 ช่างไร้เหตุผลสิ้นดี!
ตอนที่ 354 ช่างไร้เหตุผลสิ้นดี!
ซื่อเหนียงกล่าวด้วยความหวาดกลัวที่ยังไม่จางหาย “ต่อมาพี่ใหญ่แทงพวกนั้นบาดเจ็บไปหลายคน พวกเขาเห็นพี่ใหญ่ดุร้ายเกินไป จับพวกเราไม่ได้จึงได้จากไปเจ้าค่ะ…”
เอ้อร์หลางเองก็ทำหน้าเคร่งขรึมราวกับผู้ใหญ่ตัวน้อย กล่าวเสริมว่า “ท่านแม่ ตอนที่พวกเขาจากไปได้พูดว่า ให้พวกเรากลับมาบอกท่านกับท่านพ่อว่าวันหน้าจะซื้อที่ดินให้ดูตาม้าตาเรือเสียบ้าง อย่าได้ไปแตะต้องของของผู้ใดส่งเดช ครานี้เป็นเพียงการสั่งสอนเล็กๆ น้อยๆ หากรู้ความก็จงคายของที่ไม่ใช่ของพวกเราออกมา มิฉะนั้นจะสับมือสับเท้าของท่านกับท่านพ่อ!”
อารมณ์ได้ถูกระบายออกไปหมดแล้ว ซานหลางหยุดร้องไห้ไปนานแล้ว เมื่อได้ฟังคำพูดของพี่รองก็เอ่ยถามฉินเหยาด้วยความเป็นห่วง
“ท่านแม่ พวกเราไปเอาของของผู้อื่นมาหรือขอรับ หากพวกเขาสับมือสับเท้าของท่านกับท่านพ่อจริงๆ จะทำอย่างไรดี ข้าไม่ต้องการให้ท่านแม่ไม่มีมือไม่มีเท้านะขอรับ…”
ฉินเหยาลูบศีรษะเล็กๆ ของซานหลาง “เจ้าอย่าไปฟังพวกเขาผายลม!”
จินเป่าเงยหน้าขึ้นด้วยความตกตะลึง อาสะใภ้สามผู้ที่ไม่เคยอนุญาตให้พวกเขาพูดคำหยาบกลับพูดคำหยาบเสียเอง!
อาวั่งที่ไปสืบข่าวยังไม่กลับมา ฉินเหยาก็สามารถปะติดปะต่อเรื่องราวจากคำพูดของเด็กๆ จนเข้าใจต้นสายปลายเหตุแล้ว เป็นเพราะที่ดินที่บ้านเพิ่งซื้อมาใหม่นั่นเองที่นำภัยพิบัติมาให้
เจ้าพวกสารเลวพวกนี้ กล้าดีอย่างไรมารังแกพวกเด็กๆ ช่างรนหาที่ตายเสียจริง!
“ไป กลับบ้านกันก่อน” ฉินเหยาส่งสัญญาณให้ต้าหลางถอยไป จากนั้นก็กำชับเด็กๆ ที่เหลือให้ดูแลหลิวเฝยให้ดี นางเป่าปากเป็นสัญญาณเรียกเหล่าหวง ม้าชราแสนรู้ก็เดินตามหลังรถม้าไปเอง
ฟ้ามืดจนมองทางไม่ชัดเจน มีเพียงคบเพลิงด้ามเดียว ส่องสว่างได้ในวงจำกัด ทว่าแสงสว่างเพียงน้อยนิดนี้เองที่ทำให้พวกต้าหลางพี่น้องไม่รู้สึกหวาดกลัวอีกต่อไป กระทั่งยังมีแก่ใจพูดคุยกันว่าเมื่อครู่พวกเขาต่อสู้กับคนชั่วร้ายอย่างกล้าหาญเพียงใดบ้าง
จินเป่าเป็นห่วงอาวั่ง เอ่ยถามอย่างกังวล “อาสะใภ้สาม พวกเราจะไม่รอท่านอาอาวั่งกลับมาก่อนหรือขอรับ”
ฉินเหยาหันกลับมายิ้มน้อยๆ “ไม่เป็นไร เดี๋ยวเขาก็กลับมาเอง”
จินเป่าถามต่อด้วยความสงสัย “ท่านอาอาวั่งไปที่ใดหรือขอรับ”
ฉินเหยาย่อมไม่อาจบอกได้ว่านางให้เขาไปสืบสถานการณ์ดู ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วจึงกล่าวว่า “ไปตามท่านหมอที่ในเมืองให้พวกเจ้าน่ะ”
จินเป่าพลันรู้สึกว่าข้อศอกของตนเจ็บแปลบขึ้นมาอีกครั้ง แม้จะไม่มีเลือดออก แต่เขาถูกคนผลักล้มลงบนพื้นกรวดทราย ข้อศอกคงจะถลอกปอกเปิกไปแล้วเป็นแน่
จินเป่าไม่กล้ามอง ทำได้เพียงกุมแขนของตนไว้หลวมๆ ในใจพลางคิดว่ารีบกลับถึงบ้านเร็วๆ เถิด ถึงบ้านแล้วก็จะดีขึ้นเอง
เอ้อร์หลางเองก็บาดเจ็บที่ขาเช่นกัน แต่เมื่อเทียบกับต้าหลางแล้ว เจ้าตัวเล็กไม่ส่งเสียงอันใดอีก นับว่ายากนักที่ปากน้อยๆ นั้นจะสงบลงได้ เขาคอยสังเกตอาการของอาเล็กอยู่ตลอดเวลาและรายงานต่อฉินเหยาว่า “อาเล็กเหมือนจะขยับตัวแล้วขอรับ อาเล็กจะตื่นแล้ว ท่านแม่! อาเล็กตื่นแล้วขอรับ!”
ประโยคหลังนี้น้ำเสียงนั้นตื่นเต้นยิ่งนัก ตะโกนออกไปดังลั่น ฉินเหยาหันกลับไปมองปราดหนึ่ง หลิวเฝยกุมศีรษะพยายามจะลุกขึ้นนั่ง นางก็ตวาดขึ้นทันที “นอนลง อย่าขยับ!”
หลิวเฝยเชื่อฟังคำสั่งแทบจะในทันทีตามสัญชาตญาณ เขานอนกลับลงไป กุมศีรษะด้วยความเจ็บปวด มองเด็กๆ ที่มอมแมมเปื้อนฝุ่นตรงหน้าอย่างงุนงง
เพราะทันทีที่เขาไปถึงก็ถูกคนเอาถุงกระสอบคลุมหัวแล้วตีด้วยท่อนไม้จนสลบไป บัดนี้ยังไม่รู้เลยว่าเกิดเรื่องอันใดขึ้นจึงเอ่ยถามอย่างอ่อนแรง “จินเป่า ข้าเป็นอันใดไป”
จินเป่าตอบ “อาเล็ก พวกเราถูกคนทุบตี ต้าหลางเป็นคนช่วยท่านไว้”
หลิวเฝยชะงักงันไป ความทรงจำเลือนรางช่วงหนึ่งผุดขึ้น ความโกรธเกรี้ยวพลุ่งพล่านตามมา ศีรษะก็ยิ่งปวดร้าว “ซี้ด~” เขาสูดลมหายใจเย็นเยียบเข้าเต็มปอด
ขณะนั้นเอง เสียงกีบม้าก็ดังมาจากด้านหลัง ในไม่ช้าก็เห็นอาวั่งขี่ม้าบรรทุกคนผู้หนึ่งควบมา
เขากลับไปแบกท่านหมอในเมืองมาจริงๆ ท่านหมอชรานอนพาดอยู่บนหลังม้า ปากก็พร่ำบ่นด่าทอ คาดว่าผู้ใดก็ตามที่ถูกคนแปลกหน้าบุกเข้าบ้านมาลักพาตัวไปในยามนี้ก็คงมีปฏิกิริยาเช่นนี้
ฉินเหยามองอาวั่ง ขมวดคิ้วเล็กน้อย นี่มันช่างบุ่มบ่ามเกินไปแล้ว
ทว่าบัดนี้ การปลอบขวัญท่านหมอที่ตื่นตกใจสำคัญยิ่งกว่า
ฉินเหยาส่งสัญญาณให้อาวั่งนำคนขึ้นมาบนรถม้า รถม้าที่แออัดอยู่แล้วเมื่อเพิ่มคนเข้าไปอีกหนึ่งคนก็ยิ่งเบียดเสียดยิ่งขึ้น ทว่าความเฉียบแหลมของท่านหมอทำให้เขาสังเกตเห็นผู้บาดเจ็บหลายคนบนรถม้าในทันที รู้ว่าตนเองถูกพามาเพื่อรักษาคนมิใช่ถูกฆ่าก็ลอบถอนหายใจอย่างโล่งอก
ฉินเหยากล่าวขออภัย “ทำให้ท่านตกใจแล้ว แต่ท่านวางใจเถิด จะไม่ทำให้ท่านมาเสียเที่ยวแน่นอน”
กล่าวจบก็ยื่นเงินหนึ่งตำลึงส่งไป คำบ่นว่าที่เตรียมจะเอ่ยของท่านหมอพลันกลืนกลับลงท้องไปทันที เขาถอนหายใจแผ่วเบา เก็บเงินตำลึงให้ดีแล้วให้ซื่อเหนียงชูคบเพลิงเข้ามาใกล้ๆ เริ่มตรวจดูอาการของหลิวเฝย ถือว่ารับปากแล้ว
ในไม่ช้าก็ถึงหมู่บ้านตระกูลหลิว ฉินเหยาขับรถม้าเพิ่งจะเลี้ยวเข้าหมู่บ้านก็ได้ยินเสียงร้องเรียกอย่างตื่นเต้นดังมาจากข้างทาง “เมียจ๋า!”
ฉินเหยาได้ยินเสียงจึงมองไปกลับเป็นสองพี่น้องหลิวจี้และหลิวไป่นั่นเอง
ที่แท้เมื่อครู่นี้พอนางกับอาวั่งเพิ่งออกไป หลิวจี้ก็คลานลุกจากเตียง ทนความปวดเมื่อยกล้ามเนื้อทั่วร่างวิ่งมายังเรือนเก่า
ขณะนั้นทุกคนที่เรือนเก่าก็กำลังรอหลิวเฝยและจินเป่ากลับบ้านเช่นกัน เมื่อรอนานแล้วยังไม่มา หลิวไป่กำลังเตรียมจะออกจากบ้านไปถามหลิวจี้พอดี สองพี่น้องจึงได้พบกันที่หน้าประตู
เมื่อทราบว่าฉินเหยาและอาวั่งออกเดินทางไปตามหาคนแล้ว หลิวไป่ก็ร้อนรนอยากจะขับเกวียนวัวตามไปเช่นกัน แต่หลิวจี้ห้ามไว้
หลิวจี้รู้สึกได้แล้วว่าสถานการณ์ไม่สู้ดีนัก แต่ฉินเหยาและอาวั่งก็ไปแล้ว เขายังคงเลือกที่จะเชื่อใจพวกเขาจึงดึงหลิวไป่ที่หมายจะไป พลางกล่าวว่า
“พี่ใหญ่ ท่านตามไปตอนนี้ก็คงตามไม่ทันแล้ว ที่บ้านอย่างไรก็ต้องมีคนอยู่ เผื่อว่ามีเรื่องอันใดขึ้นจริงๆ อาวั่งกลับมารายงานข่าว พวกเราก็จะได้เตรียมตัวทัน รอไปก่อนเถิด เมียจ๋าของข้าอยู่นั่นแล้ว”
สุดท้ายแล้วก็เป็นเพราะประโยค ‘เมียจ๋าของข้าอยู่นั่นแล้ว’ ของหลิวจี้นั่นเองที่ทำให้หลิวไป่ใจสงบลงได้บ้าง เขาจึงสงบสติอารมณ์ลง คนทั้งสองจึงได้พากันมารออยู่ที่ปากทางเข้าหมู่บ้าน
บัดนี้เมื่อเห็นทุกคนกลับมากันหมดแล้ว สองพี่น้องกำลังจะถอนหายใจอย่างโล่งอก จมูกของหลิวจี้พลันย่นเข้าหากัน เขาได้กลิ่นคาวเลือดจึงเอ่ยถามอย่างตื่นตระหนก “ผู้ใดบาดเจ็บ”
ความปวดเมื่อยตามร่างกายนั้นราวกับไม่รู้สึกถึงมันอีกต่อไป เขาวิ่งมาที่หน้ารถม้า เพียงชายตามองก็เห็นมือของต้าหลางที่ถูกพันผ้าไว้ภายใต้แสงคบเพลิง ลมหายใจพลันสะดุด “เหตุใดจึงเป็นเช่นนี้ เกิดเรื่องอันใดขึ้น”
ประโยคหลังนี้เขาถามฉินเหยา นางลดสายตาลงมองเขาปราดหนึ่ง ส่งสัญญาณให้เขาและหลิวไป่ขึ้นม้าก่อนกลับถึงบ้านแล้วค่อยว่ากัน
อาวั่งคว้าตัวหลิวจี้ขึ้นมาวางไว้ด้านหน้าตนบนหลังม้า สองขากระทุ้งท้องม้าทีหนึ่งก็พุ่งทะยานออกไป
หลิวไป่เรียนรู้วิธีขี่ม้ามานานแล้ว แต่เมื่อมองดูเหล่าหวงที่มีรูปร่างสูงใหญ่ก็ยังคงรู้สึกประหม่าอยู่บ้าง ทว่าตอนนี้ก็ไม่สนใจแล้ว กลับบ้านสำคัญที่สุด เขาปลอบจินเป่าไปประโยคหนึ่งแล้วจึงพลิกตัวขึ้นหลังเหล่าหวง คุ้มกันรถม้ามุ่งหน้าไปยังเรือนเก่า
พวกหลิวเหล่าฮั่นได้ยินเสียงความเคลื่อนไหวมานานแล้ว เมื่อคณะของฉินเหยามาถึง ทุกคนที่เรือนเก่าต่างก็มารออยู่ที่หน้าประตู พอเห็นบนรถม้ามีทั้งคนหมดสติทั้งคนบาดเจ็บ ต่างก็ตกใจเป็นอันมาก
“ท่านแม่!” จินเป่าร้องเรียกจากบนรถม้าด้วยความน้อยเนื้อต่ำใจ นางเหอรีบก้าวเข้าไปอุ้มเขาลงมาปกป้องไว้ในอ้อมอกพลางตรวจดูแล้วตรวจดูอีก “นี่มันเรื่องอันใดกัน เหตุใดจึงมีสภาพเช่นนี้ได้”
“เข้าไปพูดคุยกันข้างในเถิด” ฉินเหยาโบกมือ ให้ทุกคนหลีกทางเปิดประตูใหญ่
อาวั่งอุ้มหลิวเฝยที่ยังคงสะลึมสะลือเข้าประตูไป หลิวไป่และหลิวจ้งก็รีบวิ่งเข้าไปในบ้าน นำทางเขาไปยังห้องของหลิวเฝย
ท่านหมอชราตามไปติดๆ นางจางพอเห็นบุตรชายยังคงหมดสติอยู่ก็รีบตามไปอย่างร้อนรน หลิวเหล่าฮั่นและนางชิวเดินเข้ามาถามไถ่อาการของพวกต้าหลางด้วยความเป็นห่วง เมื่อเห็นฉินเหยาบอกว่าไม่เป็นอันใดแล้วจึงค่อยถอนหายใจอย่างโล่งอก
หลิวจี้อุ้มเด็กทั้งสี่คนลงจากรถม้า พาไปยังลานเรือนแล้วตรวจดูทีละคน คิ้วของเขายิ่งขมวดแน่นขึ้นเรื่อยๆ เขาเองยังไม่เคยตีลูกๆ ที่บ้านเช่นนี้เลย แต่วันนี้กลับถูกคนอื่นตีรึ
ช่างไร้เหตุผลสิ้นดี!
หลิวจี้ตวาดอย่างเดือดดาล “ให้ตายเถอะ! มันเป็นฝีมือของไอ้เจ้าคนถ่อยชั่วช้าตนใด! อาวั่ง เจ้าไปลากตัวมันมาให้ข้า! บิดาผู้นี้จะฆ่ามันให้ตาย!”