ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว - ตอนที่ 355 ต่างคนต่างกลับบ้านใครบ้านมัน
- Home
- ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว
- ตอนที่ 355 ต่างคนต่างกลับบ้านใครบ้านมัน
ตอนที่ 355 ต่างคนต่างกลับบ้านใครบ้านมัน
หลิวจี้คลุ้มคลั่งอยู่ในลานเรือน ฉินเหยากลับสงบนิ่งสั่งการอยู่ในห้อง
เด็กๆ หลายคนล้วนตื่นตกใจ ยามค่ำคืนอากาศหนาวเย็น ทั้งเนื้อตัวก็ยังมีบาดแผล นางเหอและนางชิวจึงทั้งไปต้มน้ำทั้งอุ่นข้าว วุ่นวายอยู่พักใหญ่จึงจัดการให้เด็กๆ ดูเป็นผู้เป็นคนขึ้นมาได้บ้าง หลังถูกป้าสะใภ้ป้อนข้าวเสียจนอิ่มท้องก็นั่งผิงไฟอยู่ข้างกระถางไฟ ห่มผ้าห่มผืนบางๆ ให้ร่างกายอบอุ่น
อาการของหลิวเฝยค่อนข้างหนัก ท่านหมอชราคงยังไม่ได้ออกมาในเร็วๆ นี้ อาวั่งหลังจากวางคนลงแล้วก็กลับบ้านไปเอายา
ก่อนหน้านี้ที่หลิวจี้ถูกตี ยาขี้ผึ้งที่หวังหม่าอู่ให้ท่านหมอจินสั่งจ่ายยังเหลืออยู่มาก อาวั่งจึงนำมาทั้งหมด
ฉินเหยารับมาแล้วจัดการบาดแผลบนมือของต้าหลางใหม่จนเรียบร้อย
เขาบาดเจ็บที่มือซ้าย ตอนที่ใช้มือขวาถือมีดปกป้องน้องชายและน้องสาว เขากลับทำมีดบาดมือตนเอง เป็นแผลที่ฝ่ามือสองแห่ง ที่หลังมืออีกหนึ่งแห่ง โชคดีอย่างถึงที่สุดที่ไม่ลึกมากนัก ประกอบกับอายุยังน้อย พลังฟื้นตัวแข็งแรง น่าจะไม่ทิ้งความพิการไว้
หากเพียงแต่บาดแผลนี้ลึกกว่านี้อีกสักหน่อย คืนนี้ฉินเหยาก็คงไม่กลับมาแล้ว นางจะขี่ม้าไล่ตามไป ให้ไอ้พวกสารเลวพวกนั้นทิ้งมือของพวกมันไว้ให้นางทั้งหมด!
หลังจากจัดการเรื่องวุ่นวายเหล่านี้เสร็จ ฉินเหยาถึงได้มีเวลารับบะหมี่น้ำร้อนๆ ที่นางชิวส่งมาให้แล้วซดน้ำแกงร้อนๆ หนึ่งคำ
เด็กๆ หลายคนตอนนี้ตื่นเต้นกันอย่างถึงที่สุด ต้าหลางและเอ้อร์หลางต่างก็ทบทวนข้อบกพร่องในการรับมือของตนเองในวันนี้ พูดคุยกันว่าคราวหน้าจะทำเช่นนั้นเช่นนี้
หลังถูกอาวั่งเขกศีรษะไปคนละทีจึงสงบเสงี่ยมเจียมตัวลง
“ผิดทั้งหมด” อาวั่งนั่งลงข้างกายต้าหลาง จับมือขวาที่ไม่บาดเจ็บของเขาขึ้นมาแล้วตวัดมือกลางอากาศสองที พลังฝ่ามือช่างรุนแรงยิ่งนัก ปะทะเข้ากับเส้นผมบนหน้าผากของนางเหอและนางชิวจนปลิวไสว สองสะใภ้หรี่ตาลงตามสัญชาตญาณ หลบเลี่ยงกระแสลมนั้น
อาวั่งไม่ได้สังเกตเห็นเลยแม้แต่น้อย ต่อให้สังเกตเห็นเขาก็ไม่ใส่ใจ ยังคงตั้งอกตั้งใจสั่งสอนต้าหลาง
“มีดแรกของเจ้าสมควรแทงเข้าไปใต้ซี่โครงของอีกฝ่ายโดยตรง บิดมีดเฉียงแล้วค่อยดึงออก เช่นนี้มีดจะไม่ติด สามารถดึงออกได้ในชั่วพริบตา จากนั้นเมื่ออีกฝ่ายก้มตัวลงกุมบาดแผลตามสัญชาตญาณก็ให้แทงมีดเข้าไปที่ข้างลำคอของเขา…”
“แค่กๆ!” ฉินเหยากระแอมไอออกมาสองครั้งติดๆ กัน การสาธิตของอาวั่งหยุดชะงักลงทันที เขาหันกลับมามองนางอย่างงุนงงเล็กน้อย
“อาวั่ง เด็กๆ เหนื่อยแล้ว เจ้าขับรถม้าพาพวกเขากลับไปพักผ่อนก่อน พรุ่งนี้เช้าข้าจะไปลาหยุดให้พวกเขา ไม่ต้องไปสำนักศึกษาแล้ว ให้นอนพักผ่อนให้มากหน่อย”
อาวั่งขานรับแล้วลุกขึ้น อุ้มต้าหลางที่ไม่ทันได้ตั้งตัวขึ้นพาดบ่า ส่งสัญญาณให้เอ้อร์หลางและฝาแฝดตามออกจากเรือนเก่าไป
จินเป่ามองมาอย่างออดอ้อน “ท่านอาสะใภ้สาม ท่านช่วยลาหยุดให้ข้าด้วยได้หรือไม่ขอรับ”
ฉินเหยามองท่าทางสงสารปวดใจของนางเหอ อันที่จริงในใจนางก็รู้สึกผิดอยู่บ้าง ท้ายที่สุดแล้วเรื่องราวเกิดขึ้นเพราะครอบครัวของนาง จินเป่าต้องมาเดือดร้อนโดยไร้ความผิด
นางพยักหน้า ยิ้มแล้วตอบตกลง “แน่นอนอยู่แล้ว เจ้าก็พักผ่อนให้ดีเถิด”
นางเหอกล่าวเสริมขึ้นว่า “แต่ก็พักผ่อนนานเกินไปไม่ได้ แค่ผิวถลอกเพียงเท่านี้ไม่นับว่าเป็นบาดแผลด้วยซ้ำ พักสักสองวันก็กลับไปตั้งใจเรียนหนังสือให้ดี รู้หรือไม่”
กล่าวพลางก็ชำเลืองมองไปทางฉินเหยาแวบหนึ่ง จากนั้นโอบจินเป่ากลับเข้าห้องไปพักผ่อน
นางชิวมองฉินเหยาอย่างอึดอัดใจ ฉินเหยาส่ายหน้า นางเข้าใจอารมณ์ของนางเหอในยามนี้ดี ด้วยนิสัยของนาง วันนี้ที่ไม่เอ่ยคำพูดแดกดันประชดประชันหรือตัดพ้อออกมาแม้แต่คำเดียวก็นับว่าอดทนมากแล้ว
เมื่อเห็นฉินเหยาแสดงท่าทีเข้าใจ นางชิวจึงได้หาโอกาสเอ่ยถามว่าแท้จริงแล้วเกิดเรื่องอันใดขึ้น
เมื่อครู่อาวั่งฉวยโอกาสบอกเบาะแสที่สืบมาได้แก่ฉินเหยาแล้ว นางจึงอธิบายสั้นๆ ว่า “ก่อนหน้านี้ซื้อที่ดินผืนนั้นของบ้านติงซิ่วไฉเลยไปทำให้คนบางกลุ่มขุ่นเคืองเข้า วันนี้พวกเขาหาโอกาสได้จึงได้ลงมือกับอาเล็กและเด็กๆ คิดจะใช้เรื่องนี้มาข่มขู่ข้า”
ทางด้านหลิวเฝยจัดการเรียบร้อยแล้ว ท่านหมอเขียนใบสั่งยา หลิวจ้งก็ถือใบสั่งยาไปเอายากับหมอเท้าเปล่าในหมู่บ้าน นางจางกำลังต้มยาอยู่ ในห้องมีหลิวไป่คอยดูแล หลิวเหล่าฮั่น หลิวจี้ และหลิวจ้งจึงพากันมาที่ห้องโถงแล้วก็ได้ยินคำพูดของฉินเหยาพอดี
หลิวจี้โกรธจนแทบจะควันออกหู เขาตบโต๊ะดังปัง บังเอิญไปดึงรั้งโดนกล้ามเนื้อแขนและหน้าอกเข้าจึงเจ็บจนเข่าอ่อนลงทันใด
ทว่าปากก็ยังไม่ลืมที่จะด่าทอ “เจ้าพวกสารเลวชาติชั่ว ลงมือกับเด็กนับว่าเก่งกาจอันใด หากมีปัญญาแน่จริงก็มาลงที่บิดาผู้นี้สิ!” ไปลงที่ฉินเหยาสิ!
“มองปราดเดียวก็รู้ว่าเป็นพวกขี้ขลาดตาขาวรังแกผู้อ่อนแอเกรงกลัวผู้แข็งแกร่ง วันก่อนๆ ที่อาวั่งไปรับไปส่ง เหตุใดพวกมันไม่ตีอาวั่งเล่าก็มิใช่เพราะกลัวหรอกหรือจึงกล้าลงมือแต่กับผู้อ่อนแอเท่านั้น” หลิวจี้ถ่มน้ำลายลงพื้นทีหนึ่ง เขาดูแคลนคนเช่นนี้เสียจริง
เขามองไปยังฉินเหยาอย่างกระตือรือร้น “เมียจ๋า ตอนนี้พวกเราควรทำอย่างไรดี จะปล่อยให้พวกมันมาข่มเหงรังแกคนเช่นนี้ไม่ได้ มิฉะนั้นหากมีครั้งนี้แล้วก็ย่อมต้องมีครั้งต่อไปอีก คนเลวทรามเช่นนี้น่ารังเกียจที่สุด พวกเราป้องกันไม่ไหวหรอก”
หลิวจ้งตกใจ เจ้าหลิวสามคนขี้ขลาดผู้นี้กลับไม่คิดหลบหนีรึ
หลิวเหล่าฮั่นถอนหายใจเฮือกหนึ่ง “เจ้าสาม เจ้ายังคิดจะแก้แค้นกลับอีกรึ อิทธิพลของอันธพาลเหล่านั้นใหญ่โตนัก ขนาดทางการพวกมันยังไม่กลัว หากลงมือกันจริงๆ ขึ้นมา ผู้ที่เสียเปรียบก็มีแต่พวกเราชาวบ้านธรรมดาสามัญเท่านั้น”
ครานี้หลิวจ้งเข้าข้างหลิวจี้ “ท่านพ่อ แต่พวกเราจะยอมให้คนอื่นมารังแกเช่นนี้ไม่ได้นะขอรับ เจ้าสี่ยังนอนสะลึมสะลือลุกไม่ขึ้นอยู่ในห้องเลยนะขอรับ เขามิได้ไปยั่วโทสะหรือหาเรื่องพวกนั้นเลย เจ้าพวกสารเลวพวกนั้นก็ยังคงตีเขารวมไปด้วย ท่านคิดว่านี่เป็นเพราะเหตุใด มิใช่ว่าเพราะคิดว่าพวกเราชาวนารังแกง่ายหรอกหรือ!”
หลิวเหล่าฮั่นพูดไม่ออก เหตุผลนี้เขาจะไม่รู้ได้อย่างไร เพียงแต่เขานึกหาวิธีใดที่จะจัดการกับคนชั่วนอกกฎหมายพวกนี้ไม่ได้จริงๆ
แจ้งทางการรึ
ทั้งชีวิตนี้ ประตูใหญ่ของที่ว่าการอำเภอก็ยังไม่เคยเห็น จะไปแจ้งความได้อย่างไร
ดังนั้นการอดทน การยอมถอยจึงกลายเป็นตัวเลือกแรกของคนประเภทหลิวเหล่าฮั่น มักจะคิดอยู่เสมอว่าตนเองถอยหนึ่งก้าว อีกฝ่ายก็คงไม่มาสร้างความลำบากให้อีก
ทว่าความจริงหาได้เป็นเช่นนั้นไม่
หลิวจี้มองบิดาของตนอย่างหัวเสีย กล่าวว่า “แต่พวกมันต้องการให้พวกเราคายที่ดินออกมา เงินที่เมียจ๋าของข้าหามาอย่างยากลำบากเพื่อซื้อที่ดินผืนนั้นด้วยตนเอง ทั้งยังไปแจ้งต่อทางการเรียบร้อยแล้ว เหตุใดต้องยกให้คนอื่นไปเปล่าๆ ด้วยเล่า!”
หลิวเหล่าฮั่นถอนหายใจ “ข้าแก่แล้ว พวกเจ้าคนหนุ่มสาวก็ปรึกษาหารือกันเองเถิด”
ไม่สนใจแล้ว ไม่สนใจแล้ว เขาไม่อาจยุ่งเกี่ยวด้วยได้แล้ว!
หลิวจี้แค่นเสียงออกมาคราหนึ่ง จากนั้นจึงหันไปหาฉินเหยาที่กำลังก้มหน้าครุ่นคิด “เมียจ๋า เจ้าบอกมาเถิดว่าให้ทำอย่างไร ข้าก็จะทำอย่างนั้น มีเจ้าอยู่ บิดาผู้นี้ไม่กลัวอันใดทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นอันธพาลหน้าไหนก็ตาม!”
พูดจาไพเราะเสนาะหูนัก ยามที่ให้เขาลงมือจริงๆ เกรงว่าคงจะเผ่นหนีเร็วกว่าผู้ใดเสียอีก ฉินเหยาชำเลืองมองหลิวจี้แวบหนึ่ง นางไม่เคยคาดหวังในตัวเขาเลยแม้แต่น้อย
แน่นอนว่า ก็ไม่คาดหวังจากทางเรือนเก่าเช่นกัน
ฉินเหยาลุกขึ้นกล่าว “พวกเราต่างก็แยกบ้านกันแล้ว นี่เป็นเรื่องของบ้านข้าเอง พวกเราจะจัดการกันเอง วันนี้ทำให้อาเล็กและจินเป่าต้องเดือดร้อนไปด้วย ค่าจ้างท่านหมอและค่ายานี้เราจะเป็นผู้ออกเอง ก่อนอื่นให้อาเล็กและจินเป่าพักฟื้นร่างกายให้ดีเสียก่อน”
กล่าวจบก็ถลึงตาใส่หลิวจี้ที่ไม่พอใจแวบหนึ่ง เขารีบลุกขึ้นยืนทันที หันไปทางห้องของหลิวเฝยและนางเหอแล้วกล่าวเสียงดัง “ขออภัย ขออภัย เรื่องที่ตามมาพวกเราจะจัดการกันเอง ไม่รบกวนให้ทุกท่านต้องลำบากใจแล้ว!”
สองประโยคแรกฟังสบายหูอยู่บ้าง แต่เหตุไฉนประโยคหลังสุดจึงฟังดูแดกดันประชดประชันถึงเพียงนี้
เท้าของนางเหอที่เดิมทีเตรียมจะก้าวออกไปแล้วกลับชักกลับเข้ามา ในเมื่อเจ้าสามกล่าวเช่นนี้แล้วต่างคนต่างก็ดูแลบ้านของตนเองเถิด
นางจางถอนหายใจอย่างจนใจคราหนึ่ง ในใจอยากจะพูดอะไรบางอย่าง แต่เมื่อมองหลิวเหล่าฮั่นแวบหนึ่ง ดูเหมือนว่าสิ่งที่พวกเขาสามารถทำได้ก็คือไม่สร้างความวุ่นวายให้แก่คนหนุ่มสาว
กลับเป็นหลิวไป่ที่เดินออกมาจากห้อง ตบอกกล่าวขึ้นประโยคหนึ่ง “เรื่องอื่นพี่ใหญ่ผู้นี้อาจทำไม่ได้ แต่หากเป็นการต่อยตี พี่ชายผู้นี้ไม่เคยเกรงกลัว พวกเจ้าเรียกข้าได้เลย รวมทั้งเจ้ารองด้วย!”
หลิวจ้งผู้ถูกเอ่ยชื่อรีบพยักหน้า “ใช่แล้ว พวกเราไม่มีอะไรจะเสีย หากสู้สุดชีวิตแล้ว ผู้ใดจะกลัวผู้ใดก็ยังไม่รู้แน่!”
หลิวจี้ชะงักไปอย่างเห็นได้ชัด ไม่คาดคิดว่าพี่ชายทั้งสองไม่เพียงไม่รังเกียจว่าเขาสร้างเรื่อง ยังกล่าวว่าจะช่วยเหลืออีก นี่ราวกับไม่ใช่คนคนเดียวกันกับที่เคยรังเกียจและด่าทอตนเองในความทรงจำที่ผ่านมาของเขาเลย
ฉินเหยามองหลิวไป่และหลิวจ้งมากขึ้นอีกแวบหนึ่งอย่างที่ไม่ค่อยทำบ่อยนัก ในใจครุ่นคิด นี่สิจึงจะเหมือนท่าทีที่บุรุษพึงมี
ทุกเรื่องคิดแต่จะถอยหนึ่งก้าว ทั้งชีวิตก็อย่าได้หวังว่าจะพลิกฟื้นขึ้นมาได้อีกเลย!
ทว่าเรื่องนี้ไม่จำเป็นต้องดึงพวกเขาเข้ามาข้องเกี่ยว เพียงนางคนเดียว ก็เพียงพอแล้ว