ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว - ตอนที่ 356 กระดูกเหล็กกร้าวแกร่ง
ตอนที่ 356 กระดูกเหล็กกร้าวแกร่ง
หลังเรียกหลิวจี้ผู้ซึ่งในใจซาบซึ้งยิ่งนักแล้วสองสามีภรรยาก็พาท่านหมอชราที่เชิญมากลับไปยังบ้านของตนเอง จัดแจงให้เขาพักผ่อนเรียบร้อยแล้ว ในลานเรือนก็เหลือเพียงพวกเขาสองสามีภรรยา
หลิวจี้มองดูดวงตาอันเย็นชาดุจน้ำแข็งของฉินเหยาแล้วเอ่ยปากถามอย่างหยั่งเชิง “เมียจ๋า เจ้ากับอาวั่งเตรียมจะจัดการคนเหล่านั้น…”
พลางยกมือขึ้นไปที่คอของตนเองแล้วศีรษะเอียงกระเท่เร่ ทำท่าทาง ‘ปาดคอ’
เมื่อเห็นฉินเหยาไม่ตอบ ในใจของหลิวจี้ก็ยืนยันได้แล้ว ได้แต่ลอบจุดเทียนเป็นทิวแถวไว้อาลัยให้คนเหล่านั้นอยู่ในใจ
“เมียจ๋า เช่นนั้นมีสิ่งใดที่ข้าพอจะทำได้บ้างหรือไม่” เรื่องราวในวันนี้ทำให้หลิวจี้เดือดดาลนัก นานทีปีหนจึงจะมีใจถึงเพียงนี้ ทั้งยังอยากให้พวกเด็กๆ ได้เห็นว่าบิดาของพวกเขาก็มิได้ไร้น้ำยา!
แล้วก็กลับมีจริงๆ เสียด้วย
ฉินเหยากวักมือเรียกให้เขาเอียงหูเข้ามา หลิวจี้รีบเข้าไปใกล้อย่างกระตือรือร้น ยิ่งฟังคิ้วก็ยิ่งขมวด “นี่…นี่มันจะไม่ดีกระมัง”
ให้เขาไปก่อเรื่องใหญ่โตที่หน้าประตูโรงรับจำนำเพื่อล่อให้ผู้บงการเบื้องหลังปรากฏตัวออกมา นี่ถ้าหากไม่ระวังแม้เพียงน้อยนิด เขาอาจจะตายได้เลยนะ!
ฉินเหยามองท่าทางขลาดเขลาของเขา เผยธาตุแท้ในทันทีเลยนะ แล้วโบกมืออย่างรังเกียจ “ในเมื่อเจ้าทำไม่ได้ก็ช่างเถิด เดิมทีข้าก็มิได้คาดหวังว่าเจ้าจะช่วยอันใดได้อยู่แล้ว”
กล่าวจบก็ทิ้งสายตาดูแคลนไว้ให้แล้วหันกายเตรียมจะจากไป
มือของนางพลันถูกดึงรั้งไว้
ฉินเหยาหันกลับมามองอย่างไม่สบอารมณ์ “เจ้าอยากตายรึ”
หลิวจี้รีบปล่อยมือนาง เชิดคางขึ้นอย่างไม่ยอมแพ้ “ไปก็ไป!”
มุมปากของฉินเหยาโค้งขึ้น วิธียั่วให้โกรธนี่ยังใช้ได้ผลอยู่สินะ
หลิวจี้ฉวยจับฉินเหยาไว้อีกครั้ง ทว่าครานี้มิใช่มือ แต่เป็นแขนเสื้อแล้วกำชับด้วยความเป็นห่วงว่า “เช่นนั้นเจ้าต้องปรากฏตัวให้ทันท่วงทีนะ หากพวกมันคิดจะฆ่าข้า ข้าต้านไม่ไหวแน่ เมียจ๋า…”
ฉินเหยายกมือเป็นสัญญาณให้เขาหยุดพูดแล้วตบไหล่ของเขาเบาๆ “วางใจเถิด ข้ารับรองว่าครานี้จะไม่ให้เจ้าถูกทุบตี ข้าจะติดตามเจ้าไปด้วยตนเอง”
หลิวจี้ถอนหายใจยาวอย่างโล่งอก “เช่นนั้นเจ้าก็บอกข้าเสียแต่เนิ่นๆ สิ มีเมียจ๋าอยู่เบื้องหลัง ข้าก็วางใจแล้ว”
ทว่ายังคงรู้สึกหวาดหวั่นอยู่บ้าง หลิวจี้เอ่ยเสียงแผ่วเบาว่า “หรือมิสู้ให้เมียจ๋าแอบไปกำจัดคนพวกนั้นไปเสียดีหรือไม่ ข้าก่อเรื่องเช่นนี้ก็เท่ากับเปิดโปงพวกเรามิใช่รึ”
ฉินเหยาส่ายนิ้วไปมา กอดอกพลางเอ่ยถามเขาว่า “เจ้ารู้หรือไม่ว่าการท่องไปในยุทธภพ สิ่งใดสำคัญที่สุด”
หลิวจี้ลองตอบหยั่งเชิงว่า “เงินทอง?”
“ผิด” ฉินเหยากล่าวอย่างเย็นชา “คือชื่อเสียง ชื่อเสียงอันน่าหวาดหวั่น!”
“ข้าจะใช้วิธีของพวกมันจัดการพวกมันเอง พวกมันเหิมเกริมถึงเพียงนี้ก็เพราะมั่นใจว่าพวกเราไม่มีทั้งพยานและหลักฐาน ต่อให้ร้องเรียนต่อทางการก็ไร้ประโยชน์ ในเมื่อเป็นเช่นนี้ ข้าก็จะให้พวกมันได้ลิ้มรสความรู้สึกของการร้องเรียนไปก็ไร้ผลเช่นกัน”
นางต้องการให้พวกมันรู้ว่าเป็นนางที่ลงมือ แต่ก็มิอาจทำอันใดนางได้
และเพื่อให้คนของหวังหม่าอู่ได้ใคร่ครวญอย่างละเอียดว่าเมื่อคิดจะแตะต้องผลประโยชน์ของนางนั้น ตัวพวกเขามีน้ำหนักกี่จินกี่เหลี่ยง เพียงพอที่จะเป็นกับข้าวให้สำรับของนางหรือไม่!
ฉินเหยาแค่นเสียงเบาๆ แล้วกล่าวว่า “อันธพาลท้องถิ่นนับเป็นอันใดได้ มารดาผู้นี้ต่างหากคืออันธพาลตัวจริง”
หลิวจี้เบิกตากว้าง จ้องมองสตรีใจร้ายผู้เปี่ยมด้วยกลิ่นอายแข็งกร้าวเบื้องหน้า ในใจพลันคิดว่า ‘เจ้าช่างน่ากลัวยิ่งกว่าอันธพาลเสียอีก!’
ทว่าเมื่อได้ฟังวาจาของสตรีใจร้ายผู้นี้จบ เหตุใดเลือดในกายของเขากลับพลุ่งพล่าน ร้อนรุ่มจนอยากจะลองดูบ้างเล่า
ค่ำคืนผ่านพ้นไปอย่างสงบ ดวงตะวันทอแสง นับเป็นวันฟ้าเปิดอันสดใสที่หาได้ยากยิ่ง
อาวั่งตื่นแต่เช้าตรู่ รอคอยให้ฉินเหยาสั่งการให้ตนไปสังหารฝ่ายตรงข้าม
ทว่าคาดไม่ถึง หลังจากฉินเหยาไปดูพวกเด็กๆ แล้วออกมากลับเพียงแค่เอ่ยปากขอสรวลสารครึ่งก้าวสิ้นหนึ่งขวดจากเขาด้วยท่าทีสุขุม
ขวดเดิมนั้นฉินเหยายังมิได้แตะต้อง ทว่าปริมาณเพียงเท่านั้นยังไม่เพียงพอ จำต้องใช้อีกหนึ่งขวด
หลิวจี้ได้ขับเกวียนวัวออกเดินทางไปก่อนแล้ว ถือโอกาสส่งท่านหมอชรากลับไปยังเมืองจินสือด้วย
ยามนี้คาดว่าเขาคงใกล้ถึงตัวอำเภอแล้ว เพียงรอให้ประตูเมืองเปิดก็จะไปยังหน้าประตูโรงรับจำนำเพื่อทำภารกิจของตนในวันนี้ให้ลุล่วง นั่นคือการทำตัวเป็นอันธพาลพาลเกเร ก่อความวุ่นวายครั้งใหญ่ที่โรงรับจำนำ
ผู้ที่กล้ามาก่อเรื่องใหญ่โตหน้าประตูโรงรับจำนำนั้นจนบัดนี้ยังมิเคยปรากฏ เมื่อคิดว่าตนเองกำลังจะเป็นคนแรก ในใจของหลิวจี้ก็อดที่จะตื่นเต้นเล็กน้อยมิได้
กลับมาทางด้านฉินเหยา อาวั่งเห็นนางเพียงแค่ต้องการยาหนึ่งขวด มิได้มีทีท่าว่าจะมอบหมายภารกิจลอบสังหารใดๆ ให้แก่ตนก็อดที่จะแสดงสีหน้าประหลาดใจออกมามิได้ ซึ่งเป็นภาพที่หาดูได้ยาก
เขากล่าวอย่างจริงจังว่า “ข้าไปเอง จะรวดเร็วมาก”
การสังหารคนนั้นเขาชำนาญยิ่ง ทั้งยังสามารถทำได้โดยไม่ทิ้งร่องรอย
ฉินเหยาส่ายหน้า “เพียงแค่ได้ลงมือก็ย่อมทิ้งร่องรอย เจ้ามิใช่นักฆ่าเดนตายของจวนอ๋องเฟิงอีกต่อไปแล้ว แต่เดิมเรื่องนี้ข้าก็มีวิธีอื่น ภารกิจที่ข้ามอบให้เจ้าตอนนี้คืออยู่ที่บ้านคอยควบคุมงาน ช่วยข้าดูแลต้าหลางและพวกเด็กๆ ให้ดี”
ฉินเหยายื่นมือออกไปอีกครั้ง “นำยามาให้ข้า หากข้ายังไม่ออกเดินทางอีก นายท่านใหญ่ของเจ้าคงจะถูกคนฆ่าแล้ว”
อาวั่งจ้องมองนางอย่างเหม่อลอยครู่หนึ่ง ลังเลอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะส่งมอบผงยาชาที่ตนเพิ่งปรุงเสร็จใหม่ๆ และเตรียมจะมอบให้ฉินเหยาไว้เป็นของพกติดตัวสำหรับการเดินทางครั้งต่อไป
ฉินเหยาชูขวดยาขึ้น กล่าวอย่างใจกว้างว่า “ไว้กลับมาข้าจะเลี้ยงถังหูลู่เจ้า”
อาวั่งเลียริมฝีปาก ในดวงตาฉายแววคาดหวังอยู่หลายส่วน เขายังมิเคยลิ้มลองถังหูลู่ ซื่อเหนียงบอกว่าอร่อยมาก เช่นนั้นก็คงจะอร่อยมากจริงๆ กระมัง
ฉินเหยาหาอ่างไม้มาใบหนึ่ง นำถุงป่านที่เตรียมไว้โยนเข้าไป จากนั้นใช้สำลีอุดรูจมูก ต่อมาจึงเทสรวลสารครึ่งก้าวสิ้นทั้งสองขวดลงไป โปรยให้ทั่วทุกซอกทุกมุมของถุงป่านอย่างสม่ำเสมอ
รออยู่ครู่หนึ่งจึงใช้ไหดินเผาปากกว้างม้วนถุงป่านที่ผ่านการจัดการแล้วยัดเข้าไป ปิดฝาให้สนิท ใส่ไว้ในถุงตาข่ายแล้วแขวนไว้บนหลังม้า โบกมือให้อาวั่ง กระตุ้นม้าเบาๆ แล้วควบม้ามุ่งหน้าไปยังตัวอำเภอ
ขณะที่ฉินเหยาขี่ม้าข้ามสะพาน ชายใบ้และคนอื่นๆ ก็กำลังจะไปทำงานที่บ้านของนางพอดี ทั้งสองฝ่ายได้พบหน้ากัน ยังคิดว่านางจะออกไปเจรจาการค้า หาได้มีผู้ใดล่วงรู้ไม่ว่า จินฉานฉู หนึ่งในสามอธรรมแห่งอำเภอไคหยาง นับแต่วันนี้ไปจะต้องถูกลบชื่อออกจากกลุ่มสามอธรรมแล้ว
เมื่อฉินเหยาเดินทางไปถึงตัวอำเภอ ตะวันก็ขึ้นตรงหัวพอดี แสงแดดอันเจิดจ้าสาดส่องลงบนถนนที่คึกคักของตัวอำเภอ เป็นภาพทิวทัศน์อันสงบสุขยิ่ง
ทว่ายามนี้นางหาได้มีอารมณ์ชื่นชมไม่ นางเดินเข้าไปในตรอกเล็กๆ ใกล้กับโรงรับจำนำ กระโดดขึ้นไปเบาๆ มือหนึ่งยึดขอบหลังคาไว้ ออกแรงเพียงเล็กน้อยก็ขึ้นมาอยู่บนหลังคาได้
ทัศนียภาพพลันกว้างไกลขึ้น เรือนรอบด้านล้วนอยู่ในสายตา กลางวันแสกๆ ทุกคนล้วนมิได้ระวัง กระทั่งเงยหน้าขึ้นมองก็หามีไม่ ฉินเหยาก็เหยียบย่างไปบนหลังคาอย่างเปิดเผยเยี่ยงนี้จนมาถึงหลังคาร้านค้าที่อยู่ตรงข้ามเยื้องกับโรงรับจำนำแล้วจึงย่อตัวลง มองดูหลิวจี้ที่กำลังยืนอยู่หน้าประตูใหญ่ของโรงรับจำนำและถูกลูกจ้างของโรงรับจำนำสามสี่คนดึงรั้งตัวไว้
นางมาได้ถูกจังหวะพอดี หลิวจี้ได้ดึงดูดชาวบ้านให้มายืนล้อมวงมุงดูแล้ว แม้ว่าลูกจ้างสามสี่คนพยายามจะสกัดเขาไว้ ทว่าอาศัยการเคลื่อนไหวที่คล่องแคล่ว เขาก็ยังคงหลบหลีกอยู่นอกวงล้อมของพวกนั้นได้ตลอด ปากก็ด่าทออย่างเดือดดาลว่า
“คนอื่นอาจจะกลัวเจ้าจินฉานฉู แต่ข้าหลิวจี้มิกลัว! เจ้าคนชั่วช้าที่ขูดรีดผู้คนในตำบล ก่อเหตุฆาตกรรมวางเพลิง รังแกบุรุษข่มเหงสตรี กระทำความผิดนานัปการ สมควรถูกจับเข้าคุกหลวงนัก!”
“พี่น้องทั้งหลาย มาดูกันเร็วเข้า! ที่ดินดีเลิศร้อยหมู่ของตระกูลติงซิ่วไฉแห่งเมืองจินสือ พวกเขาต้องการขายอย่างเร่งด่วนในราคาแปดร้อยตำลึง แต่เหล่าคนชั่วพวกนี้กลับจะขอซื้อที่ดินของพวกเขาในราคาเพียงหนึ่งร้อยตำลึง เมื่อพวกเขาไม่ยอมขายให้ พวกมันก็ไปฆ่าคนแล้วทิ้งศพไว้บนที่ดินของพวกเขาทำให้พวกเขาต้องเสียเวลาไปหลายเดือนก็ยังขายที่ดินไม่ได้…”
“ในที่สุดครอบครัวของข้าก็ซื้อที่ดินของตระกูลติงซิ่วไฉในราคาเดิม นี่นับเป็นเรื่องดีโดยแท้ ทว่าคนชั่วผู้นี้กลับโกรธแค้นจนหน้ามืดตามัว เพียงเพราะครอบครัวข้าซื้อที่ดินที่มันต้องการไป เมื่อวานยามเย็น มันกลับส่งชายฉกรรจ์สิบกว่าคน สิบกว่าคนเชียวนะ! ล้อมเด็กๆ ทั้งห้าคนในบ้านข้าซึ่งอายุยังไม่ถึงสิบขวบ ทั้งทุบตีเตะถีบ ทั้งยังคิดจะฆ่าปิดปาก ช่างมิใช่มนุษย์โดยแท้…”
หลิวจี้ดวงตาทั้งสองข้างแดงก่ำ กล่าวโทษเสียงดังฟังชัด มวยผมก็หลุดลุ่ย สวมเพียงอาภรณ์ผ้าเนื้อหยาบตัวบาง ท่ามกลางอากาศหนาวเหน็บของเดือนสิบ แผ่นหลังกลับตั้งตรงแน่ว ท่าทางดุจบัณฑิตผู้หยิ่งทระนงในศักดิ์ศรี กระดูกสันหลังมิยอมโค้งงอให้ผู้ใด ปลุกเร้าโทสะของฝูงชนที่มุงดูในทันใด ต่างก็พากันชี้นิ้วไปทางลูกจ้างหลายคนของโรงรับจำนำพร้อมทั้งวิพากษ์วิจารณ์
เหล่าเจ้าหน้าที่ของทางการที่ถูกเถ้าแก่โรงรับจำนำเรียกมา เมื่อเห็นฉากนี้ก็อดมิได้ที่จะมองเขาด้วยแววตาชื่นชม
ยอมหักไม่ยอมงอ ไม่เกรงกลัวอิทธิพลของเหล่าอันธพาล ช่างเป็นบุรุษผู้มีกระดูกเหล็กกร้าวแกร่งโดยแท้!
น่าเสียดาย ที่ไปยั่วโทสะจินฉานฉูเข้า ต่อให้พวกเขานับถืออีกฝ่าย บัดนี้ก็จำต้องลากตัวเขาออกไปโยนทิ้งนอกเมือง