ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว - ตอนที่ 357 เขาอาศัยอะไรมาดื่มชา
ตอนที่ 357 เขาอาศัยอะไรมาดื่มชา
“เจ้าหน้าที่ของทางการมาแล้ว!”
“เจ้าหน้าที่ของทางการมาแล้ว!”
“หลีกทาง หลีกทาง!”
เหล่าชาวบ้านต่างพร้อมใจกันเปิดทางให้ เถ้าแก่โรงรับจำนำพาเหล่าเจ้าหน้าที่ของทางการเข้ามาด้วยท่าทีโอหัง กร่างยิ่งนัก ชี้ไปยังหลิวจี้แล้วกล่าวอย่างเดือดดาลว่า
“ก็คือบัณฑิตยากจนซอมซ่อผู้นี้ ไร้ซึ่งพยานหลักฐานใดๆ กลับมาอาละวาดใหญ่โตหน้าประตูโรงรับจำนำของข้า พี่น้องทั้งหลายอย่าได้เชื่อคำพูดของเขา โรงรับจำนำของเราเปิดกิจการมาหลายสิบปี ไม่เคยหลอกลวงทั้งเด็กและผู้เฒ่า ย่อมมิมีทางกระทำการชั่วช้าดังที่คนพาลผู้นี้กล่าวหาเป็นอันขาด!”
มิใช่เพียงหลิวจี้ที่พูดจาเหลวไหลเป็น เถ้าแก่โรงรับจำนำกลับเหนือกว่าขั้นหนึ่ง กล่าวใส่ใคล้ในทันที เขากล่าวอย่างเดือดดาลว่า
“นี่มันก็แค่คนจำนำของแล้วเกิดเปลี่ยนใจ ขู่กรรโชกไม่สำเร็จ กลับมาทำลายชื่อเสียงเจ้านายของข้า เป็นพวกสิ้นไร้ไม้ตอกโดยแท้! พี่น้องทั้งหลายโปรดอย่าได้ถูกท่าทางเช่นนี้ของเขาลวงหลอกเป็นอันขาด!”
เสียงวิพากษ์วิจารณ์ของชาวบ้านที่มุงดูพลันแผ่วเบาลงทันที ยังมีหนุ่มน้อยผู้ไร้เดียงสาที่ไม่รู้จักสามอธรรมแห่งอำเภอไคหยางเอ่ยถามชายชราเจ้าของแผงลอยข้างๆ อย่างงุนงงว่า
“เหตุใดยังมีคนเช่นนี้อีกเล่า โรงรับจำนำของเขาเปิดกิจการอยู่ดีๆ เขาใส่ร้ายป้ายสีถึงเพียงนี้ มิใช่เป็นการขัดขวางการค้าของคนเขาหรอกหรือ”
ชายชราก้มหน้าหัวเราะเยาะเบาๆ คร้านจะตอบคำถามของคนเขลาผู้นี้ อาศัยจังหวะที่ผู้คนมากมาย ส่งเสียงร้องขายของขึ้น ในใจได้แต่ถอนหายใจให้กับบัณฑิตผู้น่าสงสารคนนั้นคราหนึ่ง
อยู่ดีไม่ว่าดี เจ้าไปล่วงเกินคนพวกนั้นด้วยเหตุใด ครานี้เกรงว่าจะยิ่งถูกแก้แค้นหนักขึ้นแล้ว
เมื่อเห็นว่าเจ้าหน้าที่ของทางการกำลังจะเข้ามาจับกุมตน หลิวจี้พลันสะบัดแขนเสื้อตวาดเสียงดังลั่นว่า “พวกเจ้าอย่ามาแตะต้องตัวข้า กฎหมายของแคว้นเซิ่งข้ารู้ดีกว่าพวกเจ้าเสียอีก ข้าหนึ่งมิได้ฆ่าคน สองมิได้วางเพลิง พวกเจ้าอาศัยอะไรมาจับกุมข้า หลีกไป ข้าจะเดินไปเอง!”
อย่างไรเสียเรื่องศักดิ์ศรีก็ยอมแพ้มิได้ อาศัยจังหวะที่เหล่าเจ้าหน้าที่ของทางการกำลังตกตะลึงก็หันกายเดินจากไป
เริ่มแรกก้าวเท้ายาวๆ ต่อมาจึงซอยเท้าถี่ๆ ความเร็วเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ สุดท้ายก็สับขาวิ่งสุดชีวิต
ดึงความแค้นได้มากพอแล้ว เผ่นล่ะ เผ่นล่ะ~
วิ่งตลอดทางจนพ้นประตูเมืองก็พลันถูกคนบางคนกระชากเข้าไปยังมุมกำแพง ทำเอาหลิวจี้ตกใจจนสูดลมหายใจเข้าลึก
“ข้าเอง เจ้าขับเกวียนไปยังทางแยกทิศตะวันออก เบื้องหน้ามีโรงน้ำชาอยู่แห่งหนึ่ง นั่งลงดื่มชา ข้าเลี้ยงเจ้า”
เกรงว่าหลิวจี้จะอ้างว่าไม่มีเงิน ฉินเหยาจึงยัดค่าชาใส่มือเขา
หลิวจี้ก้มลงมองเศษเงินก้อนเล็กๆ ในมือแล้วเงยหน้ามองไปรอบๆ มีต้นไม้ มีเกวียนวัวและรถม้าจอดอยู่ ทั้งยังมีแม่ค้าขายผักที่ตั้งแผงอยู่หน้าประตูเมือง ทว่ากลับมองไม่เห็นร่องรอยของฉินเหยาเลยแม้แต่น้อย
หรือนางเป็นภูตผีกัน หลิวจี้ตกใจกับความคิดของตนเองจนตัวสั่นสะท้านอย่างแรง
แต่ในไม่ช้าก็หัวเราะคิกคักพลางเก็บเงินก้อนนั้นใส่ในอกเสื้อ จูงเกวียนวัวของตนเอง ขึ้นเกวียนสะบัดแส้ ขับเกวียนมุ่งหน้าออกไปนอกเมือง
เพียงครู่เดียว หลิวจี้ก็รู้สึกได้อย่างชัดเจนว่ามีคนติดตามมาจากด้านหลัง จำนวนไม่มาก เพียงสามคนเท่านั้น
เขาขับเกวียน พวกนั้นอาศัยสองเท้าวิ่งตาม ยามนี้เมื่อรู้ว่าฉินเหยาอยู่แถวนี้แล้ว ในสถานการณ์ที่ชีวิตปลอดภัยไร้กังวล หลิวจี้ก็จงใจชะลอความเร็วเกวียนลง ทิ้งระยะห่างจากคนทั้งสามนั้นพอสมควร ไม่ใกล้ไม่ไกล
โรงน้ำชาอยู่ใกล้มาก ออกจากเมืองมาไม่ถึงหนึ่งเค่อก็ถึงแล้ว เวลานี้ในโรงน้ำชามิมีผู้ใด หลิวจี้หยุดเกวียน สั่งชาที่ราคาถูกที่สุดจากเจ้าของร้านหนึ่งกาแล้วหาที่นั่งกว้างขวางแห่งหนึ่งนั่งลง
คนทั้งสามที่ติดตามมาหยุดอยู่ห่างจากโรงน้ำชาราวสามสิบเมตร เมื่อเห็นว่าเขายังคงทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น มีแก่ใจมานั่งดื่มชาในโรงน้ำชาแห่งนี้ หนึ่งในนั้นก็โบกมือให้คนอีกสองคนที่เหลือ ตนเองจะอยู่เฝ้าดูคนผู้นี้ไว้ ให้คนทั้งสองไปแจ้งข่าวแก่เจ้านาย
คนที่กล้ามาก่อเรื่องใหญ่โตที่โรงรับจำนำของพวกเขานั้นยังไม่เคยปรากฏมาก่อน หากไม่สั่งสอนบทเรียนอันหนักหน่วงให้แก่เขาสักครั้ง คราหน้าทุกคนก็จะเอาอย่างตามนี้ เหล่าพี่น้องในยุทธถพจะยังเห็นพวกเขาอยู่ในสายตาอีกหรือ
อันที่จริงแล้วจินฉานฉูเป็นคนที่สุขุมรอบคอบมากผู้หนึ่งและน้อยครั้งนักที่จะออกหน้าไปจัดการปัญหาที่เหล่าคนรับใช้ก่อขึ้นด้วยตนเอง
ทว่าการอาละวาดครั้งใหญ่ของหลิวจี้ในวันนี้ กลับโยนความผิดร้ายแรงหลายกระทงให้เขาแบกรับโดยไร้มูลความจริง
ไม่ว่าจะเป็นการฆ่าคนทิ้งศพ การกดราคาเหลือเพียงหนึ่งร้อยตำลึง หรือการคิดจะฆ่าเด็กๆ สองสามคนเพื่อปิดปาก ล้วนเป็นเรื่องเหลวไหลทั้งเพ!
เขาเสนอให้ติงซิ่วไฉถึงสองร้อยตำลึงอย่างใจกว้างชัดๆ และเพียงแค่ให้ลูกน้องไปข่มขู่เจ้าเด็กเหลือขอพวกนั้นเล็กน้อยเท่านั้น ผู้ใดจะคาดคิดว่าชายฉกรรจ์หลายคนกลับถูกเด็กอมมือคนหนึ่งทำร้ายเอาได้ ช่างน่าขายหน้านัก!
อีกทั้ง เรื่องฆ่าคนทิ้งศพยิ่งเป็นเรื่องไร้สาระ ที่ถูกต้องคือการฝังศพอย่างแม่นยำต่างหาก!
จินฉานฉูพอคิดก็เดือดดาลขึ้นมา อำเภอไคหยางสงบสุขมานานหลายปี เขามิเคยพบพานการยั่วยุท้าทายเช่นนี้มาก่อน
หลิวจี้สินะ ดีมาก! ไอ้หนู เจ้าสามารถดึงดูดความสนใจของบิดาได้สำเร็จ!
คนรับใช้เข้ามารายงานว่า “หลิวจี้ออกจากเมืองไปแล้วมิได้ตรงกลับบ้าน กลับไปยังโรงน้ำชาทางทิศตะวันออกเพื่อดื่มชาอย่างสบายอารมณ์ มิได้เห็นเจ้านายอยู่ในสายตาเลยแม้แต่น้อย ยามนี้เขาก็อยู่เพียงลำพัง ภรรยาของเขาก็มิได้อยู่ที่นั่น เจ้านาย พวกเราไปจัดการเขาตอนนี้เลย…”
คนรับใช้ทำท่าสับมือ ตั้งใจจะแก้แค้นให้พี่น้องของตนเองที่ได้รับบาดเจ็บหลายคน
หว่างคิ้วของจินฉานฉูพลันกระตุก “เขาอาศัยอะไรไปดื่มชา? เขากล้าดีอย่างไรไปนั่งดื่มชา? แท้จริงแล้วมันเห็นบิดาผู้นี้อยู่ในสายตาบ้างหรือไม่!”
จินฉานฉูทุบโต๊ะอย่างโกรธๆ ติดต่อกันห้าครั้ง ยิ่งคิดก็ยิ่งโมโห ทนไม่ได้แม้แต่น้อย บัดนี้เขาต้องการให้หลิวจี้กลายเป็นคนพิการ!
ลุกพรวดขึ้น หยิบกระบองทลายกระดูกอันเป็นที่รักของตนขึ้นมาแล้วเรียกนักเลงร่างกำยำสูงใหญ่สิบคน รถม้าสามคันก็เคลื่อนออกไปพร้อมกัน มุ่งหน้าไปยังโรงน้ำชาชานเมืองด้านทิศตะวันออกอย่างเดือดดาลหมายจะสังหาร
หลินเอ้อร์เป่าเป็นสารถี ปีนี้เขาทำงานได้ผลดีจึงได้รับการเลื่อนขั้นให้เป็นสารถีของเจ้านาย เมื่อเห็นเจ้านายออกหน้าด้วยตนเองก็ยังคิดว่าเกิดเรื่องใหญ่ที่จัดการได้ยากอันใดขึ้น
เขารีบกระซิบถามนักเลงข้างกายว่าไปโรงน้ำชาชานเมืองด้านทิศตะวันออกทำอะไร เถ้าแก่โรงน้ำชานั้นจ่ายค่าคุ้มครองของเดือนนี้แล้วมิใช่หรือ หรือว่าเป็นเพราะชารสชาติไม่อร่อย ทำให้เจ้านายไม่พอใจ
นักเลงส่ายหน้า ตอบเสียงเบาว่า “เมื่อครู่เจ้าไม่อยู่จึงไม่รู้ หลิวจี้ที่ซื้อที่ดินของบ้านติงซิ่วไฉไป เนื่องจากเมื่อวานเด็กๆ สองสามคนของเขาถูกพี่น้องของเราตักเตือนไปสองสามคำ วันนี้ตั้งแต่เช้าตรู่จึงมาด่าทอถึงหน้าประตู โยนความผิดให้เจ้านายของพวกเราหลายกระทง”
“เจ้านายของเราปล่อยเขาไปครั้งหนึ่ง เจ้าลองทายดูสิว่าเป็นอย่างไร เจ้าเด็กนั่นกลับไปนั่งอยู่ในโรงน้ำชาชานเมืองด้านทิศตะวันออก สั่งชาหนึ่งกาแล้วก็นั่งดื่มอย่างสบายอารมณ์ เจ้าว่าเจ้าเด็กนั่นรนหาที่ตายหรือไม่ เจ้านายให้โอกาสเขาแล้วแต่เขาไม่กลับบ้าน เช่นนั้นก็คงต้องทิ้งมือทั้งสองข้างของเขาไว้แล้วล่ะ!”
นักเลงกล่าวอย่างตื่นเต้นอยู่บ้าง อย่างไรเสีย พวกเขาสิบคนรับมือกับบัณฑิตที่ไร้เรี่ยวแรงแม้แต่จะจับไก่เพียงคนเดียว นับว่าเป็นงานที่สบายที่สุดแล้ว
นักเลงคิดอย่างผ่อนคลาย อีกครู่เดียวเมื่อทำงานนี้เสร็จ วันนี้ก็น่าจะเลิกงานได้แล้ว ถึงเวลานั้นก็เอาเงินรางวัลที่เจ้านายให้ ยังไปเล่นพนันที่บ่อนพนันได้สักสองสามตา ช่างสุขใจเสียจริง
ทว่ากลับมิได้เห็นว่าเมื่อหลินเอ้อร์เป่าได้ยินคำว่าหลิวจี้สองคำนี้ สีหน้าพลันก็เปลี่ยนไปในทันใด
“เจ้านาย” หลินเอ้อร์เป่าลองเรียกเข้าไปในรถม้าอย่างหยั่งเชิง น้ำเสียงเต็มไปด้วยความเคารพนอบน้อม จินฉานฉูขานรับคำหนึ่งหลังจากผ่านไปครู่ใหญ่ เป็นสัญญาณบอกว่ามีเรื่องอันใดก็รีบพูดมา
หลินเอ้อร์เป่ารีบกล่าวว่า “เมื่อสองวันก่อนลูกพี่หวังมิได้บอกหรือขอรับว่า หลิวจี้ผู้นั้นรับมือได้ไม่ยากเท่าใดนัก ที่ยากก็คือภรรยาของเขาที่ไม่ธรรมดา ก่อนหน้านี้ลูกพี่หวังก็เคยเสียรู้ครั้งใหญ่ด้วยน้ำมือของนางมาแล้ว เสียพี่น้องคนสนิทไปคนหนึ่ง ที่ดินร้อยหมู่นี้สำหรับเจ้านายแล้วก็ไม่นับว่ามากมายอันใดนัก ไยท่านต้องไปถือสาหาความกับคนไร้หัวคิดเช่นพวกนั้นด้วยเล่าขอรับ…”
“เจ้าหมายความว่าอย่างไร เจ้าคิดว่าเจ้านายของเจ้าอย่างข้ากะอีแค่สตรีบ้านป่าเพียงคนเดียวก็ไม่อาจรับมือได้อย่างนั้นรึ” จินฉานฉูเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงอันตราย
พอได้ยินน้ำเสียงนี้ หลินเอ้อร์เป่าก็รู้ว่าห้ามปรามไม่ได้แล้ว รีบหัวเราะประจบประแจงแล้วกล่าวว่า “เจ้านายของข้ามีชื่อเสียงเลื่องลือในอำเภอไคหยาง สตรีชาวบ้านเพียงคนเดียวเท่านั้น คิดจะให้นางไปทิศตะวันออก นางยังจะกล้าไปทิศตะวันตกอีกหรือ เมื่อครู่เป็นข้าน้อยพูดจาไม่เข้าหูเอง เจ้านายท่านอย่าได้ถือสาเลยขอรับ”
ในใจก็กำลังคิดว่า ถึงเวลานั้นค่อยหาโอกาสหลบหนีไป ห้ามเข้าไปพัวพันด้วยเป็นอันขาด
แม้นเวลาจะผ่านไปแล้วสองปี ทว่าบัดนี้พอหวนนึกถึงคนที่ชื่อฉินเหยาผู้นี้ หัวใจของหลินเอ้อร์เป่าก็ยังคงบีบรัดอย่างรุนแรง
สตรีนางนั้นมิใช่มนุษย์โดยแท้!