ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว - ตอนที่ 358 สนองคืนด้วยวิธีการเดียวกัน
- Home
- ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว
- ตอนที่ 358 สนองคืนด้วยวิธีการเดียวกัน
ตอนที่ 358 สนองคืนด้วยวิธีการเดียวกัน
เมื่อหลิวจี้ดื่มชาหมดถ้วย บรรยากาศโดยรอบก็พลันเปลี่ยนไป
เมื่อเขาเงยหน้าขึ้นมองก็สบเข้ากับดวงตาดุจหมาป่าหลายคู่ที่แฝงไว้ด้วยไอเย็นยะเยือก
เจ้าของร้านถูก ‘เชิญ’ ออกไปแล้ว หลินเอ้อร์เป่าตวาดเสียงหนึ่งว่า “ไสหัวไปซะ!”
เจ้าของร้านที่เดิมทียังลังเลไม่อยากจากไป บัดนี้กลับวิ่งหนีอย่างรวดเร็ว เพียงชั่วพริบตาก็มิเห็นแม้แต่เงา
หลิวจี้สูดลมหายใจเข้าลึก ความเร็วนี้ ช่างมิต่างจากเขาเท่าไรนัก
เดี๋ยวก่อน!
บุคคลเบื้องหน้าที่ยืนอยู่หลังเหล่านักเลง สวมอาภรณ์ผ้าไหมเนื้อดีปักดิ้นทอง สวมหมวกสี่เหลี่ยม หรือว่าเขาก็คือเป้าหมาย จินฉานฉู?
เพื่อยืนยันตัวตนของอีกฝ่าย หลิวจี้จึงเอ่ยถามอย่างหยั่งเชิงว่า “เจ้าคือจินฉานฉู หนึ่งในสามอธรรมแห่งอำเภอไคหยางรึ”
เมื่อเห็นว่าเขายังสามารถเอ่ยถามตนเองว่าเป็นผู้ใดได้อย่างสงบนิ่งทั้งที่ถูกเหล่านักเลงล้อมไว้ คิ้วของจินฉานฉูก็ขมวดเข้าหากันแน่น รู้สึกขัดใจยิ่งนัก!
“เจ้าไม่กลัวบิดารึ”
จินฉานฉูเหลือบมองหลิวจี้อย่างเย็นเยียบ เป็นบุรุษดีๆ แท้ๆ กลับมีหน้าตาท่าทางคล้ายอิสตรี “ข้าว่าวันนี้มิต้องสับมันแล้ว สับแล้วก็หมดราคา มัดส่งไปให้พานเหม่ยเหรินเลยดีกว่า เผลอๆ ยังจะทำเงินให้บิดาได้ก้อนหนึ่ง!”
เมื่อเห็นอีกฝ่ายยอมรับฐานะของตน หลิวจี้ก็มิอยากจะอยู่ต่ออีกแม้เพียงชั่วลมหายใจเดียว ทันทีที่หมายจะลุกขึ้น ฝ่ามือเหล็กสองข้างก็กดลงบนบ่าของเขาพร้อมเอ่ยถามอย่างคุกคามว่า “หลิวจี้ เจ้าคิดจะไปที่ใดรึ”
หลิวจี้คิดในใจว่าบิดามีเทพคุ้มครองเชียวนะ ถ่มน้ำลายแล้วกล่าวว่า “บิดาจะไปที่ใดแล้วมันธุระกงการอันใดของเจ้า!”
สะบัดไหล่ทั้งสองข้างอย่างแรง “อย่าเอามือสกปรกของเจ้ามาแตะต้องบิดาเจ้า!”
เหล่านักเลงเบิกตาโพลง กล้าโอหังถึงเพียงนี้เชียว สมควรถูกซ้อมเสียจริง!
นักเลงสองคนเงื้อมหมัดหมายจะชกเข้าที่ใบหน้างดงามของหลิวจี้ เมื่อสัมผัสได้ถึงเจตนาของอีกฝ่าย หลิวจี้ก็ทนไม่ไหวอีกต่อไป รีบตะโกนสุดเสียงว่า “เมียจ๋า เจ้าบอกแล้วว่าจะไม่ให้ข้าถูกซ้อม!”
เอ่ยปากช้าไปเพียงนิดเดียว หมัดใหญ่สองข้างก็เฉียดแก้มเขาไป หลิวจี้รู้สึกได้ถึงความเจ็บแสบบนใบหน้า
ทว่ายังไม่ทันที่เขาจะได้อาละวาด เสียง “ขออภัย” ก็ดังขึ้นมาก่อน ร่างที่คุ้นเคยปรากฏขึ้นราวกับภูตผี แย้มยิ้มให้เขาจนเห็นฟันขาว กระชากคอเสื้อของเขา ช่วยเขาให้หลุดพ้นจากพันธนาการของนักเลงทั้งสองได้อย่างทันท่วงที
หลิวจี้ยังมิทันได้ทรงตัวให้มั่นคงดีฝ่ามือของฉินเหยาก็ลูบไล้บริเวณที่แสบร้อนบนใบหน้าของเขาอย่างรวดเร็วเพื่อเป็นการปลอบโยน พลางแย้มยิ้มอย่างอ่อนโยน “ถอยไปเถิด”
หลิวจี้ลูบใบหน้าตนเองอย่างประหลาดใจ พลันรู้สึกราวกับบุปผานานาพรรณเบ่งบานอยู่เบื้องหน้า ส่งกลิ่นหอมอบอวลไปทั่ว เขาพยักหน้าอย่างมึนงงแล้ววิ่งออกห่างจากโรงน้ำชาไปสามสิบเมตรด้วยท่าทีคล่องแคล่วอย่างยิ่ง หลีกเลี่ยงมิให้ถูกโลหิตกระเซ็นใส่ในอีกครู่ต่อมา
เมื่อหาที่เหมาะที่สุดสำหรับชมงิ้วได้แล้ว หลิวจี้ก็ยังไม่ลืมที่จะมองไปยังแผ่นหลังอันองอาจสง่างามของผู้ที่สวมหมวกงอบแล้วกำหมัดแน่น พึมพำอย่างตื่นเต้นว่า “เมียจ๋า สู้เขา!”
เมื่อส่งหลิวจี้ไปแล้ว ในโรงน้ำชาก็มิมีสิ่งใดที่จะเหนี่ยวรั้งฉินเหยาได้อีก หมัดเหล็กเหวี่ยงออกไป นักเลงสี่คนที่อยู่เบื้องหน้ายังมิทันได้ส่งเสียงร้องโหยหวนก็เป็นดั่งแตงโมที่ถูกทุบจนแตก โลหิตสดๆ ทะลักออกจากปากอย่างควบคุมไม่ได้ ล้มลงกับพื้นเสียงดัง “ตุบ ตุบ” ร่างกายแข็งทื่อ
ยังไม่ตาย ทว่าอย่าได้คิดที่จะลุกขึ้นมาอีกเลย
ดวงตาเล็กเท่าเมล็ดถั่วของจินฉานฉูเบิกกว้างด้วยความตกตะลึง จ้องมองคนสวมหมวกงอบเบื้องหน้าอย่างไม่อยากจะเชื่อ ที่แทบเท้าของนางมีชายฉกรรจ์สี่คนนอนกองอยู่
เขาไม่เคยเห็นหน้าตาของฉินเหยา ทว่าในยามนี้เขากลับมั่นใจอย่างยิ่งว่า นี่คือฉินเหยา สตรีชาวบ้านผู้โหดเหี้ยมที่หวังหม่าอู่กล่าวถึง
ฉินเหยามิเคยพูดจาไร้สาระ นางตะโกนเรียก “จินฉานฉู!”
เมื่อเห็นบุรุษร่างท้วมผู้สวมใส่เครื่องประดับทองอร่ามทั่วทั้งตัวที่อยู่ฝั่งตรงข้ามกะพริบตาด้วยความหวาดหวั่น การยืนยันตัวตนก็เสร็จสิ้น มีดสั้นในแขนเสื้อเลื่อนสู่ฝ่ามือ ยกขึ้นตวัดวาบ!
คมมีดรวดเร็วดุจแสง นักเลงอีกหกคนที่เหลือพลันรู้สึกถึงบางสิ่ง พวกเขาก้มหน้าลงมองอย่างรวดเร็วก็เห็นว่าปลายนิ้วมีหยาดโลหิตหยดลงไป ร่างกายเพิ่งจะรับรู้ ความเจ็บปวดรุนแรงก็ถาโถมเข้าหา คนทั้งหกคนกรีดร้องลั่นล้มพับลงดุจหุ่นเชิดสายป่านขาด ร่างกระแทกพื้นอย่างแรง กล้ามเนื้อทั่วร่างกระตุกอย่างรุนแรง เส้นเอ็นที่มือและเท้าขาดสะบั้น
“เจ้า…เจ้า…เจ้าเป็นปีศาจอันใดกันแน่!”
เสียงของจินฉานฉูแหลมสูงจนผิดเพี้ยนไป ทว่าบนใบหน้ายังคงฝืนทำเป็นสงบนิ่ง สะบัดเลือดสดๆ ที่กระเซ็นมาจากร่างของเหล่าลูกน้องทิ้ง มันเหนียวเหนอะหนะและร้อนผ่าวจนใจเขาสั่นวาบ พยายามถอยหลังแล้วคิดจะหลบหนี
บัดนี้เขาถึงเพิ่งตระหนักได้ว่า ตนเองที่สุขุมรอบคอบมาโดยตลอด วันนี้กลับโอหังอวดดีเกินไปจนตกหลุมพรางอันตื้นเขินเช่นนี้เข้าจนได้
คิดดูก็รู้ บัณฑิตผู้อ่อนแอเช่นหลิวจี้ หากมิมีสิ่งใดหนุนหลัง จะกล้าท้าทายเขาผู้เป็นหนึ่งในสามอธรรมแห่งอำเภอไคหยางที่ชาวบ้านเพียงได้ยินชื่อก็ขวัญหนีดีฝ่อถึงเพียงนี้ได้อย่างไร
ฉินเหยาไม่ใคร่ที่จะสนทนากับคนโง่เขลาเช่นเขา นางค่อยๆ เคลื่อนเข้าใกล้เขาราวกับแมวหยอกหนู เว้นระยะห่างพอให้เขารู้สึกถึงความหวังที่จะหลบหนี ทว่าก็บีบคั้นเข้าไปทีละก้าว ดึงรั้งเส้นประสาทที่ตึงเครียดของจินฉานฉู รอดูเขาสิ้นสติ
จนกระทั่งมีเสียงกระทบกันดังขึ้นอย่างไม่ตั้งใจ จินฉานฉูที่ถูกระยะห่างนี้ทรมานจึงมีโอกาสได้หยุดพักหายใจชั่วครู่
ขณะที่ฉินเหยาเงยหน้ามองไปยังต้นตอของเสียง จินฉานฉูก็ชักเท้าวิ่งหนีไปแล้ว มิกล้าหันกลับไปมองแม้แต่น้อย เอาแต่วิ่งไปยังรถม้า วิ่งไปพลางด่าทอไปพลางอย่างเดือดดาลว่า “หลินเอ้อร์เป่า เจ้าหายหัวไปตายที่ไหนแล้ว!”
เมื่อได้ยินชื่อที่คุ้นเคย ฉินเหยาก็เลิกคิ้วขึ้นอย่างประหลาดใจ ในที่สุดก็พบหลินเอ้อร์เป่าผู้ซ่อนตัวอยู่ในป่าด้านหลังโรงน้ำชาซึ่งบังเอิญส่งเสียงออกมา ดวงตาเต็มไปด้วยความหวาดผวา
เมื่อเขาเห็นนาง ร่างกายก็สั่นสะท้าน หันหลังวิ่งหนีทันที
ฉินเหยาเพียงหัวเราะเบาๆ หยิบคันธนูและลูกศรบนหลังลงมาโดยไม่ลังเล เล็งไปที่แผ่นหลังของหลินเอ้อร์เป่า ขออภัยด้วย เขารู้จักนาง คงต้องตายเท่านั้น
กลิ่นอายแห่งความตายช่างรุนแรงยิ่งนัก หลินเอ้อร์เป่าราวกับสัมผัสได้ ขณะวิ่งอยู่ก็พุ่งตัวล้มไปข้างหน้า หมอบลงกับพื้นแล้วตะโกนลั่นว่า “ท่านยังติดค้างบุญคุณข้าอยู่ครั้งหนึ่ง! อย่าฆ่าข้า!”
เมื่อตะโกนจบก็ต้องประหลาดใจที่พบว่าตนเองยังสามารถพูดออกมาเป็นประโยคสมบูรณ์ได้ หลินเอ้อร์เป่าตัวแข็งทื่อ ไม่กล้าขยับเขยื้อนแม้แต่น้อย ทั้งยังไม่กล้าหันกลับไปมอง
เสียงฝีเท้าเดินผ่านร่างเขาไป ลูกศรคมกริบปักเข้าที่ต้นขาอวบใหญ่ของจินฉานฉู เขาเจ็บปวดจนเหงื่อกาฬไหลโชก ทว่าก็ยังกัดฟันฝืนทนพยุงตัวคลานไปยังรถม้า
“ข้าผิดไปแล้ว ท่านย่าของข้า ข้าผิดไปแล้ว เป็นข้าที่มีตาแต่ไร้แววไม่รู้จักที่สูงที่ต่ำ ท่านผู้ยิ่งใหญ่อย่าได้ถือสาคนต่ำต้อยเช่นข้าเลยนะ ปล่อยข้าไปเถิด เพียงแค่ท่านปล่อยข้าไป ต่อไปหุ้นของโรงรับจำนำข้าจะยกให้ท่านหนึ่งส่วน…” เมื่อเห็นสีหน้าของนางไม่เปลี่ยนแปลงแม้แต่น้อยก็รีบเพิ่มเป็นสองส่วน “ไม่สิ ห้าส่วน! ท่านเป็นเถ้าแก่รองของโรงรับจำนำเลย ดีหรือไม่”
หมวกงอบบนศีรษะของฉินเหยาส่ายไหวไปมา นางโยนถุงป่านออกไป ครอบร่างของจินฉานฉูเอาไว้
จินฉานฉูรู้สึกเพียงเบื้องหน้ามืดดับไป กลิ่นประหลาดรุนแรงโอบล้อมร่างของเขา ในไม่ช้า เขาก็หมดสติไปด้วยความหวาดกลัว ล้มลงราวกับกองดินเลนใต้ล้อรถม้า
ฉินเหยาคว้ากระสอบใบใหญ่นี้ ลากเข้าไปในโรงน้ำชาแล้วโยนลงบนโต๊ะสี่เหลี่ยม ขาโต๊ะที่บอบบางนั้นแทบจะรับน้ำหนักเพียงนี้ไม่ไหว มันสั่นคลอนอยู่หลายคราจึงตั้งมั่นได้
ฉินเหยากวาดตามองไปรอบๆ ก้มลงหยิบกระบองทลายกระดูกที่จินฉานฉูทำตกไว้บนพื้นขึ้นมา
สมกับที่เป็นคนโง่จริงๆ ถืออาวุธดีถึงเพียงนี้กลับมิได้ใช้มันต่อกรกับนางเลยแม้แต่น้อย ต่อให้ตวัดเพียงครึ่งครา นางก็จะยังนับว่าเขาเป็นคนเด็ดขาดผู้หนึ่ง
นอกโรงน้ำชา หลิวจี้มองดูฉินเหยายกกระบองทลายกระดูกขึ้นฟาดลงบนถุงป่านเต็มแรง โต๊ะที่เดิมทีก็โยกเยกคลอนแคลนอยู่แล้วทนรับน้ำหนักไม่ไหว พังทลายลงในทันที ถุงป่านตกลงสู่พื้นอย่างแรงจนเกิดเป็นหลุมตื้นๆ
เสียงครางทุ้มต่ำเล็ดลอดออกมาจากในกระสอบ จากนั้นถุงป่านก็ปรากฏสีแดงฉานให้เห็นเด่นชัด
หลิวจี้เอ่ยถามเสียงแผ่ว “เจ้าจะทำอย่างไรกับเขารึ”
“เจ้ายังไม่กลับบ้านอีกหรือ” คนในโรงน้ำชาพลันเงยหน้าขึ้นมองมา ดวงตาเย็นเยียบดุจน้ำแข็ง ทำเอาหลิวจี้ตกใจจนตัวสั่นสะท้าน ไม่กล้าเอ่ยถามสิ่งใดอีก
“ข้าจะไปเดี๋ยวนี้!” เมื่อรู้ว่านางรังเกียจที่ตนเองเกะกะ หลิวจี้ก็กระโดดขึ้นเกวียนวัวทันที สะบัดแส้แล้วจากไปอย่างไม่รีรอ
ต้องขอบคุณจินฉานฉู บนถนนเส้นนี้จะไม่มีผู้ที่ไม่เกี่ยวข้องปรากฏตัวขึ้นชั่วระยะเวลาหนึ่ง
ฉินเหยาเลิกคิ้วอย่างพึงพอใจ โยนกระบองทลายกระดูกทิ้งไปแล้วหยิบมีดสั้นออกมา เปิดถุงป่านแล้วสนองคืนด้วยวิธีการเดียวกัน
มิใช่ชอบตัดมือตัดเท้าคนอื่นนักรึ เช่นนั้นก็ให้เขาได้ลิ้มลองดูบ้าง!
“ฉินเหนียงจื่อ…”
หลินเอ้อร์เป่าเดินเข้ามาในโรงน้ำชาด้วยท่าทางหวาดหวั่น ตัวสั่นงันงก “จะ…จะพอจะไว้ชีวิตเจ้านายของข้าได้หรือไม่ขอรับ”
ฉินเหยาเอ่ยถามอย่างประหลาดใจ “เขาเคยช่วยชีวิตเจ้าไว้รึ”
หลินเอ้อร์เป่า “…”