ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว - ตอนที่ 359 มือที่ยื่นลงมาจากฟ้า
ตอนที่ 359 มือที่ยื่นลงมาจากฟ้า
ฉินเหยากล่าวเสียงเย็นชา “นำของมาแลกเปลี่ยน”
หลินเอ้อร์เป่าพลันคุกเข่าลงโขกศีรษะให้นางสองครั้ง “ขอบพระคุณฮูหยินที่ไว้ชีวิต!”
ฉินเหยาหยิบถุงป่านที่ใส่จินฉานฉูขึ้นมา เดินตรงไปยังรถม้าของเขาแล้วสั่งการเบาๆ
“เผาโรงน้ำชาเสีย”
หลินเอ้อร์เป่ามิกล้าเอ่ยคำใด รีบนำไม้ที่เผาไหม้ได้ในโรงเรือนมาวางไว้ข้างเตาแล้วใช้กระบองของพวกนักเลงรื้อโรงเรือนนั้น
นางมิได้บอกให้เผาพวกนักเลงไปด้วย ดังนั้นเขาจึงตัดสินใจด้วยตนเอง ลากนักเลงทั้งสิบคนที่สลบไสลไม่ได้สติไปยังพงหญ้านอกโรงน้ำชาแล้วใช้หญ้าแห้งปกคลุมไว้
หลังจากนั้นก็จุดไฟ โรงน้ำชาที่ทำจากฟางและไม้ก็ลุกไหม้ในทันที ไม่ถึงครึ่งเค่อ เปลวเพลิงโหมกระหน่ำขึ้นสู่ท้องฟ้า ควันดำทะมึน ร่องรอยทั้งหมดก็มอดไหม้เป็นเถ้าถ่านในกองเพลิง
ฉินเหยานั่งอยู่ในรถม้าแล้ว หลินเอ้อร์เป่าข่มความหวาดกลัว ปัดเสื้อผ้าจัดแต่งรูปโฉมตนให้เรียบร้อย จากนั้นก็ขึ้นนั่งบนตำแหน่งสารถี บังคับรถม้ามุ่งหน้าสู่ตัวอำเภออย่างช้าๆ
ฤดูหนาวฟ้ามืดเร็ว ท้องฟ้ามืดครึ้มลงตั้งแต่เมื่อใดมิทราบได้ ประตูเมืองไคหยางที่เปิดกว้างท่ามกลางความมืดยามค่ำคืน ในสายตาของหลินเอ้อร์เป่า ประดุจปากที่อ้ากว้างของอสูรร้าย
ทว่าเขาไม่มีทางเลือกอื่น รู้ดีว่าปากนั้นมิควรเข้า แต่ก็จำต้องเข้าไป
ฟ้าสางแล้ว
คนยามตีบอกเวลาครั้งสุดท้ายของคืนนี้แล้วพลางหาววอด เลิกงานแล้วกลับบ้านไป
เมื่อเดินมาถึงหน้าประตูโรงรับจำนำ ฝีเท้าพลันหยุดชะงักไป
เขาค่อยๆ เงยหน้าขึ้น ยกโคมไฟในมือขึ้นส่องดู ดวงตาที่ง่วงงุนพลันเบิกกว้าง
ร่างมนุษย์ไร้หน้า ไร้มือขวา ถูกแขวนอยู่บนเสาสูงหน้าโรงรับจำนำที่ใช้แขวนป้ายผ้า…
“ผี!!!”
เสียงกรีดร้องด้วยความตกใจสุดขีดของคนเคาะยามดังไปทั่วทั้งเมืองไคหยาง ปลุกชาวเมืองทั้งหลายให้ตื่นขึ้น
จินฉานฉู หนึ่งในสามอธรรมแห่งอำเภอไคหยาง ถูกคนผู้หนึ่งลอกหนังหน้าไปครึ่งหนึ่ง ถูกตัดมือไปข้างหนึ่งและถูกแขวนประจานอยู่ที่หน้าประตูโรงรับจำนำของตนเอง
มิมีผู้ใดรู้ว่าเป็นฝีมือของใคร ทว่านอกจากครอบครัวของจินฉานฉูแล้ว ชาวเมืองทั้งหลายต่างรู้สึกตื่นเต้นยินดีอย่างลับๆ ที่กรรมตามสนองในที่สุด
เคยเห็นคนผิดใจกันมาบ้าง แต่การ ‘ฉีกหน้า’ กันจริงๆ เช่นนี้ เพิ่งเคยเห็นเป็นครั้งแรก
คนของทางการวุ่นวายอยู่เป็นนานถึงจะนำร่างของจินฉานฉูลงมาจากเสาได้ ทุกคนล้วนคิดว่าเขาสิ้นใจไปแล้ว นึกไม่ถึงว่าคนที่นอนอยู่บนพื้นนั้นพลันลืมตาขึ้นมาอย่างแผ่วเบา ราวกับมิได้รู้สึกเจ็บปวดอันใดและเอ่ยถามขึ้นด้วยสติสัมปชัญญะครบถ้วน
“เกิดอะไรขึ้น ที่นี่คือที่ไหน”
เจ้าหน้าที่ของทางการผู้ซึ่งกำลังจะนำผ้าคลุมศพมาคลุมร่างเขาตกใจแทบสิ้นสติ ชาวบ้านโดยรอบต่างก็สูดลมหายใจเข้าอย่างหนาวเหน็บ
จินฉานฉูยามนี้จึงรู้สึกได้ถึงความผิดปกติ เหตุใดทุกคนจึงมองเขาด้วยสีหน้าราวกับเห็นภูตผีเช่นนั้น
ตามการชี้นำของเจ้าหน้าที่ของทางการ จินฉานฉูก้มศีรษะลง จากนั้นก็กรีดร้องออกมาด้วยความหวาดผวา “อ๊าาา มือของข้า มือของข้า!”
มือซ้ายที่เหลืออยู่เพียงข้างเดียวลองลูบใบหน้าอีกครั้งก็สัมผัสได้ถึงบางสิ่งที่อ่อนนุ่มเปียกชื้น เมื่อยกขึ้นมาเบื้องหน้าแล้วแบฝ่ามือออกดูก็มีแต่โลหิต เขาตกใจจนสิ้นสติไปในทันใด
พัศดีผู้มาถึงล่าช้าก้มลงมองจึงพบว่าสภาพผิดปกติเช่นนี้ของจินฉานฉูเป็นเพราะถูกคนผู้หนึ่งวางยาชาในปริมาณมาก
หากเป็นคนทั่วไป คงเจ็บปวดจนตายไปนานแล้ว
เหล่าชาวบ้านที่มุงดูมองเจ้าหน้าที่ทางการและคนของตระกูลจินที่มาถึงก็หามจินฉานฉูออกไป ในดวงตาล้วนเต็มไปด้วยความเสียดาย เหตุใดเขายังมิตายอีกหนอ?
วีรบุรุษผู้อยู่เบื้องหลังการกำจัดภัยให้ชาวบ้านผู้นั้น เหตุใดจึงมิฆ่าจินฉานฉูผู้ชั่วช้าสามานย์นี้ไปเสียเลยเล่า
อย่างไรก็ตาม คนชั่วที่โอหังอาละวาดมาเนิ่นนานในที่สุดก็ได้รับกรรมตามสนอง ในใจของทุกคนก็ยังคงรู้สึกสะใจ
ทว่าคนตระกูลจินกลับมิได้รู้สึกสะใจ ทั่วทั้งร่างเต็มไปด้วยเพลิงโทสะ ยื่นฟ้องต่อศาลด้วยคำฟ้องฉบับหนึ่ง ร้องขอให้ใต้เท้านายอำเภอออกคำสั่งจับกุมผู้ร้ายก็คือสองสามีภรรยาแซ่หลิว
นายอำเภอซ่งจางถึงกับพูดไม่ออก อดทนแล้วย้อนถาม “หลักฐานเล่า พยานเล่า ทางการข้ามิอาจจับกุมบัณฑิตผู้ซื่อสัตย์ซึ่งมีตำแหน่งทางการโดยไร้เหตุผลได้หรอกนะ”
คนตระกูลจินอ้าปากทำท่าจะพูดอันใด แต่เมื่อคำพูดมาถึงปากกลับอึดอัดจนพูดอันใดไม่ออก
จะมีพยานมาจากที่ใดกัน
นักเลงทั้งสิบคนนั้น บัดนี้ยังคงนอนสลบไสลไม่ได้สติอยู่ที่บ้านของตน
หลินเอ้อร์เป่าคนเลี้ยงม้าเพียงคนเดียวที่กลับมาก็พาครอบครัวออกไปจากเมืองไคหยางตั้งแต่เมื่อคืนแล้ว
สถานที่เกิดเหตุถูกเพลิงเผาจนกลายเป็นเถ้าถ่านไปแล้ว แล้วจะมีหลักฐานอะไรหลงเหลืออยู่อีก
สิ่งที่ทำให้คนตระกูลจินเจ็บแค้นใจที่สุดก็คือ ชาวบ้านในเมืองทุกคนต่างรู้ดีว่าบัณฑิตหลิวจี้นั้นหลังจากก่อเรื่องวุ่นวายก็ถูกขับไล่ออกจากเมืองไป และเขาเป็นเพียงบัณฑิตผู้หนึ่ง ย่อมมิมีทางทำร้ายนักเลงมืออาชีพสิบคนจนบาดเจ็บสาหัสถึงเพียงนี้ได้
หากจะกล่าวว่าเป็นฝีมือของภรรยาของเขาก็ยิ่งไม่มีชาวบ้านผู้ใดเห็นนางปรากฏกายแม้เพียงครู่ยาม
ทว่าผู้ร้ายคือสตรีผู้นี้ คำพูดที่ออกมาจากปากของจินฉานฉู คนของตระกูลจินย่อมต้องเชื่อเขาเป็นธรรมดา
บุตรชายคนโตของตระกูลจินกล่าวตอบด้วยโทสะว่า “ใต้เท้า แม้พวกข้าจะไร้ซึ่งพยานหลักฐาน แต่ในเมืองเกิดเรื่องเลวร้ายถึงเพียงนี้ ท่านผู้เป็นนายอำเภอ เปรียบดั่งบิดามารดาของราษฎร แล้วเหตุใดยังจะปล่อยให้เรื่องนี้ผ่านไปโดยไม่ดำเนินการใดๆ เพียงเพราะขาดพยานหลักฐานเช่นนั้นหรือ”
บุตรชายคนรองของตระกูลจินก็รีบกล่าวกดดันว่า “พวกข้ามายื่นฟ้องร้องในวันนี้ คำร้องทุกข์ก็ได้ยื่นแล้ว คดีความก็ตั้งขึ้นแล้ว ไม่ว่าอย่างไรก็สมควรให้มือปราบไปนำตัวสองสามีภรรยาแซ่หลิวมายังศาลเพื่อทำการไต่สวนต่อหน้า!”
เมื่อพูดถึงตรงนี้ สองพี่น้องก็พร้อมใจกันมองไปยังหัวหน้ามือปราบอวี๋ที่ยืนอยู่ด้านนอกศาล
หัวหน้ามือปราบอวี๋รู้สึกเหนื่อยใจเล็กน้อย แต่ก็ยังคงเดินเข้ามารายงาน “ใต้เท้าขอรับ สิ่งที่นายน้อยรองกล่าวนั้นสอดคล้องกับระเบียบขั้นตอนอย่างแท้จริง ใต้เท้าจะโปรดมีบัญชาให้พวกข้าผู้น้อยไปยังหมู่บ้านตระกูลหลิวเพื่อควบคุมตัวสองสามีภรรยาแซ่หลิวผู้ถูกกล่าวหามายังจวนที่ว่าการอำเภอในตอนนี้เลยหรือไม่ขอรับ”
ขณะเอ่ยถาม หัวหน้ามือปราบอวี๋พลันชำเลืองมองไปยังรองใต้เท้านายอำเภอซึ่งนั่งอยู่ทางด้านขวาของศาลผู้นั้น
คดีทำร้ายร่างกายเช่นนี้ การสืบสวนจับกุมผู้ร้ายล้วนอยู่ในความรับผิดชอบของรองนายอำเภอ หากเขาสั่งการ ใต้เท้านายอำเภอก็ทำได้เพียงออกคำสั่งตาม
หากเป็นในยามปกติ ภายใต้บรรยากาศที่บีบคั้นเช่นนี้ นายอำเภอซ่งย่อมสั่งให้มือปราบไปสืบสวนอย่างละเอียดถี่ถ้วนแล้ว
ทว่า เหล่าเจ้าหน้าที่กองต่างๆ ในที่ว่าการอำเภอซึ่งปกติมักจะอืดอาดเฉื่อยชา เคยปฏิบัติหน้าที่อย่างแข็งขันเช่นนี้ตั้งแต่เมื่อใดกัน
ก่อนหน้านี้ ภัยจากโจรภูเขาครั้งใหญ่ก็จัดการได้ล่าช้าอืดอาด มิอาจแก้ไขได้เสียที ป้ายรางวัลนำจับก็แขวนไว้นานครึ่งปีมิมีผู้ใดมาปลดลง นายอำเภอซ่งย่อมรู้ดีว่า อำเภอไคหยางนี้ แม้ภายนอกจะดูสงบสุข แต่แท้จริงแล้วเบื้องลึกนั้นขาวกับดำได้ปะปนเข้าด้วยกันเนิ่นนานแล้ว จนมิอาจแบ่งแยกได้ว่าผู้ใดเป็นฝ่ายใด
แต่โชคยังดีที่ในโลกนี้ย่อมมีเรื่องราวหรือผู้คนที่คาดไม่ถึงปรากฏขึ้นเสมอ ฉินเหนียงจื่อผู้หนึ่ง ได้เปิดประตูระบายน้ำที่ปิดสนิทนั้นออกเป็นช่องแคบๆ นับแต่นั้นมา กระแสน้ำขุ่นสองสายที่ปะปนกันจึงเริ่มมีสีดำและสีขาวปรากฏขึ้นบ้าง
สภาพการณ์ค่อยๆ กระจ่างชัดขึ้น การเป็นนายอำเภอของเขาจึงพอจะผ่อนคลายลงได้บ้าง
ทว่าวันนี้ สองพี่น้องตระกูลจินกลับมาบีบคั้นถึงศาล ทำให้เขารู้สึกว่าความกระจ่างชัดชั่วครู่ก่อนหน้านี้เป็นเพียงภาพลวงตาเท่านั้น
เมื่อเขาจากไป พวกนั้นก็จะกลับไปเป็นเช่นเดิม ทนอีกหน่อยเถิด อย่างไรเสียก็เหลือเวลาอีกเพียงปีเศษเท่านั้น
ใช่ว่าทุกคนที่ตรากตรำร่ำเรียนจนสอบได้ตำแหน่งขุนนางมา จะเพียงต้องการอาศัยตำแหน่งขุนนางเพื่อกอบโกยผลประโยชน์ส่วนตน ย่อมมีคนที่ยังคงมีอุดมการณ์อันยิ่งใหญ่ แม้จะถูกผู้อื่นเย้ยหยันก็ตาม
และซ่งจางก็คือคนประเภทหลัง
เขายังหนุ่ม เพิ่งจะพ้นวัยสามสิบ หากอยู่ในครอบครัวธรรมดาสามัญก็คงเป็นบิดาคนแล้ว และหากมีบุตรเร็วหน่อยก็อาจได้เป็นปู่แล้ว
แต่หากเทียบในแวดวงขุนนาง เขายังนับว่าเป็นหน้าใหม่ที่อ่อนประสบการณ์ คนเช่นนี้ เมื่อเพิ่งเข้ารับราชการในราชสำนักย่อมยังคงมีอุดมการณ์และใสซื่ออยู่บ้าง
และเขาก็ค่อนข้างโชคดี ในสระน้ำขุ่นแห่งนี้ ทุกครั้งที่เกือบจะจมดิ่งลงไปก็มักจะมีมือหนึ่งยื่นมาจากฟ้า ช่วยปัดเป่าสร้างแอ่งน้ำใสให้แก่เขา ทำให้เขาตื่นรู้และสามารถยืนหยัดต่อไปได้อีกระยะหนึ่ง
มองไปยังรองนายอำเภอซึ่งมีท่าทีลังเลอยู่บ้าง และพัศดีอีกผู้หนึ่งซึ่งเป็นกำลังเสริมของตระกูลจินและเตรียมจะกล่าววาจา ซ่งจางก็พยักหน้าเบาๆ ให้กับกุนซือที่อยู่ข้างกาย
กุนซือก้าวขึ้นมาทันที “เชิญท่านรองนายอำเภอและท่านพัศดีทั้งสอง ตามมาที่ห้องโถงด้านหลังด้วยขอรับ”