ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว - ตอนที่ 367 ไม่อยากทำแล้ว
ตอนที่ 367 ไม่อยากทำแล้ว
สองพี่น้องขับเกวียนวัวของตนเองจึงไม่ต้องกังวลว่าสารถีจะเร่งรัด การเคลื่อนไหวจึงไม่รีบร้อน ค่อยๆ หยิบเห็ดหลินจือและกวางที่อยู่ใต้ผ้ากันน้ำออกมาอย่างคล่องแคล่ว
เห็ดหลินจือกอนั้นมีขนาดเท่าฝ่ามือผู้ใหญ่สองข้างกางออก ดอกที่ใหญ่ที่สุดมีเส้นผ่านศูนย์กลางหนึ่งฉื่อ (33 เซนติเมตร) แม้มิได้ล้ำค่ามากนัก แต่ก็โดดเด่นที่ความหายาก
หยางเอ้อร์กล่าวว่า “ปีหน้าหากโรงงานยังรับคนเพิ่ม ช่วยรับฟางเอ๋อร์ของบ้านพวกเราเข้าไปด้วยเถอะ เห็ดหลินจือกอนี้ข้ามอบให้เจ้า”
ฉินเหยายิ้ม “เจ้าบอกข้ามาก่อนว่าพวกเจ้าคิดจะขายให้ข้าเท่าใด”
หยางเอ้อร์คิดว่านางปฏิเสธอย่างนุ่มนวล ในใจก็รู้สึกเสียดายแทนหลานสาว
เด็กสาวผู้นั้นบัดนี้หนึ่งไม่ยอมแต่งงาน สองไม่ยอมเรียนงานฝีมือของสตรี เอาแต่จะร้องตามพวกเขาเข้าป่าไปเรียนวิชาล่าสัตว์ หาเงินด้วยตนเองไม่ต้องให้พวกเขาเลี้ยงดู ให้พวกเขาไม่ต้องรีบขับไล่นางออกจากบ้าน ทั้งยังบอกว่านางอาจจะไม่ด้อยไปกว่าฉินเหนียงจื่อก็เป็นได้
แต่ก็ไม่ได้ดูสมรรถภาพร่างกายของตนเลยว่ามิใช่คนที่จะฝึกวรยุทธ์ได้มาแต่กำเนิด เข้าป่าไปเป็นอาหารหมาป่ายังจะเข้าเค้าเสียกว่า
ยิ่งไปกว่านั้น ต่อให้นางกล้าล่าสัตว์จริงๆ พวกเขาก็ไม่กล้าปล่อยให้เด็กผู้หญิงตัวคนเดียวเข้าป่าหรอก!
สุดท้ายเมื่อทะเลาะกันไปมาใน พี่ชายของเขาก็กล่าวว่าหากสามารถไปทำงานที่โรงงานเครื่องเขียนหมู่บ้านตระกูลหลิวได้ก็จะปล่อยให้นางเลือกคู่ครองเอง ไม่บังคับให้นางรีบแต่งงาน เด็กสาวหัวรั้นจึงสงบลงได้ครู่หนึ่ง
น่าเสียดาย โรงงานเครื่องเขียนหมู่บ้านตระกูลหลิวรับสมัครคนงานเพียงสองครั้ง นางไม่สามารถเข้าไปได้เลยสักครั้ง ครั้งแรกเป็นเพราะบ้านไกลและอายุยังน้อย ผู้จัดการอวิ๋นจึงส่งตัวนางกลับมาทั้งอย่างนั้น
ครั้งที่สองค่อนข้างจะอนาถอยู่บ้าง พวกเขารับคนที่รู้ศาสตร์งานเย็บปักถักร้อยของสตรีหรือคนที่ทำงานไม้เป็น นางไม่มีคุณสมบัติตรงเลยสักอย่าง
ส่วนตอนนี้หรือ ตนเองพอจะเรียนงานปักผ้าได้บ้างเล็กน้อย คิดว่าหากมีโอกาสจะไปรับงานทำสายสะพายที่โรงงานอีกครั้ง
หากมิใช่เพราะสงสารหลานสาว หยางเอ้อร์ก็คงไม่บุ่มบ่ามเอ่ยเรื่องนี้กับฉินเหยาในตอนนี้หรอก
แต่เมื่อเห็นฉินเหยาไม่มีทีท่าว่าจะตอบตกลงก็จำต้องอุ้มเห็ดหลินจือป่าขึ้นมายื่นให้ฉินเหยา “พวกเราก็รู้จักกันดี หากเจ้าจะไปเก็บเองเกรงว่าจะง่ายกว่าพวกเราเสียอีก นี่ก็เป็นโชคดีที่บังเอิญเก็บมาได้ หากเจ้าพอใจ สี่ตำลึง ก็รับไปในราคานี้เถิด”
สี่ตำลึงสามารถซื้อนาข้าวชั้นกลางได้หนึ่งหมู่ เพื่อหลานสาว ถึงกับคิดจะใช้เงินมากมายถึงเพียงนี้ติดสินบนให้นางช่วยเปิดประตูหลังให้ ฉินเหยาค่อนข้างประหลาดใจ อดที่จะพิจารณาหยางเอ้อร์ใหม่อีกครั้งไม่ได้
เมื่อเทียบกับรูปร่างสูงใหญ่กำยำของหยางต้าแล้ว หยางเอ้อร์ผอมกว่าเล็กน้อย ส่วนสูงก็ปานกลาง แต่เขามีสายตาและหูที่เฉียบแหลม เป็นยอดฝีมือในการวางกับดัก
หน้าตาดูค่อนข้างดุ ไม่เหมือนกับหยางต้าที่ดูเป็นมิตร แต่ไม่คาดคิดว่าบุรุษหน้าดุผู้นี้ลับหลังกลับเป็นคนที่รักหลานสาวถึงเพียงนี้
หยางเอ้อร์ถูกฉินเหยามองจนรู้สึกอึดอัด เขาลูบปลายจมูก ก้มหน้าลงช่วยพี่ชายเลื่อยเขากวางทั้งสองคู่ออกมา
ไม่นาน เขากวางยาวสองคู่ก็ถูกมัดด้วยเชือกป่านอย่างดีแล้วยื่นให้ฉินเหยา หยางต้ากล่าวว่า “คู่หนึ่งใหญ่หน่อย อีกคู่เล็กหน่อย รวมกันแล้วคิดเจ้าแค่ห้าตำลึงก็พอ”
เดิมทีพวกเขาจะขายทั้งตัว หากแยกส่วนออกมา เนื้อก็จะขายได้ราคาไม่ดีเท่าใดนัก ดังนั้นหากจะเอาเฉพาะเขากวาง อย่างน้อยก็ต้องคู่ละสามตำลึง
ราคานับว่าคุ้มค่ามาก ฉินเหยาหยิบเงินสิบตำลึงก้อนหนึ่งออกมาส่งให้สองพี่น้องอย่างรวดเร็ว นำเขากวางและเห็ดหลินจือใส่ลงในถุงตาข่ายที่ผูกไว้กับอานม้าอย่างดี
พอเงยหน้าขึ้น สองพี่น้องก็ขึ้นไปนั่งบนเกวียนวัว เตรียมจะจากไปแล้ว
ฉินเหยากล่าวพร้อมรอยยิ้ม “ข้าก็ไม่เอาเปรียบพวกเจ้า กลับไปข้าจะบอกผู้จัดการอวิ๋นเหนียงสักคำ หลังปีใหม่พวกเจ้าก็ให้หยางฟางไปหานางก่อน ไปเป็นเด็กฝึกงานกับนาง เรียนวิชาให้เก่งแล้วค่อยเข้าโรงงาน”
เกรงว่าพวกเขาจะไม่เข้าใจจึงเสริมอีกประโยคหนึ่งว่า “เป็นช่างลงสีค่อนข้างจะมั่นคง ค่าจ้างก็สูงด้วย”
สองพี่น้องรีบหันกลับมามองทันที ดวงตาเป็นประกายสว่างวาบ หยางต้ารีบพยักหน้าไม่หยุด “ได้ๆๆ บัดนี้ที่บ้านก็ไม่มีอะไรทำ หรือจะให้นางไปพรุ่งนี้เลยดีหรือไม่”
ฉินเหยามองท้องฟ้าที่มืดครึ้มก่อนถอนหายใจอย่างจนใจ “หลังปีใหม่เถิด อากาศเช่นนี้ถึงเจ้าเต็มใจ ข้าก็ไม่กล้ารับผิดชอบหรอก”
หยางต้าคิดดูก็เห็นด้วย อากาศไม่ดี บุตรีเดินทางค่ำๆ มืดๆ เขาเองก็กังวล
หยางเอ้อร์กลับคิดเยอะกว่าพี่ชาย ในสมองครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก็รีบกล่าวว่า “ฉินเหนียงจื่อ ข้าขับรถไปส่งฟางเอ๋อร์ได้ พอเลิกงานตอนบ่ายข้าก็ไปรับนาง อย่างนี้ได้หรือไม่”
บางที อาจจะยังสามารถเป็นสารถีรับส่งคนงานจากหมู่บ้านเซี่ยเหอเหล่านี้ ได้ค่ารถเล็กๆ น้อยๆ อีกด้วย
ฉินเหยาไหวไหล่ “ตามใจพวกเจ้าเถิด อย่างไรเสียข้าก็ขอพูดไม่น่าฟังไว้ก่อน หากเกิดเรื่องระหว่างทาง ข้ากับโรงงานไม่รับผิดชอบนะ”
สองพี่น้องยิ้มกว้างให้นางทันที ยืนมองนางขี่ม้าจากไปไกลลิบแล้วจึงค่อยพูดคุยกันอย่างตื่นเต้นพลางมุ่งหน้าเข้าเมืองไป
ฉินเหยานำของดีที่ซื้อกลับมาถึงหมู่บ้าน ไปที่โรงงานแจ้งเรื่องหยางฟางกับอวิ๋นเหนียงก่อน อวิ๋นเหนียงรับปากอย่างรวดเร็ว “ได้เลย มอบให้ข้าจัดการได้เลย”
ฉินเหยาเองก็มิใช่ว่าจะยัดคนเข้ามาส่งเดช แต่เป็นเพราะหน่วยลงสีของพวกนางเพิ่งจะไล่คนงานที่อู้งานออกไปสองคน พอดีมีตำแหน่งว่าง
เรื่องการเสริมสร้างการจัดการคุณภาพพนักงาน ฉินเหยาได้บรรจุเข้าในแผนงานแล้ว ก่อนวันสิ้นปีที่จะหยุดงาน นางจะเปิดการประชุมใหญ่ทั้งหมด ที่ควรตักเตือนก็ตักเตือน ที่ควรให้กำลังใจก็ให้กำลังใจ จากนั้นจึงจะกำหนดกฎระเบียบใหม่ลงไป
บัดนี้ในโรงงานมีคนงานราวร้อยกว่าคน เมื่อฉินเหยาไม่อยู่ ช่างไม้หลิวจึงต้องจัดการโรงงานทั้งหมดเพียงลำพัง รู้สึกหนักหนาสาหัสอย่างยิ่ง
แม้ว่าฉินเหยาจะรับผิดชอบเรื่องติดต่อประสานงานกับภายนอกและการขายที่ซับซ้อนทั้งหมด เขาเพียงแค่ดูแลประสิทธิภาพและคุณภาพการผลิตหีบหนังสือและกล่องบรรจุภัณฑ์เครื่องเขียนให้ดีก็พอ แต่เมื่อคนมากขึ้น ปัญหาเล็กๆ น้อยๆ ก็เกิดขึ้นไม่หยุดหย่อน เพียงแค่ต้องทำหน้าที่เป็นผู้พิพากษาตัดสินเรื่องทะเลาะวิวาทหยุมหยิมไร้สาระเหล่านั้นก็กินแรงของเขาไปกว่าครึ่งแล้ว
ความคิดแรกเริ่มของช่างไม้หลิวนั้นเรียบง่ายมาก เขาเพียงแค่ต้องการเป็นช่างไม้ที่ดี ทำหีบหนังสือให้ดีก็พอ
ตอนที่โรงงานเพิ่งก่อตั้ง อาศัยเพียงใจสู้ล้วนๆ จึงประคับประคองมาได้ คิดว่าเมื่อโรงงานสร้างเสร็จ ทุกอย่างก็จะดีขึ้น
ไม่คาดคิดว่า เงินทองหามาได้มากขึ้น แต่เรื่องจุกจิกหยุมหยิมก็มากขึ้นตามไปด้วย
จุดที่ร้ายแรงที่สุดคือเขาไม่รู้หนังสือ ต่อให้บัดนี้ในโรงงานเปิดชั้นเรียนสอนหนังสือแล้ว แต่อายุอานามก็ปูนนี้แล้ว ยากที่จะเรียนรู้เข้าหัวได้ ยิ่งรู้สึกว่ามันหนักหนาขึ้นเรื่อยๆ
โดยเฉพาะสองเดือนมานี้ ที่บ้านเขากำลังสร้างเรือนใหม่ ธุระต่างๆ ประดังเข้ามาพร้อมกัน ทำให้ช่างไม้หลิวตระหนักได้อย่างรวดเร็วว่า บัดนี้ความสามารถของตนเองมีจำกัด ไม่สามารถทำงานที่ฉินเหยามอบหมายให้สำเร็จลุล่วงไปได้เลย
ก่อนวันที่ฉินเหยาจะเดินทางไปยังเมืองหลวงของมณฑลเพียงวันเดียว จู่ๆ ช่างไม้หลิวก็มาหานางถึงบ้าน บอกว่าเขาไม่อยากทำแล้ว
“หมายความว่าอย่างไร”
ฉินเหยากำลังตรวจนับสัมภาระที่จะนำไปด้วย หลิวจี้อยู่ที่เรือนปทุม เด็กๆ อยู่ที่สำนักศึกษา อาวั่งอยู่ที่หลังเขาให้อาหารสัตว์เลี้ยง ในลานบ้านจึงมีเพียงนางกับช่างไม้หลิวสองคน ในลานบ้านที่กว้างขวาง มีเพียงเสียงคำถามของฉินเหยาดังสะท้อน
ช่างไม้หลิวแอบกลืนน้ำลาย ไม่รู้ว่าเป็นเพราะคิดไปเองหรือเปล่า เขารู้สึกว่าอากาศในลานบ้านนี้เบาบางจนทำให้หายใจลำบาก
สูดลมหายใจเข้าลึกๆ มองไปยังฉินเหยาที่เดินออกมาจากห้องโถงแล้วพูดอีกครั้ง “ข้าอยากจะถอนตัวออกจากโรงงาน ข้าเป็นเพียงช่างไม้ งานของเถ้าแก่ข้าทำไม่ไหวจริงๆ”
ช่างไม้หลิวมีสีหน้าลุแก่โทษ แต่ท่าทีกลับแน่วแน่ เขารู้สึกเหนื่อยแล้ว เพียงแค่อยากจะเก็บเงินที่มีอยู่มากมายในตอนนี้แล้วกลับไปใช้ชีวิตแบบเดิมๆ
หัวใจของฉินเหยาเต้นแรงสองสามครั้ง ข่าวนี้มาอย่างกะทันหัน ทำให้นางตกใจมาก แต่ด้วยความเคยชินจึงรีบตั้งสติในทันทีแล้วเชิญช่างไม้หลิวเข้ามานั่งคุยในบ้าน
ในห้องโถงอ่างไฟลุกโชนอย่างแรง พอปิดประตู ลมหนาวภายนอกก็ถูกกั้นเอาไว้ทั้งหมด
ช่างไม้หลิวเพิ่งจะนั่งลง เหงื่อเม็ดเล็กๆ ก็ผุดขึ้นบนหน้าผากด้วยความร้อน ในพื้นที่ที่ปิดทึบนี้ เป็นครั้งแรกที่เขารู้สึกถึงแรงกดดันอันทรงพลังจากตัวฉินเหยาได้อย่างชัดเจนถึงเพียงนี้ ในใจจึงรู้สึกประหม่ายิ่งนัก