ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว - ตอนที่ 368 พอใจในสิ่งที่มีก็เป็นสุข
ตอนที่ 368 พอใจในสิ่งที่มีก็เป็นสุข
ฉินเหยารินชาร้อนให้เขาถ้วยหนึ่งแล้วนั่งลงตรงข้ามเขา พลางยื่นมือออกไปอังไฟพลางถามความคิดของเขา
คือจะไม่ร่วมมือกันอีกต่อไป ถอนหุ้นเอาเงินแล้วจากไปเลย
หรือว่าอยากจะลาออกจากตำแหน่งผู้จัดการใหญ่ เพียงรับผิดชอบด้านเทคนิคเท่านั้น ส่วนหุ้นยังคงไว้ รับเงินปันผลตามปกติ
ในใจฉินเหยาภาวนา ขออย่าให้เป็นอย่างแรกเลย
แต่บ่อยครั้งที่คนเรายิ่งไม่ต้องการสิ่งใด สิ่งนั้นก็ยิ่งจะมาถึง
ช่างไม้หลิวกล่าวว่า “โรงงานปล่อยให้คนหนุ่มสาวทำเถิด ข้าก็มิได้มีความทะเยอทะยานอะไรมากมาย บัดนี้หาเงินมาได้มากขนาดนี้ สร้างบ้านเรือนแล้ว ทั้งยังซื้อที่ดินดีๆ ไว้หลายสิบหมู่ ในมือยังพอมีเงินเก็บอยู่บ้าง ข้าไม่มีอะไรที่ต้องการอีกแล้ว”
“เงินสองร้อยห้าสิบตำลึงที่ค้างอยู่ในบัญชีก่อนหน้านี้ เจ้าจะรอให้โรงงานมีสภาพคล่องแล้วค่อยให้ข้าก็ได้ ส่วนคำสั่งซื้อกล่องบรรจุภัณฑ์เครื่องเขียน ข้าขอรับแค่เงินปันผลของเดือนที่แล้ว ที่เหลือให้เป็นของเจ้าทั้งหมด วันหน้าหากเจ้ายังมีของใหม่ๆ อยากจะทำก็ยังคงมาหาข้าได้ ข้ารับรองว่าจะทำให้เจ้าพอใจอย่างแน่นอน”
นั่นเป็นสิ่งที่เขารักอยู่แล้ว ดังนั้นต่อให้ข้อเรียกร้องจะเข้มงวดเพียงใด เขาก็ยังคงมีความสุขที่ได้ทำ
ช่างไม้หลิวกล่าวอย่างจริงใจ “ข้ารู้ว่าข้าจากไปเช่นนี้มันไม่ถูกต้องนัก แต่ข้าทนไม่ไหวจริงๆ เจ้ามีความสามารถ ทั้งยังอายุน้อย เจ้าทำต่อไปให้ดีเถิด”
ฉินเหยาเอ่ย “ตกลง”
ช่างไม้หลิวอึ้งไปอย่างเห็นได้ชัด เขายังเตรียมคำขอโทษไว้อีกมากมายที่ยังไม่ได้พูดออกมา นางก็ตกลงอย่างง่ายดายเช่นนี้เลยหรือ
ฉินเหยากล่าวว่า “สองสามวันนี้ข้าจะไปเมืองหลวงของมณฑล กลางเดือนจึงจะกลับมาได้ รอข้ากลับมาแล้วพวกเราค่อยสะสางบัญชีของโรงงานกัน ก็เอาตามที่ท่านพูดเมื่อครู่นี้แหละ”
“ถ้าเช่นนั้น ช่วงเวลานี้ข้าจะทนต่อไปอีกสักหน่อย รอเจ้ากลับมาค่อยว่ากัน” ช่างไม้หลิวเองก็ตอบสนองเร็ว รีบรับปากทันที
พอคิดว่าก่อนปีใหม่จะสามารถกลับไปมีอิสระเสรีเหมือนเมื่อก่อนได้อีกครั้ง ต่อให้ต้องทำงานเพิ่มอีกสิบวันก็ยังทนได้!
ฉินเหยาทำท่าส่งแขก ช่างไม้หลิวเองก็รู้กาลเทศะ ลุกขึ้นกล่าวลา
ฉินเหยาส่งเขาถึงหน้าประตู ช่างไม้หลิวครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วอดที่จะถามเพิ่มอีกประโยคไม่ได้ “ถ้าเช่นนั้นหากข้าถอนตัวออกไป เจ้าคนเดียวจะดูแลโรงงานใหญ่ขนาดนี้ไหวหรือ”
ฉินเหยามิได้ตอบตรงๆ เพียงยิ้มบางๆ “นั่นมิใช่เรื่องที่ท่านต้องกังวลแล้ว ท่านทำหน้าที่ช่างไม้ของท่านต่อไปก็พอ”
พอช่างไม้หลิวได้ยินนางพูดเช่นนั้นก็ยิ่งรู้สึกผิดมากขึ้นไปอีกจึงเสนอตัวขึ้นว่า ขบวนรถม้าที่โรงงานซื้อมาเหล่านั้นไม่ต้องนับรวมส่วนของเขาเข้าไปด้วย
ฉินเหยาพยักหน้า “ได้เลย”
ช่างไม้หลิวขมวดคิ้วเล็กน้อย ตอบตกลงเร็วถึงเพียงนี้ เขายากที่จะไม่สงสัยว่านางจงใจใช้ไม้นี้เพื่อผลประโยชน์ของตนเอง!
แต่คำพูดที่หลุดปากไปแล้วก็ไม่อาจเรียกคืนได้ คิดในแง่ดีเข้าไว้ บัดนี้เขามีทั้งบ้านทั้งที่ดิน ทั้งยังสามารถทำในสิ่งที่ตนเองชอบได้ ไม่รู้ว่าทำให้คนอีกมากน้อยเท่าไหร่รู้สึกอิจฉา
รอจนหลานชายสามารถเข้าสำนักศึกษาได้ อาศัยที่ดินที่เพิ่งซื้อมาใหม่ก็สามารถส่งเสียให้เขาเรียนหนังสือได้ ส่วนที่เหลือ มรดกเขาก็หามาได้แล้ว บุตรหลานย่อมมีวาสนาของตนเอง จะก้าวหน้าต่อไปได้อีกหรือไม่นั้นก็ขึ้นอยู่กับว่าคนรุ่นหลังจะมีความสามารถหรือไม่แล้ว
ฉินเหยามองตามหลังช่างไม้หลิวที่จากไปอย่างสบายใจ ความตกใจในใจได้ถูกย่อยสลายไปหมดสิ้นแล้ว
การจากไปของช่างไม้หลิวคนหนึ่งย่อมสร้างปัญหาให้นางมากมายก็จริง แต่อยู่ในขอบเขตที่ควบคุมได้
กำลังคนรุ่นใหม่ในโรงงานได้รับการบ่มเพาะขึ้นมาแล้ว เช่น อวิ๋นเหนียง หลิวฉี ยังมีสามพี่น้องหลิวไป่ ซุ่นจื่อและคนอื่นๆ เพียงพอที่จะรักษากลไกการทำงานของโรงงานเล็กๆ ที่มีคนงานร้อยกว่าคนให้ดำเนินต่อไปได้
และการเลือกเช่นนี้ของช่างไม้หลิว หรือมิใช่ความสุขอีกรูปแบบหนึ่งเล่า
พอใจในสิ่งที่มีก็เป็นสุข นับเป็นสิ่งที่ดีมาก
เพียงแต่ไม่รู้ว่าการตัดสินใจครั้งนี้ของเขา คนในครอบครัวรู้หรือไม่ เห็นด้วยหรือไม่
ฉินเหยายักไหล่ นี่มิใช่เรื่องที่นางต้องกังวล ในเมื่อตกลงกันแล้วก็จะไม่เปลี่ยนแปลงอีก เพื่อหลีกเลี่ยงการสร้างความขุ่นข้องหมองใจ
หลิวจี้กลับมาจากเรือนปทุม พอดีเห็นช่างไม้หลิวเดินออกมาจากบ้านตนเองจึงรีบเดินเร็วๆ ไปถึงหน้าประตูบ้าน เห็นฉินเหยายืนอยู่ที่ประตูท่าทางเหมือนวิญญาณหลุดออกจากร่างก็ยกมือขึ้นโบกไปมาตรงหน้านาง
“เพียะ!” เสียงดังชัดเจน ไม่ผิดคาด มือของหลิวจี้ถูกตบออกอย่างแรง เจ็บจนเขาต้องสูดลมหายใจเข้าลึกๆ
“เหตุใดเจ้าจึงกลับมาเร็วเช่นนี้” ฉินเหยาจ้องมองคนตรงหน้าอย่างสงสัย
หลิวจี้สะบัดมือสองสามครั้ง มองนางอย่างตัดพ้อ “เมียจ๋าเจ้าลงมือก็ไม่รู้จักเบาหน่อย วันนี้อากาศก็หนาวอยู่แล้ว โดนเจ้าตบอีกที หากเป็นแผลน้ำแข็งกัดข้าคงจะจับพู่กันเขียนหนังสือไม่ได้แล้ว หากทำให้เสียการเรียนขึ้นมาจะทำอย่างไร…”
สายตาของฉินเหยาเย็นชาขึ้นเรื่อยๆ เสียงของหลิวจี้เองก็ค่อยๆ แผ่วลง รีบเปลี่ยนเรื่องทันที เขาชูตำรา ‘ซู่ซู’ ที่ยืมมาจากกงเหลียงเหลียวขึ้นแล้วพูดว่า
“พรุ่งนี้ก็จะต้องออกเดินทางแล้ว ที่เรือนปทุมวุ่นวายมาก ข้าจึงกลับมาก่อน เมียจ๋าเจ้าดูสิ! ท่านอาจารย์หาตำรามาให้ข้าหลายเล่ม เพื่อให้ข้าศึกษาด้วยตนเองที่บ้าน”
พูดจบก็แกว่งปกตำราอย่างได้ใจ “นี่เป็นตำราที่สืบทอดมาจากมหาปรมาจารย์แต่ครั้งราชวงศ์ก่อนเชียวนะ เป็นฉบับเดียวที่ตกทอดมาด้วย!”
ตามปฏิกิริยาปกติของนาง อย่างไรเสียก็ต้องขอดูสักหน่อยว่าในตำราเขียนเนื้อหาอะไรไว้บ้าง แต่วันนี้นางกลับไม่มีท่าทีสนใจเลยแม้แต่น้อย เพียงเหลือบมองปกตำราแล้วก็หันหลังเดินเข้าบ้านไป
หลิวจี้นึกถึงช่างไม้หลิวที่เห็นเมื่อครู่จึงเดินตามเข้ามาอย่างสงสัย “เมียจ๋า ช่างไม้หลิวมาหาเจ้าทำไม ที่โรงงานมีปัญหาหรือ”
มิฉะนั้นเหตุใดจึงทำหน้าเหมือนคนตายเช่นนี้
ฉินเหยายังคงจัดเก็บสัมภาระที่ยังเก็บไม่เสร็จเมื่อครู่ต่อไป พูดด้วยน้ำเสียงเฉยเมย “ช่างไม้หลิวจะถอนตัว ข้าตกลงแล้ว”
หลิวจี้เลิกคิ้วด้วยความตกใจมาก เขาไม่เข้าใจ ไม่เข้าใจอย่างยิ่ง!
“สมองเขาเพี้ยนไปแล้วหรือไร การค้าที่ทำเงินได้มากขนาดนี้บอกไม่ทำก็ไม่ทำ บ้าไปแล้วหรือ”
ฉินเหยาถูกน้ำเสียงที่แสดงความเสียดายอย่างเกินจริงของเขาทำให้หัวเราะออกมา นางไหวไหล่ “ใครจะไปรู้เล่า”
หลิวจี้กลอกตาไปมา ขยับเข้าไปใกล้นางอย่างตื่นเต้น ดวงตาดอกท้อกะพริบปริบๆ “เมียจ๋า เจ้าดูข้าเป็นอย่างไร ข้าเป็นผู้จัดการก็น่าจะพอไหวนะ ผลประโยชน์ไม่รั่วไหลไปไหนไกล เจ้าเลือกข้าสิ”
ฉินเหยามัดห่อผ้าเรียบร้อยแล้วหันกลับมาเตือนเขาอย่างจริงจังอีกครั้ง “หน้าที่ของเจ้าคือสอบเพื่อเข้ารับราชการ เข้าใจหรือไม่”
มีเงินย่อมใช้ผีโม่แป้งได้ เพียงแค่มีเงินพอ ผู้จัดการนั้นนางอยากจะได้กี่คนก็ย่อมได้ เลือกมาสักคนก็ยังมีความเป็นมืออาชีพมากกว่าหลิวจี้เสียอีก
เมื่อสัมผัสได้ถึงอันตรายที่แฝงอยู่ในคำเตือนของนาง หลิวจี้ก็รีบตั้งสติกลับมา “เข้าใจแล้วๆ ข้าจะไปทบทวนตำราที่ห้องหนังสือเดี๋ยวนี้แหละ”
ยิ้มให้นางอย่างสดใสราวกับดวงตะวันแล้วอุ้มตำราเดินไปยังห้องหนังสือใหม่ของตนเอง พลางคิดถึงเรื่องที่จะได้ไปเมืองหลวงของมณฑลในวันพรุ่งนี้ก็รู้สึกตื่นเต้นขึ้นมาเล็กน้อย มีเพียงแค่เขากับสตรีใจร้ายสองคนเท่านั้น~
ครั้งนี้ฉินเหยามิได้พาพวกต้าหลางสี่พี่น้องไปด้วย เมื่อสี่พี่น้องเลิกเรียนกลับมาในตอนเย็นและเห็นห่อสัมภาระที่จัดเตรียมไว้ในห้องโถง ทั้งตัวรถม้าที่ฉินเหยาเอาออกมาจากห้องเก็บของก็รู้สึกหดหู่ใจ
แต่พอคิดถึงของขวัญที่ท่านพ่อท่านแม่จะนำกลับมาให้ก็กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง ส่งเสียงเจี๊ยวจ๊าวล้อมรอบท่านพ่อท่านแม่ วานให้ท่านพ่อท่านแม่ซื้อของกลับมาให้ตน
ฉินเหยาอนุญาตให้พวกเขาได้ของขวัญคนละชิ้น ต้าหลางบอกว่าเขาอยากได้บันทึกท่องเที่ยวจิปาถะเล่มหนึ่ง ซานหลางบอกว่าอยากได้ขนมอร่อยๆ ซื่อเหนียงส่ายหน้าบอกว่าไม่มีอะไรที่อยากได้เป็นพิเศษ เพียงแค่อยากฟังท่านแม่กลับมาเล่าเรื่องสนุกๆ ที่เกิดขึ้นระหว่างทางให้ฟัง
เอ้อร์หลางกลับแตกต่างออกไป “กรุ๊งกริ๊ง” มีเสียงดังมาจากคลังสมบัติเล็กๆ ส่วนตัวของเขา เขาทุ่มเหรียญเงินที่ส่องประกายแวววาวออกมาสองร้อยเหรียญ มอบให้ฉินเหยาทั้งหมดแล้วกำชับอย่างจริงจังว่า
“ท่านแม่ ท่านไปถึงเมืองหลวงของมณฑลแล้ว หากเห็นของเล่นชิ้นเล็กๆ อะไรที่เมืองหลวงของมณฑลมีแต่ที่อำเภอไคหยางของพวกเราไม่มี ท่านซื้อกลับมาให้ข้าทั้งหมดเลยนะ”