ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว - ตอนที่ 369 แววพ่อค้าเจ้าเล่ห์
ตอนที่ 369 แววพ่อค้าเจ้าเล่ห์
ฉินเหยาและหลิวจี้สบตากัน สองสามีภรรยาเอ่ยถามพร้อมกัน “เจ้าจะซื้อของเล่นชิ้นเล็กๆ มากมายถึงเพียงนั้นไปทำอะไร”
เอ้อร์หลางทำหน้าประหนึ่งว่า ‘เรื่องแค่นี้พวกท่านก็ยังไม่รู้อีกหรือ’ แล้วตอบว่า “ก็เอาไปขายตอนช่วงสิ้นปีน่ะสิ เวลานั้นทุกคนต่างเต็มใจควักเงินออกมามากที่สุด”
หากมิใช่เพราะกลัวว่าจะลงทุนมากเกินไปแล้วขาดทุน เขายังคิดจะยืมเงินค่าขนมของพี่น้องมาร่วมทำการค้าเล็กๆ นี้ด้วยซ้ำ
แน่นอนว่า เอ้อร์หลางรู้สึกว่าตนเองแบกรับความสูญเสียครั้งใหญ่ไม่ไหว ดังนั้นสองร้อยเหวินก็เพียงพอแล้ว นี่คือความสูญเสียมากที่สุดที่เขาสามารถแบกรับได้
ถึงเวลานั้นหากทำไม่สำเร็จ อย่างมากก็แค่คิดเสียว่าซื้อของเล่นชิ้นเล็กๆ ให้ตัวเอง
ความคิดของเขาชัดเจนมาก ฉินเหยาและหลิวจี้สบตากันอีกครั้ง เช่นนั้นก็ให้เจ้าตัวเล็กได้ลองดู
ฉินเหยารับเงินมาแล้วถามอย่างเป็นงานเป็นการ “ถ้าเช่นนั้นเจ้าจะเขียนเอกสารมอบหมายการซื้อให้ข้าฉบับหนึ่งหรือไม่”
เอ้อร์หลางตบหน้าผากตนเอง เขาเกือบจะลืมเรื่องสำคัญเช่นนี้ไปเสียแล้ว รีบตอบว่าต้องการแล้ววิ่งพรวดเข้าห้องไปหยิบกระดาษพู่กันมา ปูคลี่กระดาษออก ยกพู่กันขึ้น แล้วก็ชะงัก “ท่านแม่ เขียนอย่างไรหรือ”
ฉินเหยาผลักหลิวจี้ไปข้างหน้า “ให้ท่านพ่อเจ้าสอนเจ้าสิ”
ตบมือสองสามทีแล้วหันหลังเดินเข้าห้องครัวไป อาศัยจังหวะที่อาวั่งกำลังตักกับข้าว หยิบตะเกียบขึ้นมาชิมรสชาติอาหารให้คนในบ้าน
นางคีบปลาตัวเล็กทอดกรอบผัดพริกเกลือรสจัดจ้านเข้าปาก กรอบอร่อยมาก รสชาติเผ็ดร้อนหอมกรุ่นเค็มกลมกล่อมไปทั้งปาก ฉินเหยาพยักหน้าอย่างพอใจ “ไม่เลวๆ รสชาติกำลังพอดี”
หลิวจี้และลูกๆ ทั้งสี่คนถูกท่าทางพึงพอใจนี้ของนางกระตุ้นจนจินตนาการถึงรสชาติอันโอชะที่ไม่สิ้นสุด อดไม่ได้ที่จะกลืนน้ำลายพร้อมกันแล้วก็สะบัดศีรษะพร้อมๆ กัน หันความสนใจกลับไปที่กระดาษแล้วเขียนเอกสารมอบหมาย
เอ้อร์หลางนั้นตั้งใจที่สุด เขาคัดลอกตามที่ท่านพ่อสอนแล้วเขียนขึ้นเองฉบับหนึ่ง ถือไปให้ฉินเหยาด้วยท่าทีจริงจัง ให้นางตรวจดู ยื่นตลับชาดให้ จากนั้นจึงลงนามประทับลายนิ้วมือ
ของเขาลงนามไปแล้ว รอยนิ้วหัวแม่มือเล็กๆ ประทับอยู่บนตัวอักษรสามตัวชื่อหลิวจื่อซู ฉินเหยาลองใช้นิ้วหัวแม่มือของตนเองทาบดู ขนาดนั้นเล็กนิดเดียว ดูน่ารักอย่างน่าประหลาด
นางพยายามกลั้นหัวเราะ เกรงว่าเจ้าตัวเล็กบางคนจะอับอายจนพาลโกรธจึงทำทีเป็นตรวจดูเนื้อหาในเอกสารอย่างเป็นเรื่องเป็นราวแล้วพยักหน้า จากนั้นก็ลงนามชื่อของตน ฉินเหยา สองตัวอักษร ประทับลายนิ้วมือ เป็นการให้เกียรติเด็กน้อยอย่างสูงสุด
เอ้อร์หลางเอ่ยขึ้นตามสัญชาตญาณว่า “ขอบคุณท่านแม่!”
จากนั้นก็นำเอกสารที่ยังดูอ่อนหัดฉบับนั้นมาชมดูซ้ำแล้วซ้ำเล่าใต้แสงเทียน จนกระทั่งอาวั่งเรียกให้มากินข้าวจึงค่อยพับเก็บอย่างเรียบร้อย ยัดใส่ในอกเสื้ออย่างหวงแหน ทั้งยังตบเบาๆ สองสามที เต็มเปี่ยมไปด้วยความยินดี
“เดี๋ยวก่อน!”
เมื่อกินข้าวเสร็จ ฉินเหยาเตรียมจะกลับห้องไปพักผ่อน เอ้อร์หลางก็พลันโผล่ศีรษะออกมาจากช่องประตูห้องของตน กำชับนางว่า
“ท่านแม่ ของที่ท่านซื้อมา แต่ละอย่างราคาเท่าใด ท่านก็อย่าลืมเขียนรายการให้ข้าด้วยนะ”
ฉินเหยาหัวเราะฮ่าๆ ตบศีรษะเล็กๆ ของเขาเบาๆ “วางใจเถิด แม่จะไม่โกงเงินเจ้าแม้แต่เหวินเดียว”
เอ้อร์หลางหัวเราะแหะๆ อย่างเขินอาย สุดท้ายก็ยังไม่ลืมที่จะเอ่ยขึ้นอีกประโยค “พี่น้องร่วมสายเลือดยังต้องคิดบัญชีกันชัดเจน แม่ลูกก็เช่นกัน ใช่หรือไม่”
“ใช่ๆๆ” ฉินเหยาไม่คาดคิดว่าปากเล็กๆ นี้จะช่างเจรจาถึงเพียงนี้ ดูท่าทางของเขาแล้ว ต่อไปมีแววจะเป็นพ่อค้าเจ้าเล่ห์ได้ทีเดียว
“รีบไปนอนเถิด” ฉินเหยาโบกมือ ด้านนอกอากาศหนาว หากหนาวจนไม่สบายจะไม่ดี
เอ้อร์หลางพยักหน้า มองนางอีกครั้ง “ท่านแม่ พรุ่งนี้ตอนพวกท่านจะไป จะบอกพวกข้าหรือไม่”
ฉินเหยาตอบอย่างหนักแน่น “ตอนไปจะบอกพวกเจ้าอย่างแน่นอน”
เอ้อร์หลางจึงค่อยวางใจ ปิดประตูห้องเรียบร้อยแล้วเข้านอนไป
ฉินเหยาอดหัวเราะด้วยความจนใจไม่ได้ กำลังจะเข้าห้องก็รู้สึกถึงเงาคนด้านหลัง เมื่อหันกลับไปมองก็เห็นอาวั่งยืนถือโคมไฟอยู่ เขาเพิ่งจะลงกลอนประตูใหญ่เสร็จ กำลังยืนอยู่หลังประตูมองมาทางนาง
ฉินเหยาเหลือบมองเขาอย่างพูดไม่ออก นางนึกว่าโจรเข้ามาเสียอีก
แต่เมื่อคิดว่ากลับมาก็จะต้องฉลองปีใหม่แล้ว ทุกคนที่บ้านต่างก็มีของขวัญ ฉินเหยาจึงเอ่ยถามขึ้นลอยๆ ว่า
“อาวั่ง เจ้ามีอะไรที่อยากได้หรือไม่ คราหน้าข้าจะซื้อกลับมาให้”
“ถังหูลู่”
ฉินเหยาขมวดคิ้วมุ่น “อะไรนะ”
อาวั่งกล่าวอย่างจริงจัง “ท่านเคยบอกว่าจะซื้อถังหูลู่ให้ข้า ท่านลืมแล้วหรือ” แววตาของเขามืดลงเล็กน้อย ท่าทางราวกับว่าหากฉินเหยากล้าพูดว่าลืมแล้ว เขาจะแทงนางด้วยมีดทันที
ฉินเหยาไอออกมาสองสามครั้งอย่างมีนัยยะ นางจะลืมได้อย่างไร เพียงแค่ช่วงนี้นางยุ่งมากจนไม่มีโอกาสเข้าเมืองไปซื้อเท่านั้นเอง
อาวั่ง เชื่อท่านข้าก็เป็นสุนัขแล้ว นี่มันก็ผ่านมาตั้งเดือนครึ่งแล้วนะ!
“ข้ารู้แล้ว ครั้งนี้จะซื้อกลับมาให้เจ้า” ฉินเหยาพูดจบก็เปิดประตูเข้าไปในห้องแล้วปิดประตูลง กั้นสายตาที่ ‘ร้อนแรง’ เกินไปนั้นไว้ด้านนอก นางตบอกตัวเองเบาๆ แล้วหัวเราะออกมา
นางจะรู้สึกผิดไปทำไมกัน ไม่พอใจซัดสักเปรี้ยงก็สิ้นเรื่องแล้ว!
ฉินเหยาบิดขี้เกียจ มุดเข้าไปในผ้าห่มให้อบอุ่น ห่มผ้านวมหนาๆ อย่างสบายอารมณ์แล้วหลับไปจนกระทั่งเสียงไก่ขันดังขึ้น
ท้องฟ้าด้านนอกยังคงมืดสนิท แต่ความจริงแล้วก็เป็นยามเหม่าสามเค่อแล้ว
ห้องเด็กยังไม่มีความเคลื่อนไหว มีเพียงกลิ่นหอมหวานของอาหารจำพวกแป้งลอยมาจากทางห้องครัว อาวั่งมักจะเป็นคนที่ตื่นเช้าที่สุดในบ้านเสมอ
อ้อ ไม่ใช่สิ ฉินเหยาสวมเสื้อผ้าออกมาที่ลานบ้าน สายตาทอดมองไปตามทางเดิน เห็นแสงสว่างจ้าในห้องหนังสือ หลิวจี้เองก็ตื่นขึ้นมาท่องตำราตั้งแต่เช้าตรู่แล้ว
นาฬิกาชีวภาพของเขาคงที่แล้ว พอถึงเวลาก็ตื่นเอง ไม่สามารถนอนเกินเวลาได้เลยแม้แต่น้อย!
เมื่อได้ยินเสียงฉินเหยาล้างหน้าล้างตาอยู่ในลานบ้าน หลิวจี้ก็เก็บข้าวของ ถือหีบหนังสือออกมา
เสื้อผ้าอาภรณ์ต่างๆ ฉินเหยาจัดเก็บเรียบร้อยตั้งแต่เมื่อวานแล้ว สองสามีภรรยาผิงไฟอยู่ในห้องครัว กินอาหารเช้าที่อาวั่งเตรียมไว้ ทั้งยังห่ออาหารกลางวันสำหรับมื้อเที่ยงอีกมื้อหนึ่งแล้วเตรียมตัวออกเดินทาง
อาวั่งก่อเตาถ่านวางไว้ในตัวรถม้า บนรถมีถ่านติดไปด้วย เวลาพักระหว่างทางจะได้กินอาหารร้อนๆ ทำให้การเดินทางในฤดูหนาวนี้ไม่ดูลำบากจนเกินไป
ห้องเด็กมีเสียงเคลื่อนไหวดังขึ้น ฉินเหยาส่งสายตาให้หลิวจี้ หลิวจี้ก็พยักหน้า เดินมาที่นอกห้องเด็กแล้วกำชับว่า
“พ่อกับแม่จะออกเดินทางแล้ว ต้าหลางเจ้าดูแลน้องๆ ให้ดี เชื่อฟังคำพูดของท่านอาวั่งของเจ้า มีเรื่องอะไรก็ให้ไปหาลุงใหญ่ ลุงรองและอาเล็กของพวกเจ้าที่เรือนเก่า เข้าใจหรือไม่”
ประตูเปิดออก สี่พี่น้องวิ่งกรูกันออกมา ผ่านหลิวจี้ที่กำลังยืนกำชับอยู่หน้าประตูด้วยสีหน้าห่วงใย วิ่งตรงไปหาฉินเหยา
ต้าหลาง “น้าเหยา เดินทางระวังด้วย”
เอ้อร์หลาง “ท่านแม่ ดื่มน้ำร้อนเยอะๆ นะขอรับ”
ซานหลางกับซื่อเหนียงกอดเอวนางแล้วเอาศีรษะถูไถอย่างสนิทสนมและอาลัยอาวรณ์ จากนั้นจึงค่อยถอยออกมา ยกมือเล็กๆ ขึ้นโบกไปมา “ท่านแม่ ท่านต้องกลับมาเร็วๆ นะเจ้าคะ”
ฉินเหยาพยักหน้าอย่างอบอุ่นใจ โบกมือไล่ให้พวกเขากลับไป หากไม่รีบอีกประเดี๋ยวจะไปสำนักศึกษาสายแล้ว
หลิวจี้ที่ถูกเมินเฉยอย่างสิ้นเชิงมุมปากกระตุก รู้สึกว่าชีวิตนี้ช่างอยู่ยากเสียจริง
“ไปกันได้แล้ว!”
เหลือบเห็นโคมไฟดวงแล้วดวงเล่าสว่างขึ้นจากทางด้านของเรือนปทุม ฉินเหยาก็เอ่ยเรียกอย่างไม่สบอารมณ์
หลิวจี้จึงค่อยขยับตัว เดินผ่านหน้าเด็กทั้งสี่คนไป เขกหัวคนละทีเป็นการแก้แค้น
แน่นอนว่าก็ไม่กล้าลงแรงมากนัก เพราะกลัวว่าพวกเขาจะไปฟ้องแล้วตนเองจะแย่เอา
ฉวยโอกาสที่สี่พี่น้องยังไม่ทันได้ตั้งตัว หลิวจี้ที่ได้ทีก็หัวเราะหึๆ กระโดดขึ้นรถม้า หยิบแส้ขึ้นมา รับหน้าที่เป็นสารถีรถม้าด้วยตนเอง สะบัดแส้ทีหนึ่งก็บังคับม้าจากไป
“เด็กมาก” ฉินเหยาแค่นเสียงเบาๆ
หลิวจี้ทำเป็นว่านางกำลังชมเชยว่าตนเองยังหนุ่มยังแน่น ทั้งยังหน้าตาดี เขาขับรถม้าไปจอดรอที่ริมฝั่งแม่น้ำ รอจนขบวนรถม้าของตระกูลฉีมาถึงแล้วจึงเข้าร่วมขบวนของอีกฝ่าย ขบวนคนกลุ่มใหญ่มุ่งหน้าออกจากหมู่บ้านตระกูลหลิวไปอย่างสง่างาม มุ่งหน้าไปยังเมืองหลวงของมณฑล