ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว - ตอนที่ 370 แช่น้ำ
ตอนที่ 370 แช่น้ำ
หลังออกจากหมู่บ้านมา ท้องฟ้าตลอดทางก็มืดครึ้ม
ชาวนาเฒ่าผู้มีประสบการณ์มองดูก็รู้ได้ทันทีว่า อุณหภูมิในตอนกลางคืนอาจจะลดลงอย่างฮวบฮาบและจะเกิดหิมะตกในยามรุ่งสาง
น่าเสียดายที่ในขบวนมิได้มีชาวนาที่แท้จริงอยู่เลย หลิวจี้ขับรถม้าไปก็รู้สึกเพียงว่าร่างกายยิ่งหนาวเย็นลงเรื่อยๆ เขาพึมพำว่า “การเดินทางในฤดูหนาวเช่นนี้ไม่ใช่ความทรมานที่คนจะทนได้จริงๆ”
ในห้วงความคิดพลันนึกถึงวันที่เดินทางไปส่งเสบียงที่ชายแดนทางตอนเหนือเมื่อปีก่อน ชั่วพริบตาเดียว เวลาก็ผ่านไปปีหนึ่งแล้ว
หนึ่งปีดูเหมือนจะไม่นานนัก แต่ในหนึ่งปีนี้ ภายนอกเกิดภัยตั๊กแตนก่อน จากนั้นก็เกิดทุพภิกขภัย วุ่นวายกันไปหมด
ทว่าหมู่บ้านของพวกเขากลับราวกับเป็นแดนสุขาวดี มีทั้งสร้างโรงงานเครื่องเขียน ทั้งซ่อมแซมถนนใหญ่ ผู้คนในตระกูลต่างก็สร้างบ้านหลังใหญ่โต ดีงามจนไม่น่าเชื่อ
แต่พอออกจากหมู่บ้าน มุ่งหน้าไปยังทิศทางของเมืองหลวงของมณฑลก็เห็นขอทานที่ออกมาเผชิญลมหนาวที่สามารถทำให้คนแข็งตายได้อยู่หลายกลุ่ม
ราวกับว่าในทุกๆ ปี ประชาชนที่หาเลี้ยงชีพอย่างยากลำบาก สุดท้ายแล้วก็ยังมิอาจมีชีวิตที่ได้สวมเสื้อผ้าอบอุ่นกินอาหารอิ่มท้อง
กระท่อมมุงหญ้าคาเหล่านั้นสิบปีก็ยังคงเป็นเหมือนเดิม ไม่มีการเปลี่ยนแปลงแม้แต่น้อย
ครั้งก่อนที่เดินทางไปเมืองหลวงของมณฑลเพื่อสอบ บ้านเรือนเหล่านั้นมีสภาพเช่นไร บัดนี้เมื่อถึงฤดูหนาวอันหนาวเหน็บก็ยังคงมีสภาพเช่นเดิม
“เมียจ๋า เจ้าช่างเป็นดาวนำโชคดวงใหญ่ของหมู่บ้านพวกเราโดยแท้!”
ฉินเหยาที่นั่งผิงไฟดื่มชาร้อนอยู่ในรถม้าได้ยินเสียงประจบประแจงเช่นนี้ เสียงนั้นฟังแล้วมิได้จงใจจนเกินไป แต่แน่นอนว่าก็ตั้งใจพูด
“มีอะไรหรือ” นางเอ่ยถามอย่างตรงไปตรงมา
นอกม่านผ้าฝ้ายหนาเตอะ หลิวจี้หัวเราะแหะๆ อย่างเก้อเขิน “รบกวนเมียจ๋าขยับมืออันสูงส่งของท่าน ช่วยสามีผู้นี้หาเสื้อผ้าหนาๆ ออกมาสักตัวเถิด ข้างนอกนี้หนาวเหลือเกิน มือข้าแข็งจนไม่รู้สึกอะไรแล้ว”
ฉินเหยาแค่นเสียงเบาๆ แล้วสั่งสอนว่า “คราวหน้ามีอะไรก็พูดตรงๆ อย่าเสียเวลาของข้า”
นานๆ ทีจะได้ออกจากหมู่บ้าน อยู่เงียบๆ คนเดียวสักครู่ นางเพียงแค่อยากจะฟังเสียงลมหนาวพัดหวีดหวิวนอกหน้าต่างอย่างเงียบๆ ดื่มด่ำไปกับความโดดเดี่ยวของตนเอง
บัดนี้ถูกหลิวจี้ขัดจังหวะเช่นนี้ ในใจก็พลุ่งพล่านไปด้วยอารมณ์ ค้นหาเสื้อผ้าให้เขาไปพลางก็ครุ่นคิดถึงแผนการหลังจากไปถึงเมืองหลวงของมณฑลแล้ว
ไปพบท่านป้าฉีก่อน จากนั้นก็ไปหาเจี่ยงเหวินที่ห้างการค้าฟู่หลงเพื่อสะสางบัญชี สุดท้ายก็เดินเล่นในเมืองสักครึ่งวัน ซื้อของขวัญที่เด็กๆ ต้องการให้ครบ จัดเตรียมของสำหรับปีใหม่บางส่วนแล้วค่อยเดินทางกลับ
คำนวณดูแล้วจะต้องอยู่ที่เมืองหลวงของมณฑลอย่างน้อยสามวัน รวมเวลาเดินทางไปกลับก็เสียเวลาไปครึ่งค่อนเดือนแล้ว
เมื่อกลับถึงหมู่บ้านยังมีเรื่องที่ช่างไม้หลิวจะถอนหุ้นที่ต้องจัดการอีก เพียงแค่คิดถึงเรื่องเหล่านี้ ฉินเหยาก็อยากจะนอนทอดอาลัยอยู่เฉยๆ เสียแล้ว
สัมภาระที่หลิวจี้นำมามีไม่มาก เพียงเสื้อผ้าสำหรับเปลี่ยนสองชุดเท่านั้น ฉินเหยาค้นออกมาแล้วสุ่มหยิบเสื้อคลุมยาวหนาๆ ตัวหนึ่งโยนออกไปด้วยอารมณ์ฉุนเฉียวยิ่ง
หลิวจี้ยังไม่รู้ตัวว่าตนเองไปขัดจังหวะความสงบของผู้อื่น เขาหยิบเสื้อคลุมยาวที่คลุมอยู่บนศีรษะและยังคงมีไออุ่นจากถ่านไฟออก รู้สึกงุนงงอย่างบอกไม่ถูก
แต่ก็ไม่กล้าบ่น ได้แต่ต้องเอาอกเอาใจอย่างดีจึงจะรอดพ้นจากชะตากรรมอันน่าเศร้าที่จะถูกทิ้งศพไว้กลางป่าได้
“เมียจ๋า ท้องฟ้าไม่สว่างขึ้นเลย ไม่รู้ว่าตอนนี้ยามใดแล้ว” หลิวจี้เอ่ยถามอย่างสงสัย
คนในรถม้าเลิกม่านขึ้นแล้วมุดตัวออกมา หลิวจี้รู้สึกได้ทันทีว่าท้ายทอยอุ่นวาบแล้วก็ถูกม่านผ้าฝ้ายที่ตกลงมาบดบังไว้ ลมหนาวพัดโชยมาทีหนึ่งก็รู้สึกสะท้านขึ้นมาทันใด คิดในใจว่า นางอยู่ในตัวรถม้านี่ช่างสุขสบายราวกับเทพเซียนเสียจริง
เขาขยับตัวหลีกทาง เว้นที่ไว้ให้ฉินเหยานั่ง
ข้างนอกลมหนาวพัดหวีดหวิว มวยผมที่เกล้าเบี้ยวๆ ของนางปลิวไสวอยู่ข้างแก้มอย่างไม่เป็นทรง หลิวจี้มองดูแล้วถึงกับต้องสูดลมหายใจเข้าลึกด้วยความหนาวแทน ฉินเหยากลับทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นราวกับไม่รู้สึกถึงความหนาวเย็นภายนอกเลยแม้แต่น้อย
นางเงยหน้ามองดูสีท้องฟ้าแล้วขมวดคิ้วเล็กน้อย “เลยยามอู่ไปแล้ว ท้องฟ้าไม่สว่างเลย แสดงว่าเมฆหนามาก พอถึงตอนบ่าย อุณหภูมิอาจจะลดลงอย่างรวดเร็วและคืนนี้อาจจะมีหิมะตก”
สารถีที่ขับรถม้าอยู่ด้านหน้าได้ยินดังนั้นก็หันกลับมามอง เขาเอ่ยถามอย่างสุภาพ “ฮูหยินแน่ใจหรือขอรับว่าคืนนี้จะมีหิมะตก”
ฉินเหยารับคำอย่างหนักแน่น ในวันสิ้นโลก อุณหภูมิสุดขั้วต่างๆ ผลัดเปลี่ยนกันมาเยือน ลางบอกเหตุก่อนเกิดก็สังเกตได้ยากยิ่งนัก แต่พอมาภายหลัง เมื่อประสบพบเจอมามากเข้า ก็ค่อยๆ จับทางได้
ลางบอกเหตุที่ชัดเจนเช่นนี้อยู่ตรงหน้า ฉินเหยามั่นใจว่าตนเองจะไม่พลาด
ฉีเซียนกวนมุดออกมาจากหน้าต่างรถม้า ทั้งผ้าพันคอ หมวกและที่ปิดหูก็สวมครบครัน เผยให้เห็นเพียงใบหน้าเล็กๆ ขาวผ่องงดงามราวกับกระรอกตัวน้อย หลิวจี้เห็นแล้วก็หัวเราะฮ่าๆ ออกมา
แต่พอถูกฉินเหยาถลึงตาใส่ เขาก็ค่อยๆ กำหมัดกระแอมไอแล้วสงบปากลง
ฉีเซียนกวนถามว่า “ฮูหยิน หากตอนกลางคืนมีหิมะตก จะส่งผลกระทบต่อการเดินทางวันพรุ่งนี้หรือไม่ขอรับ”
ฉินเหยากล่าวอย่างใจเย็น “ไม่เป็นไร หิมะตกเล็กน้อยเท่านั้น พอฟ้าสางก็จะละลาย ไม่ส่งผลกระทบต่อการเดินทาง แต่คืนนี้ควรพักในที่ร่มจะดีที่สุด”
ฉีเซียนกวนถอนหายใจอย่างโล่งอก ถามฉินเหยาว่าเหนื่อยหรือไม่ เมื่อได้คำตอบว่าไม่เหนื่อยจึงสั่งให้ผู้คุ้มกันไม่ต้องหยุดพักตอนเที่ยง เร่งการเดินทางให้เร็วขึ้น พยายามไปให้ถึงสถานีพักม้าหลวงขนาดใหญ่กลางทางให้ทันในตอนเย็นเพื่อรับมือกับอุณหภูมิที่ลดลงในคืนนี้
หลิวจี้ได้แต่มองศิษย์พี่ตัวน้อยตัดสินใจเรื่องต่างๆ เพียงลำพังก็กัดฟันจนฟันแทบจะแตก ชีวิตของสารถีมันไม่ใช่ชีวิตหรืออย่างไร
แต่ในขณะที่มืออันเย็นเฉียบของเขากำลังจะแข็งจนชา ฉินเหยาก็จับเขากระชากออกไปแล้วรับแส้ม้ามาแทน “ไปให้พ้น!”
หลิวจี้รู้สึกราวกับว่าบุปผานานาพรรณเบ่งบานอยู่ตรงหน้า แสงอาทิตย์อันอบอุ่นในฤดูใบไม้ผลิสาดส่องลงมาในหัวใจของเขา น้ำแข็งทั้งหลายละลายไปจนสิ้น
“เมียจ๋า คำว่า ไปให้พ้นของเจ้าคำนี้ เป็นคำว่าไปให้พ้นที่ข้าเคยได้ยินมาแล้วไพเราะที่สุด” ก่อนจะมุดเข้าตัวรถม้าไปก็ยังไม่ลืมที่จะพูดจาเล่นลิ้น
ฉินเหยาจนปัญญาจริงๆ แล้ว นางส่ายหน้าหัวเราะอย่างจนใจแล้วสะบัดแส้ทีหนึ่งเพื่อเร่งความเร็วขึ้น ในชั่วพริบตาก็ตามทันรถม้าของตระกูลฉีที่อยู่ด้านหน้า
อากาศเป็นไปตามที่นางคาดการณ์ไว้ พอถึงช่วงบ่ายแก่ๆก็รู้สึกได้ชัดเจนว่าความหนาวเย็นยิ่งทวีความรุนแรงขึ้น
โชคดีที่ก่อนฟ้าจะมืด ทุกคนก็เดินทางถึงสถานีพักม้าหลวงที่ใหญ่ที่สุดในละแวกนั้นได้โดยสวัสดิภาพ
อาศัยบารมีของตระกูลฉี หลิวจี้และฉินเหยาจึงได้เข้าพักในสถานีพักม้าของทางการที่คนธรรมดาสามัญทำได้เพียงมองอยู่ไกลๆ ไม่กล้าเข้าใกล้เป็นครั้งแรก
เนื่องจากเป็นโรงเตี๊ยมที่ใหญ่ที่สุดระหว่างทางจากอำเภอไคหยางไปยังเมืองหลวงของมณฑล ภายในโรงเตี๊ยมไม่เพียงแต่มีห้องพักชั้นเลิศ ยังมีโรงอาบน้ำให้แช่น้ำได้อีกด้วย
หลิวจี้โอบไหล่ศิษย์พี่ตัวน้อย อาศัยบารมีผู้อื่นเรียกคนรับใช้ในโรงเตี๊ยมมาสอบถามขั้นตอน คนรับใช้เอ่ยก็อย่างระมัดระวังว่า
“แขกผู้สูงศักดิ์ไปรับป้ายที่ทางเข้าห้องอาบน้ำในสวนด้านหลังก่อน หากจำนวนคนมากกว่าห้าคน ห้องครัวจะรีบต้มน้ำร้อนทันที แขกทุกท่านก็สามารถนำป้ายเข้าไปแช่น้ำในโรงอาบน้ำได้แล้วขอรับ”
การแช่น้ำมิใช่เพียงแค่แช่น้ำร้อนธรรมดาๆ จะต้องรักษาอุณหภูมิไว้ด้วย ดังนั้นจึงต้องเติมน้ำร้อนเข้าไปอย่างต่อเนื่อง อีกทั้งขณะนี้เป็นฤดูหนาว หากเป็นความต้องการของคนเพียงคนเดียว การสิ้นเปลืองฟืนมากถึงเพียงนั้นก็ดูจะฟุ่มเฟือยเกินไป
แต่เงื่อนไขห้าคนนั้น สำหรับเหล่าผู้สูงศักดิ์ที่มีผู้ติดตามมาด้วยก็เท่ากับไม่มีความหมายอันใด
ฉีเซียนกวนกำลังลังเลอยู่ว่าการทำเช่นนี้จะดูโอ้อวดจนเกินไปหรือไม่ หลิวจี้ก็เดินไปยังหน้าประตูห้องอาบน้ำแล้ว ไม่รู้ว่าเขาทำได้อย่างไร รวบรวมป้ายอาบน้ำมาได้ตะกร้าหนึ่งแล้วแจกจ่ายให้แขกทุกคนในโรงเตี๊ยมจนทั่ว
ดังนั้น ด้วยคำร้องขอของแขกทั้งหลาย โรงอาบน้ำจึงเปิดให้บริการอย่างเต็มที่ น้ำร้อนถูกเติมลงในสระ การแช่น้ำจึงกลายเป็นเรื่องที่สมเหตุสมผลไปโดยปริยาย
“ท่านอาจารย์ ไปๆๆ! เก็บเสื้อผ้าเร็วเข้า พวกเราไปแช่น้ำกัน!”
กงเหลียงเหลียวที่กำลังรับประทานอาหารเย็นอยู่ในห้อง ข้าวคำหนึ่งเพิ่งจะเข้าปากก็ถูกหลิวจี้ที่พุ่งเข้ามาดุจสายลมลักพาตัวไป
หลังจากเสียงดังโครมครามครู่หนึ่ง ในห้องก็เหลือเพียงตะเกียบหยกคู่หนึ่งที่ตกอยู่บนพื้น