ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว - ตอนที่ 371 รูปโฉมนั้นช่างเย้ายวนใจนัก
- Home
- ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว
- ตอนที่ 371 รูปโฉมนั้นช่างเย้ายวนใจนัก
ตอนที่ 371 รูปโฉมนั้นช่างเย้ายวนใจนัก
เมื่อมาถึงโรงอาบน้ำ ด้านในก็มีคนแช่อยู่หลายคนแล้ว ยังมีเถ้าแก่และพ่อค้าเร่ที่พักอยู่ข้างๆ ที่เมื่อได้ยินข่าวจึงจ่ายเงินเปิดประตูหลังเข้ามาเพื่อมาเปิดหูเปิดตาโดยเฉพาะ
ภายในห้องอบอวลไปด้วยไอน้ำร้อน เมื่อสวมเสื้อผ้าฝ้ายหนาๆ เข้ามา ไม่นานเหงื่อก็ออก
หลิวจี้แบกกงเหลียงเหลียวเดินนำหน้าไปก่อน ส่วนฉีเซียนกวนซึ่งตามมาด้านหลังนั้นเอาแต่เหลียวซ้ายแลขวาท่าทางมีพิรุธ ด้วยในอกบังเกิดความร้อนตัวขึ้นอย่างประหลาด
ถัดไปอีกก็คือสือโถวและผู้คุ้มกันอีกหนึ่งคน ในมือถือผ้าครึ่งพับ สองมุมผูกติดกับท่อนไม้ หาที่ที่คนน้อยๆ แล้วกางผ้าลงไปในสระน้ำก็ได้เป็นม่านสำหรับบังตา
เมื่อถึงขั้นตอนนี้ ฉีเซียนกวนจึงค่อยรู้สึกสบายใจขึ้นบ้าง เขาถอดเสื้อผ้าลงไปในสระน้ำอุ่นๆ พอเงยหน้าขึ้น หลิวจี้และท่านอาจารย์กงเหลียงเหลียวก็เปลือยกายเหลือเพียงกางเกงขาสั้นตัวเดียว นั่งอยู่บนขั้นบันไดในสระ ดื่มชาสมุนไพรเย็น กินเนื้อตุ๋นซีอิ๊วหั่นแผ่นที่คนรับใช้ยกมาให้อย่างสุขสำราญนานแล้ว
ฉีเซียนกวนพลันนึกสนุกขึ้นมาอย่างประหลาด เอ่ยถามขึ้นว่า “ศิษย์น้อง ฮูหยินเล่า? พวกเราแช่น้ำสุขสบายอยู่ที่นี่ ทิ้งให้ฮูหยินอยู่คนเดียวในห้องพักแขก ไม่ค่อยดีกระมัง”
หลิวจี้ที่กำลังเคี้ยวเนื้อตุ๋นซีอิ๊วอยู่ในปากตัวแข็งทื่อทันที เขาทิ้งถ้วยชาแล้วกระโจนออกจากสระ “ท่านอาจารย์ ข้าไปประเดี๋ยวก็กลับมาขอรับ!”
เขาคว้าเสื้อคลุมตัวนอกที่แขวนอยู่บนผนัง สวมเสื้อผ้าไปพลางก็รีบวิ่งออกไป ชั่วพริบตาเงาร่างก็หายลับไปแล้ว ทิ้งให้ฉีเซียนกวนมองตามอย่างตกตะลึง
เมื่อเผชิญหน้ากับสายตาอันตรายของกงเหลียงเหลียว ฉีเซียนกวนก็อธิบายเสียงเบา “ท่านอาจารย์ ข้าเพียงแค่พูดลอยๆ เท่านั้น ศิษย์น้องไม่จำเป็นต้องมีปฏิกิริยาใหญ่โตถึงเพียงนี้กระมัง…”
กงเหลียงเหลียวถอนหายใจ “เฮ้อ” ซานเอ๋อร์ไม่อยู่ ที่เหลืออยู่แต่ละคนก็เอาแต่ทำหน้าตาเคร่งขรึมจริงจัง ช่างน่าเบื่อเสียจริง
แต่ก็มิได้ปล่อยให้เขาเบื่อหน่ายนานนัก ซานเอ๋อร์กลับมาอย่างรวดเร็ว ถอดเสื้อผ้าพลางกระโดดลงสระน้ำดังตู้ม หัวเราะแล้วพูดว่า “เรียบร้อยๆ ทีนี้พวกเราก็ค่อยๆ แช่กัน ไม่ต้องรีบร้อนแล้ว”
ในขณะเดียวกัน ประตูห้องของฉินเหยาก็ถูกคนรับใช้เคาะ นางลุกขึ้นไปเปิดประตู คนรับใช้ยิ้มอย่างเอาอกเอาใจ “มาส่งน้ำร้อนให้ฮูหยินขอรับ”
พูดจบก็โบกมือ คนรับใช้สองคนที่ถือถังน้ำร้อนอยู่ด้านหลังก็เดินเข้ามาในห้อง เติมน้ำจนเต็มอ่างอาบน้ำแล้วปิดประตูล่าถอยออกไป
ฉินเหยาเลิกคิ้วขึ้น “นับว่าเจ้าหมอนั่นยังรู้ความอยู่”
การแช่น้ำในสระใหญ่นั้นย่อมสบายกว่าก็จริง แต่ที่นี่มิได้มีสระสำหรับสตรี ดังนั้นสามารถใช้อ่างอาบน้ำแทนได้ก็ไม่เลว
ด้านนอกมีเกล็ดหิมะโปรยปรายเล็กน้อย ในห้องมีเตาถ่านลุกโชนอยู่สองเตาจึงไม่หนาวเลยแม้แต่น้อย ฉินเหยาแช่ตัวอยู่ในน้ำร้อน เผยให้เห็นเพียงหัวไหล่และศีรษะ ร่างกายค่อยๆ ผ่อนคลายลง
ความเหนื่อยล้าตลอดทั้งปีนี้ราวกับได้รับการเยียวยาจากน้ำร้อนถังนี้แล้ว
กลับไปที่บ้านก็ควรจะตั้งอ่างอาบน้ำไว้สักใบ ว่างๆ จะได้แช่น้ำเล่น ฉินเหยาคิดในใจ พลางหลับตาลง ดื่มด่ำกับความสบายจากไออุ่นของน้ำอย่างเต็มที่
จนกระทั่งเสียงฝีเท้าดังมาจากนอกประตู นางที่ดูเหมือนจะหลับไปแล้วจึงได้ลืมตาขึ้น
ประตูถูกผลักออก เนื่องจากนางลงกลอนประตูไว้จึงผลักไม่เข้า
หลิวจี้ที่อยู่ด้านนอกประตูเอียงหูฟัง เห็นว่าในห้องไม่มีเสียงก็นึกว่านางหลับไปแล้วจึงเรียกด้วยเสียงแผ่วเบาเหมือนพวกหัวขโมยว่า “เมียจ๋า เมียจ๋า เจ้าเปิดประตูหน่อย”
ฉินเหยาที่อยู่ในอ่างอาบน้ำพลันนึกเรื่องหนึ่งขึ้นได้ คืนนี้นางกับหลิวจี้ดูเหมือนจะต้องพักในห้องดียวกัน
“เมียจ๋า เมียจ๋า เจ้าเปิดประตูหน่อย…”
ในห้องมีเสียงเอี๊ยดอ๊าดดังขึ้น ประตูก็เปิดออก ฉินเหยาที่แต่งกายเรียบร้อย ศีรษะโพกผ้าก็ปรากฏกายขึ้นตรงหน้า ทำเอาหลิวจี้ไม่ทันตั้งตัวตกใจจนผงะถอยหลังไปก้าวใหญ่
พอตั้งสติได้ก็หัวเราะให้กับความขี้ขลาดของตนเอง ด้านนอกอากาศหนาว ในห้องกลับอบอุ่นยิ่งนัก เขารีบมุดเข้าประตูแล้วลงกลอนอย่างรู้หน้าที่
วางเสื้อผ้าสกปรกที่เปลี่ยนออกมาไว้บนโต๊ะ ถอดเสื้อคลุมตัวนอกออกอย่างคล่องแคล่ว ผมยาวสลวยดุจน้ำตกที่เพิ่งจะอบจนแห้งก็สยายลงมา ดวงตาเหลือบมองไปยังเตียงนอนหลังนั้นก็เลิกผ้านวมหนาๆ ขึ้นแล้วล้มตัวลงนอนทันที
“เมียจ๋า ขึ้นเตียงเถอะ” หลิวจี้ยังขยับเข้าไปด้านในอีกหน่อยเพื่อเว้นที่ให้นาง
ฉินเหยามองเขาแล้วก็อดหัวเราะให้ตัวเองไม่ได้ “เจ้ามีสิทธิ์นอนเตียงของข้างั้นรึ”
หลิวจี้ดึงผ้านวมขึ้นคลุมโปง ไม่ได้ยินๆ เขาไม่ได้ยิน…
“พรึ่บ” เสียงหนึ่งดังขึ้น ผ้านวมก็ถูกกระชากออกอย่างไร้ปรานี ความเย็นยะเยือกพัดเข้ามา หลิวจี้หนาวจนกระโดดลงจากเตียง รีบคว้าเสื้อนวมที่เพิ่งถอดออกเมื่อครู่มาห่มกาย มองนางอย่างน่าสงสารและไร้เดียงสา “เมียจ๋า เจ้าช่างใจร้ายใจดำนัก”
ฉินเหยาเหลือบมองเขา รูปโฉมนั้นช่างเย้ายวนใจนัก คนทั่วไปเกรงว่าจะฝืนทำใจแข็งไม่ไหว
แต่นางไม่ใช่คนทั่วไป!
นางยกผ้านวมขึ้นมาสะบัดๆ อย่างรังเกียจ เมื่อสะบัดเอากลิ่นที่ติดอยู่ออกจนหมดแล้วจึงค่อยล้มตัวลงนอนบนเตียง
“ให้เวลาเจ้าหนึ่งเค่อ หลังหนึ่งเค่อข้าจะดับไฟนอน ห้ามมีเสียงดังแม้แต่น้อย”
พูดจบก็หลับตาลง นอนหลับไป
หลิวจี้ยืนนิ่งอยู่ที่เดิม ดวงตาเบิกกว้างอย่างน้อยเนื้อต่ำใจ แต่ก็ไม่กล้าเสียเวลา รีบเรียกคนรับใช้ให้ยกฟูกที่นอนมาให้ชุดหนึ่ง เอาแบบหนาๆ!
ครบหนึ่งเค่อก็ดับไฟตรงเวลา
ยามดึก เสียงลมและหิมะด้านนอกเริ่มดังแรงขึ้น คนบางคนบนพื้นทำเสียงกุกกักแล้วปีนขึ้นเตียง
ได้ยินเพียงเสียงร้องโหยหวนเสียงหนึ่งแล้วทุกอย่างก็กลับคืนสู่ความสงบอีกครั้ง
วันรุ่งขึ้นเมื่อฟ้าสาง สองสามีภรรยาก็ลงจากชั้นบนมาพร้อมกันเพื่อรับประทานอาหารเช้ากับฉีเซียนกวนและคนอื่นๆ
เมื่อสายตาเหลือบไปเห็นใบหน้าของหลิวจี้ ดวงตาของฉีเซียนกวนก็เบิกกว้างขึ้นทันที “ศิษย์น้อง ตาของเจ้าเหตุใดจึงบวมเช่นนี้”
กงเหลียงเหลียวได้ยินก็เงยหน้ามองไปเช่นกัน ชายชราลมหายใจสะดุด เกือบจะสำลักอาหารจนตาย สือโถวรีบตบหลังลูบหน้าอกเขาแล้วยื่นน้ำร้อนให้ ชายชราจึงค่อยยังชั่ว รีบดึงศิษย์น้อยที่เตรียมจะซักไซ้ไล่เลียงเอาไว้แล้วเอ่ยว่า “เรื่องในบ้านของผู้อื่น อย่าได้ถามให้มากความ”
ฉีเซียนกวนร้อง “อ้อ” ออกมาอย่างงุนงง แต่ก็ยังอดที่จะเหลือบมองอีกสองสามครั้งไม่ได้ เห็นเพียงใบหน้างดงามของหลิวจี้ดวงนั้น ดวงตาดอกท้อที่เคยส่องประกายเจิดจ้า บัดนี้กลับบวมเป่งขึ้นมาข้างหนึ่ง
แม้ว่าเจ้าตัวจะหาผ้าปักลายชิ้นหนึ่งมาผูกไว้ทำเป็นผ้าปิดตา แต่ก็มีช่องโหว่มากเกินไป คนอื่นมองปราดเดียวก็เห็น
ประกอบกับท่าทีที่พยายามปกปิดอย่างสุดกำลัง แสร้งทำเป็นเคร่งขรึมเยือกเย็น ฉีเซียนกวนจึงหลุดหัวเราะออกมาเสียงดัง
สือโถวถอนหายใจอย่างจนใจ คุณชายของพวกเขามักจะไม่หัวเราะ เว้นเสียแต่จะอดไม่ไหวจริงๆ!
ผู้ที่ถูกหัวเราะเยาะกลับทำหน้าตาเฉยเมย คีบกับข้าวที่เมียจ๋าของตนไม่ชอบกินออก วางของที่เลือกแล้วไว้ตรงหน้านาง “เมียจ๋าเจ้ากินเยอะๆ หน่อยนะ” ราวกับว่าทุกอย่างไม่เกี่ยวข้องกับตนเองเลยสักนิด
ฉินเหยารับประทานอาหารเช้าเสร็จอย่างสงบนิ่ง เมื่อเห็นหิมะขาวบนพื้นละลายหมดแล้ว ทุกคนก็ออกเดินทาง
ครึ่งทางที่เหลือหลังจากนี้ไม่มีโรงเตี๊ยมที่สะดวกสบายเช่นนั้นให้พักอีกแล้ว สองคืนต่อมาจึงล้วนพักแรมในโรงเตี๊ยมธรรมดา สภาพแวดล้อมเรียบง่าย อ่างไฟไม่เพียงพอ ราคาก็ยังแพง หลิวจี้ยังคงนอนกับพื้น
ในที่สุดก็ทนมาจนถึงเมืองหลวงของมณฑล ตลอดทางมิได้พบเจอโจรผู้ร้ายขวางทาง ทุกคนจึงค่อยถอนหายใจอย่างโล่งอก
พอเข้าเมืองมาได้ก็มีเจ้าหน้าที่ของทางการส่งคนวิ่งไปแจ้งต่อผู้ว่าการเฮ่อ ทางตระกูลเฮ่อจึงส่งคนมารับฉีเซียนกวน ทั้งยังเชิญสองสามีภรรยาฉินเหยาที่เดินทางมาด้วยกันให้ไปพักที่จวนชั่วคราวด้วย
ฉีเซียนกวนมองฉินเหยาอย่างคาดหวัง “ฮูหยิน ท่านก็ไปกับพวกเราเถิดนะขอรับ”
หลิวจี้อยากจะตอบตกลงมาก จะได้ประหยัดค่าห้องพักแขกไปได้หลายคืนทีเดียว!
แต่เขามิอาจตัดสินใจได้
ฉินเหยายืนกรานว่า “มาอย่างเร่งรีบยังมิได้จัดเตรียมสิ่งใด หากไปเยือนอย่างกะทันหันเกรงว่าจะเสียมารยาท รอให้พวกเราไปจัดการเรื่องที่พักที่โรงเตี๊ยมให้เรียบร้อยเสียก่อนแล้วจึงจะส่งเทียบเชิญไปขอเยี่ยมเยียนอย่างเป็นทางการ”
พูดจบก็หันไปอธิบายกับคนรับใช้ของบ้านตระกูลเฮ่อที่มารับอีกครั้งหนึ่ง อีกฝ่ายแสดงความเข้าใจ ไม่ยืนกรานที่จะเชิญชวนอีกต่อไป
ทั้งสองฝ่ายแยกทางกันชั่วคราว มองตามฉีเซียนกวนและคนอื่นๆ เดินจากไปไกลลิบแล้ว ฉินเหยาจึงค่อยละสายตากลับมา ให้หลิวจี้ขับรถม้าไปหาโรงเตี๊ยมเพื่อพักแรม