ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว - ตอนที่ 372 หม้อเดียวไม่พอกิน
ต
อนที่ 372 หม้อเดียวไม่พอกิน
ช่วงสิ้นปี กิจการของโรงเตี๊ยมในเมืองหลวงของมณฑลคึกคักเป็นอย่างยิ่ง สองสามีภรรยาฉินเหยาถามโรงเตี๊ยมระดับปานกลางติดต่อกันสามแห่งก็ไม่มีห้องพักแขกธรรมดาให้เลือกเลย มีแต่เตียงรวม หรือไม่ก็ห้องอักษรเทียนชั้นหนึ่งที่หรูหราสุดๆ
ครั้งนี้ไม่มีฉีเซียนกวนเลี้ยง ฉินเหยาจึงยึดหลักว่าอะไรควรจ่ายก็จ่าย อะไรควรประหยัดก็ประหยัด นางโบกมืออย่างเด็ดขาด “ไปโรงเตี๊ยมถัดไป!”
นางไม่เชื่อหรอกว่า แค่หาโรงเตี๊ยมพักมันจะยากเย็นถึงเพียงนั้น
หลิวจี้ในอกเสื้อแทบไม่มีเงินสักอีแปะจึงมิมีสิทธิ์มีเสียง ได้แต่ก้มหน้ารับชะตากรรมขับรถม้าฝ่าลมหนาวตระเวนไปในเมืองต่อไป
เมืองหลวงของมณฑลแห่งนี้ แม้นตั้งอยู่ทางใต้มากกว่าอำเภอไคหยาง ทว่าอุณหภูมิกลับต่ำกว่ามาก ด้วยในเมืองมีแม่น้ำไหลผ่าน ไอชื้นจึงลอยขึ้นมาทำให้ยิ่งรู้สึกถึงความหนาวเหน็บที่เสียดแทงเข้ากระดูก
หลังจากพลาดจากโรงเตี๊ยมอีกสองแห่ง ในที่สุดสองสามีภรรยาก็พบห้องพักแขกธรรมดา ณ โรงเตี๊ยมที่เคยเข้าพักเมื่อครั้งมาพำนักระยะยาวในเมืองหลวงของมณฑลครั้งแรกและเข้าพักได้สำเร็จ
ทว่ากว่าจะจัดการทุกอย่างลงตัวก็ล่วงเข้ายามเย็นแล้ว
ฉินเหยารีบใช้หลิวจี้ให้ออกไปส่งเทียบเชิญ พรุ่งนี้จะได้ไปเยี่ยมเยียนถึงจวน
นางอยู่คนเดียวในโรงเตี๊ยม จัดเตรียมของขวัญปีใหม่ที่นำมา
ไข่ไก่บ้านสองตะกร้ายังคงอยู่ในสภาพดีไม่เสียหาย เขากวางและเห็ดหลินจือก็ยังคงอยู่ในกล่องของขวัญอย่างดี มีเพียงไก่บ้านอ้วนๆ สี่ตัวนั้น ที่ถูกความหนาวจนตัวแข็ง ดูซึมเซาอยู่บ้าง ฉินเหยารู้สึกว่าพวกมันคงจะไม่รอดชีวิตในคืนนี้
นางใช้ข้าวสารล่ออยู่ครู่หนึ่ง หวังให้พวกมันวิ่งไล่กันเพื่อให้เลือดลมไหลเวียน ครั้นผ่านไปหนึ่งเค่อ ไก่ทั้งสี่ในกรงกลับมิยอมออกจากกรงแม้แต่น้อย ยังคงซุกตัวอยู่บนกองฟางในกรง ดวงตาปิดสนิทอย่างอ่อนแรง
“หากยังขี้เกียจอีก คืนนี้มารดาผู้นี้จะเชือดพวกเจ้าให้หมด!” ฉินเหยาข่มขู่
ไก่สี่ตัว “…”
เห็นได้ชัดว่า คำขู่นี้ใช้ได้ผลกับหลิวจี้ที่ฟังภาษาคนรู้เรื่องเท่านั้น
ด้านหลังพลันมีเสียงฝีเท้าแผ่วเบาพร้อมเสียงฮัมเพลงดังส่งมา ฉินเหยาหันกลับไปมอง เห็นว่าเป็นหลิวจี้ที่กลับมาหลังจากส่งเทียบเชิญแล้ว ในมือถือถุงซาลาเปาอุ่นๆ ส่งยิ้มมาให้
สองสามีภรรยาสบตากันปราดหนึ่ง สีหน้าของฉินเหยากลับยิ่งดูน่าเกลียดขึ้น
หลิวจี้เหลือบมองนางอย่างสงสัย “เมียจ๋า วันนี้ข้าไม่ได้ยั่วโมโหเจ้าใช่หรือไม่”
เขาก็แค่ใช้เงินของตนเองซื้อซาลาเปาไส้เนื้อมาสองสามลูก ไม่ถึงกับทำให้นางขุ่นเคืองใจด้วยเรื่องเล็กน้อยเพียงเท่านี้กระมัง
ฉินเหยาฉวยถุงกระดาษจากมือเขาไปอย่างเป็นธรรมชาติ ยัดชามข้าวในมือตนใส่มือของหลิวจี้ “ถ้าวันนี้ไก่สี่ตัวนี้ยังไม่ออกจากกรงมาวิ่งเล่นให้มีชีวิตชีวาอีก คืนนี้ข้าจะฆ่าเจ้า!”
หลิวจี้ฟังภาษาคนรู้เรื่อง ทันใดนั้นก็ตัวสั่นสะท้าน แต่ไม่นานก็อดหัวเราะออกมาเสียงดังไม่ได้ “ฮ่าๆๆ ที่แท้ก็เป็นไก่สี่ตัวนี้นี่เองที่ทำให้เมียจ๋าไม่พอใจ ข้าตกใจแทบแย่”
ส่วนคำพูดของนางที่ว่าจะฆ่าเขานั้น หลิวจี้แสดงท่าทีว่าเขาฟังจนหูชาไปนานแล้ว นางรักเขาที่สุด นางไม่ทำเช่นนั้นหรอก!
“เมียจ๋า เจ้าเข้าไปในห้องพักให้ร่างกายอบอุ่นเถิด กินซาลาเปาสักสองลูกรองท้องเสียหน่อย ซาลาเปาเนื้อนี่หอมอร่อยยิ่งนัก ส่วนเจ้าพวกสัตว์ไม่รักดีเหล่านี้มอบให้ข้าจัดการเอง” หลิวจี้ยิ้มหล่อเหลาอย่างมั่นใจในตัวเอง สะบัดชายเสื้อคลุมยาวแล้วนั่งยองๆ ลงหน้ากรงไก่
“กุ๊กๆๆ…” เขาเรียกพลางโปรยข้าวสารให้
ฉินเหยาเปิดประตูห้องพักแขกทิ้งไว้ นางนั่งกินซาลาเปาเนื้ออยู่ในห้องพลันรู้สึกว่าโลกทั้งใบช่างงดงามยิ่งนัก
หากหลิวจี้เชื่อฟังเช่นนี้ตลอดไป นางก็ไม่รังเกียจที่จะให้รางวัลเขา ให้เขาได้ลิ้มรสความหวานบ้าง
น่าเสียดาย…
“เมียจ๋า ไก่ตัวนี้ดูเหมือนจะตัวแข็งเสียแล้ว” หลิวจี้หิ้วแม่ไก่แก่ที่นอนนิ่งไม่ไหวติง ดวงตาทั้งสองปิดสนิทตัวหนึ่งมาแจ้งอย่างร้อนใจ
ฉินเหยากุมขมับสูดลมหายใจเข้าลึกๆ ในช่วงฤดูหนาวเดือนสิบสอง คำพูดที่ออกจากปากนางยิ่งฟังดูเย็นเยียบกว่า “ตุ๋นเสีย”
หลิวจี้ฉีกยิ้มกว้าง รีบนำไก่ที่เพิ่งจะแข็งตายตัวนี้ไปยังห้องครัวของโรงเตี๊ยมทันที
โชคดีอย่างยิ่ง สามตัวที่เหลือ ในที่สุดก็ถูกอาหารล่อให้ออกจากกรงมาได้ พวกมันถูกหลิวจี้ไล่ต้อนวิ่งไปทั่วลาน ในที่สุดก็กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง
ยามค่ำคืน สองสามีภรรยาซดน้ำแกงไก่รสโอชาพลางมองไก่บ้านอีกสามตัวที่ยังคงกระโดดโลดเต้นอยู่ในมุมห้องแล้วขมวดคิ้วเล็กน้อยพร้อมใจกันกล่าวขึ้นว่า
“สามตัวไม่เป็นมงคล หรือจะฆ่าอีกสักตัวดี?”
สบตากันแล้วแย้มยิ้ม ทุกสิ่งกระจ่างชัดโดยมิต้องเอื้อนเอ่ยคำใด
ฉินเหยากระเพาะใหญ่นัก น้ำแกงไก่หม้อเดียวไม่พอกินเลยแม้แต่น้อย ยามดึกสงัดหลิวจี้จึงตุ๋นอีกตัวให้นางกินเป็นมื้อว่างยามดึก พอกินดื่มอิ่มหนำแล้วจึงนอนหลับไปอย่างพึงพอใจ
หลิวจี้ปูที่นอนกับพื้นอย่างรู้ตัว ดวงตาเพิ่งจะหายดี เขาไม่อยากกลายเป็นมังกรตาเดียวเมื่อต้องไปพบปะผู้สูงศักดิ์ในวันพรุ่ง
ในเทียบเชิญระบุไว้ว่าจะไปถึงในยามอู่ เพื่อให้เจ้าบ้านมีเวลารับประทานอาหารเช้าและยังสามารถหลีกเลี่ยงมื้อเย็นได้อีกด้วย
เมื่อนอนหลับเต็มอิ่มตื่นขึ้นมา สองสามีภรรยาก็จัดการแต่งกายให้เรียบร้อย ฉินเหยาอุ้มกล่องของขวัญ หลิวจี้มือซ้ายหิ้วกรงไก่ มือขวาถือตะกร้าไข่ ทั้งสองออกจากห้องพักแขกอย่างติดดินยิ่งนัก เตรียมตัวไปคารวะผู้ว่าการเฮ่อที่จวน
ทั้งสองเพิ่งจะเดินพ้นประตูโรงเตี๊ยม รถม้าสีเขียวอมฟ้าคันหนึ่งที่ดูเรียบง่ายก็จอดลงเบื้องหน้าโรงเตี๊ยมในขณะเดียวกัน
บนรถม้ามีศีรษะเล็กๆ ศีรษะหนึ่งโผล่ออกมา เป็นเด็กหญิงสวมหมวกขนปุยรูปหัวกระต่าย ผิวขาวอมชมพู หน้าตาน่ารักน่าเอ็นดู
“ข้าจำท่านได้นะ ฝีพายหญิงจอมพลัง!” เฮ่อจางหัวกล่าวพลางหัวเราะร่า
ฉีเซียนกวนมุดตัวออกมาจากรถม้าในภายหลัง เอ่ยเรียก “ฮูหยิน ศิษย์น้อง” ฉินเหยาจึงกล้าเชื่อมโยงคำพูดของเด็กหญิงตัวน้อยเมื่อครู่เข้ากับตนเอง
“ศิษย์พี่ ท่านมารับพวกเราหรือ” หลิวจี้เอ่ยถามอย่างตื่นเต้น
ฉีเซียนกวนพยักหน้าพลางแนะนำเด็กหญิงข้างกายให้สองสามีภรรยา “ลูกพี่ลูกน้องของข้า เฮ่อจางหัว”
สองสามีภรรยาประสานมือคารวะอย่างสุภาพพร้อมกัน “คุณหนูเฮ่อ”
“มิต้องเกรงใจ ขึ้นรถมาเถิด ข้ากับญาติผู้พี่ได้รับคำสั่งจากท่านแม่ให้มารับพวกท่าน” เฮ่อจางหัวไม่มีท่าทีถือตัวแบบคุณหนูเลยแม้แต่น้อย ราวกับเป็นเด็กหญิงข้างบ้านที่กระตือรือร้น ดวงตาทั้งสองข้างกลมโตจับจ้องมองสองสามีภรรยาฉินเหยาอย่างพิจารณา
เมื่อเห็นหลิวจี้ ดวงตาก็ฉายแววตกตะลึงในความงามไปวูบหนึ่ง แต่ไม่นานก็ถูกไก่ในกรงดึงดูดความสนใจไป
ฉีเซียนกวนกล่าวอย่างค่อนข้างภาคภูมิใจ “นี่เป็นไก่ที่ชาวบ้านใช้แมลงที่จับเองเลี้ยงจนโตเชียวนะ”
เฮ่อจางหัวขมวดคิ้ว นี่มีอะไรน่าอวดกัน!
แต่ในใจก็ยังอดที่จะอิจฉาไม่ได้
เมื่อคืนได้ยินฉีเซียนกวนเล่าให้ท่านแม่ฟังว่าเขาอยู่ที่หมู่บ้านตระกูลหลิว ทั้งยังสร้างเรือนปทุมที่เป็นของตนเองขึ้นหลังมาหนึ่ง นางอิจฉาจนแทบจะร้องไห้ออกมาอยู่แล้ว
พอได้ยินฉีเซียนกวนพูดอีกว่าฮูหยินของศิษย์น้องของเขาคือหญิงจอมพลังที่ช่วยให้นางชนะการแข่งเรือมังกรได้ที่หนึ่งในวันเทศกาลแข่งเรือมังกร เช้านี้นางจึงยิ่งอดรนทนไม่ไหว ร้องขอท่านแม่ให้อนุญาตให้นางออกมาต้อนรับแขก เพียงเพื่อจะได้พบหน้าอีกฝ่ายเร็วขึ้นอีกหน่อย
เนื่องจากเฮ่อจางหัวเป็นเด็กหญิง หลิวจี้จึงอยู่ด้านนอกรถม้าอย่างรู้ความ มีเพียงฉินเหยาและฉีเซียนกวนเท่านั้นที่นั่งอยู่ในตัวรถม้า
ดวงตาของเฮ่อจางหัวจับจ้องอยู่ที่ฉินเหยาแล้วเอ่ยถามนางอย่างคาดหวัง “ฮูหยิน ท่านยังจำข้าได้หรือไม่”
ฉินเหยาพยักหน้า “แน่นอนว่าจำได้”
“พวกเราช่างมีวาสนาต่อกันยิ่งนัก” เฮ่อจางหัวกล่าวอย่างค่อนข้างตื่นเต้น “ไม่คาดคิดว่าท่านไม่เพียงแต่ช่วยให้ข้าชนะได้ที่หนึ่ง ยังช่วยญาติผู้พี่ของข้ากับตาเฒ่ากงเหลียงเหลียวนั่นไว้ด้วย”
ตาเฒ่านั่นอย่างนั้นรึ ฉินเหยาแอบยกมุมปากขึ้นเล็กน้อย คำเรียกนี้น่าสนใจอยู่บ้าง
ฉีเซียนกวนมองเฮ่อจางหัวอย่างไม่พอใจ “ห้ามกล่าววาจาล่วงเกินท่านอาจารย์เช่นนี้”
“นั่นเป็นท่านอาจารย์ของท่าน มิใช่ท่านอาจารย์ของข้าเสียหน่อย เขาไปพูดว่าร้ายข้ากับท่านพ่อ ข้าเรียกเขาว่าตาเฒ่าแล้วจะทำไม” ที่เฮ่อจางหัวทำคือเกลียดเรือนลามไปจนถึงอีกาบนเรือนด้วย พลอยทำให้มองฉีเซียนกวนศิษย์ของมหาบัณฑิตผู้นี้ไม่รื่นตาไปด้วย
ลูกพี่ลูกน้องทั้งสองโต้เถียงกันอีกครั้ง ฉินเหยาได้แต่มองดูแต่ไม่พูดอะไร
ในที่สุด รถม้าก็หยุดลงหน้าประตูข้างของจวนตระกูลเฮ่อ สารถีเอ่ยว่า “คุณหนู คุณชายน้อย ถึงแล้วขอรับ”
สองลูกพี่ลูกน้องที่กำลังโต้เถียงกันเพิ่งจะรู้สึกตัวขึ้นมาได้ว่าแขกยังอยู่ด้วย
ฉีเซียนกวนกลับมิได้ใส่ใจเท่าใดนัก อย่างไรเสียเขากับสองสามีภรรยาฉินเหยาก็สนิทสนมคุ้นเคยกันดีอยู่แล้ว
เฮ่อจางหัวรู้สึกกระดากอายเล็กน้อย ตลอดทางที่นำแขกเข้าประตูไป นางจึงมิกล้าเอ่ยคำใดมากนัก