ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว - ตอนที่ 373 สตรีสามารถเข้าร่วมกองทัพได้
- Home
- ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว
- ตอนที่ 373 สตรีสามารถเข้าร่วมกองทัพได้
ตอนที่ 373 สตรีสามารถเข้าร่วมกองทัพได้
เมื่อนึกถึงตอนที่หลิวจี้เข้าจวนใหญ่ของตระกูลติงในปีนั้น เขายังคงมีท่าทีราวกับคนที่ไม่เคยเห็นโลกภายนอก แม้กระทั่งการเข้าห้องน้ำก็ยังสร้างเรื่องน่าอับอาย
ครั้งนี้ ความหรูหราของตระกูลเฮ่อนั้นเหนือกว่า แต่เขากลับเรียนรู้ที่จะไม่วอกแวกมองไปทางอื่นแล้ว
เมื่อรวมกับกรงไก่และไข่ไก่บ้านที่หิ้วอยู่ในมือกลับเผยให้เห็นถึงความรู้สึกสูงส่งที่หวนคืนสู่สามัญ ชวนให้ฉีเซียนกวนต้องเหลียวมอง
นี่ยังคงเป็นหลิวซานเอ๋อร์คนที่เขารู้จัก คนที่เคยกอดคอเขาแล้วเปลื้องผ้าลงโรงอาบน้ำด้วยกันอยู่หรือไม่
เมื่อมาถึงหน้าประตูทรงแจกันของเรือนสองประสาน ฉีเซียนกวนก็เอ่ยขึ้น “ฮูหยิน ท่านป้าของข้ารอท่านอยู่ที่สวนหลังบ้าน ท่านไปพร้อมกับญาติผู้น้องของข้าเถิด”
ฉินเหยาพยักหน้ารับรู้ เป็นธรรมดาที่บุรุษและสตรีต้องแยกกัน นางส่งสายตาให้หลิวจี้ว่าอย่าได้ทำเรื่องขายหน้า พูดจาในสิ่งที่ไม่ควรพูดออกมา
หากไม่ใช่เพราะรอบข้างมีสาวใช้บ่าวชายและคนรับใช้อยู่มากมาย หลิวจี้ก็คงอยากจะกลอกตาใส่แล้ว
วันนี้ไม่เหมือนวันวาน เขาไม่ใช่ไอ้หนุ่มบ้านนอกคนเดิมอีกต่อไป
ตอนนี้เขาคือศิษย์ของมหาบัณฑิต คือซิ่วไฉหลิวจี้ในอนาคต!
ฉินเหยาถือของขวัญปีใหม่ ไม่รู้จะมอบให้ใคร เฮ่อจางหัวเพียงขยับตัวเล็กน้อยก็มีพ่อบ้านและบ่าวเฒ่าก้าวออกมารับของขวัญปีใหม่จากมือของสองสามีภรรยาไป
บ่าวเฒ่ามองไก่บ้านสองตัวที่เปี่ยมไปด้วยชีวิตชีวาในกรงแล้วลอบตกใจเงียบๆ ของขวัญปีใหม่ที่ติดดินเช่นนี้ ไม่ได้รับมานานมากแล้ว
นางเงยหน้าขึ้นลอบสำรวจสองสามีภรรยาผู้มาเยือน บุรุษมีรูปโฉมหล่อเหลางดงาม มีท่วงท่าสงบนิ่งเป็นธรรมชาติ สวมใส่อาภรณ์เรียบง่าย แต่กลับไม่เห็นร่องรอยของความขลาดกลัวแม้แต่น้อย
อาภรณ์ของสตรีนั้นประณีตกว่าเล็กน้อย แต่ทั่วทั้งร่างกลับมีเพียงกำไลเงินหนึ่งคู่ ไม่มีเครื่องประดับอื่นใดอีก ท่าทีของนางยิ่งสงบนิ่ง ไม่มีความประหม่าใจเสาะของการมาเยือนจวนผู้ว่าการครั้งแรกให้เห็นเลย
ยามที่นางเดินนั้นเชิดหน้าก้าวย่างอย่างองอาจ มีรัศมีน่าเกรงขามยิ่งกว่าเหล่าฮูหยินในเมืองเสียอีก ทำให้ผู้คนไม่กล้าละเลยดูแคลน
การแต่งกายที่เรียบง่าย บรรยากาศที่ไม่ธรรมดา สองสามีภรรยาต่างก็มีกลิ่นอายลึกลับที่ชวนให้ค้นหาอยู่ทั่วร่างจึงทำให้รู้สึกว่าพวกเขาไม่เหมือนคนที่มาจากในป่าเขา
ราวกับ…คู่รักเซียนผู้เร้นกาย เฮ่อจางหัวพลางเงยหน้ามองสตรีข้างกาย ในใจก็คิดจินตนาการไป
เบื้องหน้าด้านขวามีก้อนหินที่ตั้งไว้ประดับริมทาง ฉินเหยามองเห็นเฮ่อจางหัวที่เอาแต่จ้องมองตนเอง กำลังจะเดินไปชนเข้าพอดีจึงยื่นมือออกไปทันที คว้าเอวนางแล้วยกขึ้น วางลงบนทางเดินกว้างขวางด้านซ้าย
การลอยคว้างขึ้นกลางอากาศอย่างกะทันหันทำให้เด็กหญิงตัวน้อยตกใจร้อง “อ๊า” ออกมาเสียงหนึ่ง เมื่อรู้สึกตัว ดวงตาที่เงยขึ้นมองฉินเหยาก็เต็มไปด้วยประกายแห่งความชื่นชม
“ฮูหยิน ท่านมีพลังมหาศาลเช่นนี้มาแต่กำเนิดเลยหรือ ช่างร้ายกาจยิ่งนัก!” เฮ่อจางหัวเอ่ยถามหยั่งเชิงอย่างใคร่รู้
ฉินเหยาพยักหน้าเบาๆ นางจึงถามต่อว่า “ท่านมีพลังพิเศษมาแต่กำเนิดเช่นนี้ เหตุใดไม่ไปสร้างผลงานในสมรภูมิเพื่อเป็นแม่ทัพหญิงเล่า”
ฉินเหยาชะงักไป “แม่ทัพหญิง?” สตรีแคว้นเซิ่งสามารถเข้าสนามรบได้ด้วยหรือ
เฮ่อจางหัวยกมือชี้ไปยังห้องโถงเบื้องหน้าอย่างตื่นเต้น “วันนี้ยังมีแขกอีกท่านหนึ่งมาเยี่ยมคารวะท่านแม่ของข้าด้วย ท่านทายดูสิว่าเป็นผู้ใด”
ฉินเหยาส่ายหน้า คร้านที่จะเดา “ทายไม่ถูก”
เฮ่อจางหัวยิ้มอย่างเจ้าเล่ห์ ทำสีหน้าราวกับว่าหากท่านได้ฟังแล้วจะต้องตกตะลึงเป็นแน่ ก่อนจะลดเสียงลงแล้วกล่าวว่า “คือแม่ทัพมู่หลิง องครักษ์ข้างกายขององค์หญิงใหญ่ ผู้บัญชาการกองทหารองครักษ์หลวงครึ่งหนึ่งของเมืองหลวง”
ไม่รู้เพราะเหตุใด นางสังหรณ์ใจว่าฉินเหยาสามารถเข้าใจตำแหน่งเหล่านี้ได้ ไม่เหมือนชาวบ้านธรรมดาที่ยังต้องให้นางอธิบาย ดังนั้นจึงรอคอยที่จะได้เห็นสีหน้าประหลาดใจของฉินเหยา
ฉินเหยาเองก็แสดงสีหน้าตกตะลึงออกมาสมดั่งใจนาง “แม่ทัพมู่หลิงผู้นี้ เป็นสตรีหรือ”
เฮ่อจางหัวพยักหน้าอย่างคลั่งไคล้ นางชื่นชมสตรีที่เก่งกาจเหล่านี้ที่สุดและตั้งปณิธานไว้ว่าในอนาคตจะต้องเข้าร่วมกองทัพ ก้าวขึ้นสู่จุดสูงสุดในราชสำนักด้วยฐานะขุนนางฝ่ายบู๊
และนี่คือช่องทางเดียวในการกุมอำนาจที่องค์หญิงใหญ่และฮองเฮาต่อสู้เรียกร้องมาเพื่อเหล่าสตรีชนชั้นสูง
การสอบเคอจวี่ไม่รับสตรี แต่ในค่ายทหารกลับทำได้
ทว่าจำกัดเพียงบุตรีจากตระกูลขุนนางเก่าแก่ สตรีในครอบครัวขุนนางตั้งแต่ขั้นห้าขึ้นไปหรือผู้ที่มีฐานะอย่างเสี้ยนจู่และท่านหญิงที่ได้รับการแต่งตั้งเท่านั้นจึงจะมีสิทธิพิเศษในการเข้าร่วมกองทัพ
และปัจจุบันในบ้านก็มีเพียงเฮ่อจางหัวเป็นบุตรีคนเดียว ย่อมต้องเลี้ยงดูปูพื้นฐานให้นางเป็นอย่างดี
เฮ่อจางหัวกล่าวอย่างคาดหวังว่า วันนี้ที่แม่ทัพมู่หลิงมาเยือน เป็นเพราะมารดาของนางไปขอความเมตตาจากองค์หญิงใหญ่มา เพื่อเรื่องการคารวะอาจารย์ของนาง
ระหว่างที่สนทนา คนทั้งสองก็มาถึงด้านนอกห้องโถงแล้ว ฉินเหยามองเฮ่อจางหัวที่มีท่าทางกระตือรือร้นอย่างสงสัยอยู่บ้างแล้วเอ่ยถามนางว่า “เหตุใดคุณหนูจึงบอกเรื่องเหล่านี้แก่ข้า”
เด็กหญิงตัวน้อยแสดงท่าทีถ่อมตน แต่น้ำเสียงกลับเปี่ยมไปด้วยความมั่นใจ กล่าวกับนางว่า “ข้าอยากรับท่านมาเป็นองครักษ์ข้างกายข้า!”
ตั้งแต่เมื่อครั้งเทศกาลแข่งเรือมังกรก็คิดไว้แล้ว เพียงแต่เมื่อนางขอความเห็นชอบจากบิดามารดาได้ สตรีผู้มีพละกำลังมหาศาลผู้นั้นก็ได้จากไปเสียแล้ว
ผู้ใดจะคิดว่าวันนี้จะได้พานพบอีกครา ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม หากนางไม่ช่วงชิงโอกาสนี้ไว้เพื่อตนเองสักครั้ง ในภายภาคหน้าจะต้องเสียใจอย่างแน่นอน
“ท่านเป็นเพียงสตรีสามัญชนคนหนึ่ง ตลอดชีวิตนี้ไม่มีทางข้ามผ่านเงื่อนไขบุตรีขุนนางขั้นห้าไปได้ แต่หากท่านติดตามข้า รอจนวันที่ข้าสำเร็จวิชาก็จะสามารถพาท่านเข้าสู่สนามรบไปด้วยกันได้ ถึงตอนนั้นพวกเราจะสู้รบเคียงบ่าเคียงไหล่ ช่วยกันถีบเจ้าพวกเฒ่าที่ขวางทางองค์หญิงใหญ่ให้ร่วงลงมาให้หมดสิ้น!”
ฉินเหยาพลันนึกขึ้นได้ว่า เด็กหญิงที่วาจาโอหังไม่เบาตรงหน้านางผู้นี้ ปีนี้อายุเพิ่งจะเก้าขวบเท่านั้น
เฮ่อจางหัวถามต่ออย่างมั่นใจ “ท่านตกลงหรือไม่ ข้าสามารถช่วยให้ท่านหย่าขาดจากสามีของท่านได้ เป็นภรรยาของถงเซิงมีอันใดดีกัน…”
เด็กหญิงตัวน้อยยิ่งพูดก็ยิ่งโอหังขึ้นเรื่อยๆ ในห้องโถงพลันมีเสียงตวาดเสียงหนึ่งดังส่งมา เป็นการเอ็ดที่ฟังดูคล้ายจะจริงจัง ทว่าแท้จริงแล้วแฝงไว้ด้วยความเอ็นดู “ยัยเด็กไร้มารยาท ยังไม่รีบเชิญแขกเข้ามาอีก!”
เฮ่อจางหัวที่เพิ่งพูดว่าจะให้เบี้ยหวัดรายเดือนแก่ฉินเหยาเดือนละห้าตำลึงรีบยกมือขึ้นปิดปากของตนเอง แย่แล้ว แย่แล้ว ท่านแม่ได้ยินเข้าแล้ว
ทว่าดวงตาคู่กลมโตดำขลับคู่นั้นยังคงจับจ้องฉินเหยาอย่างคาดหวัง รอคอยคำตอบจากนาง
ฉินเหยาระงับความรู้สึกตื่นเต้นที่พลุ่งพล่านในใจชั่วครู่ ยิ้มบางๆ แล้วตอบว่า “ขออภัยคุณหนูเฮ่อ ข้ารอท่านจนสำเร็จวิชาไม่ไหว”
คำตอบนี้เห็นได้ชัดว่าอยู่เหนือความคาดหมายของเด็กหญิงตัวน้อย นางนิ่งงันไปครู่หนึ่ง
ชุนฮวา สาวใช้คนสนิทของฉีฮูหยินเลิกม่านประตูเดินออกมา ยิ้มแย้มพลางย่อกายคารวะฉินเหยา “หลิวฮูหยิน เชิญเข้ามาผิงไฟด้านในเร็วเข้าเจ้าค่ะ อากาศข้างนอกหนาวเหน็บ หากหนาวจนไม่สบายไปจะไม่ดี”
พูดพลางดึงคุณหนูของตนที่กำลังยืนนิ่งอึ้งเข้าไปในห้องอย่างแนบเนียน เป็นการเตือนนางว่าหากยังพูดมากไปกว่านี้ ฮูหยินจะเริ่มไม่พอใจแล้ว
ฉินเหยาเดินเข้าไปในห้อง ไออุ่นระลอกหนึ่งก็พัดเข้ามาห้อมล้อมนาง กลิ่นหอมอ่อนๆ ของดอกไม้และผลไม้ลอยเข้าปลายจมูก ทำให้ผู้คนรู้สึกผ่อนคลาย
ฉินเหยาเดินเข้าไป ในห้องโถงมีสตรีนั่งอยู่สองนาง คนหนึ่งคือฉีฮูหยินที่แต่งกายเรียบง่ายทว่าดูสง่างาม นั่งอยู่บนตำแหน่งประธาน
ฉินเหยาย่อกายคารวะเล็กน้อย พลางปล่อยมุกตลกหน้าตาย “ฉินเหยาขอคารวะอวยพรปีใหม่ฮูหยินล่วงหน้า” แล้วจึงกล่าววาจามงคลรับปีใหม่สองสามประโยค
ฉีฮูหยินมองนางอย่างประหลาดใจ อดที่จะยิ้มออกมาไม่ได้ เหล่าสาวใช้และแม่นมที่อยู่ด้านหลังต่างก็ยกมือขึ้นปิดปากหัวเราะคิกคัก ไม่เคยพบเคยเห็นผู้ใดมาอวยพรปีใหม่เร็วถึงเพียงนี้
ทว่าหลังจากหัวเราะเสร็จ เมื่อเห็นฉินเหยายิ้มอย่างใจกว้างปล่อยให้พวกตนหัวเราะอย่างสบายใจ แต่ละคนก็พากันส่งสายตาเป็นมิตรมาให้นาง รู้สึกว่าคนผู้นี้น่าสนใจยิ่งนัก
ชุนฮวานำเก้าอี้ปักลายมาตัวหนึ่ง วางลงบนที่นั่งสำหรับแขกทางด้านขวา “ฮูหยินเชิญนั่งเจ้าค่ะ”
ณ ที่นั่งสำหรับแขกทางด้านซ้ายซึ่งอยู่ตรงข้ามกันนั้น ยังมีสตรีนางหนึ่งนั่งอยู่ นางอายุราวๆ ยี่สิบแปดยี่สิบเก้าปี รูปร่างสูงใหญ่มาก สูงราวหนึ่งร้อยเจ็ดสิบกว่าเซนติเมตร ไหล่กว้างเอวหนา ในช่วงเดือนสิบสองที่หนาวเหน็บกลับสวมเพียงเสื้อคลุมบุนวมบางๆ ตัวเดียว สวมรองเท้าหุ้มข้อหนัง ด้านข้างของรองเท้ายังเหน็บกระบี่สั้นเล่มหนึ่งไว้
บนโต๊ะข้างกายนาง วางกระบี่ยาวที่เก็บอยู่ในฝักเล่มหนึ่ง ท่วงท่าการนั่งนั้นองอาจผึ่งผาย แม้ชัดเจนว่าเป็นสตรี แต่กลับแผ่กลิ่นอายแห่งความกล้าหาญองอาจน่าเกรงขามออกมา ทำเอาผู้คนไม่กล้าสบตาตรงๆ
ฉินเหยาสบตากับอีกฝ่ายตรงๆ ทั้งยังพยักหน้าทักทายอย่างสุภาพ
จากนั้น นางก็ไม่ได้นั่งลงบนเก้าอี้ปักลายที่สาวใช้ตั้งใจยกมาให้โดยเฉพาะ แต่กลับเลือกนั่งบนเก้าอี้ราชครูที่กว้างขวางและสะดวกสบายเช่นเดียวกับสตรีที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้าม
สตรีผู้กล้าแกร่งองอาจฝั่งตรงข้ามขมวดคิ้วเข้มเข้าหากันเล็กน้อย นางรู้สึกไม่สบายใจราวกับว่าอาณาเขตของตนถูกบุกรุก ทว่ากลิ่นอายที่แข็งแกร่งของอีกฝ่ายกลับทำให้นางใจเต้นรัวดุจกลอง บังเกิดความคิดที่อยากจะชักกระบี่ออกไปแทงโดยไม่รู้ตัว
แน่นอนว่านางอดทนต่อแรงกระตุ้นนี้ไว้ได้
เพียงแต่จิตต่อต้านที่ร่างกายสร้างขึ้นมาโดยสัญชาตญาณก็เพียงพอที่จะทำให้มู่หลิงตกใจจนหัวใจสั่นสะท้าน…สตรีที่อยู่ตรงข้ามนางแข็งแกร่งจนทำให้นางสั่นสะท้าน!