ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว - ตอนที่ 374 ชายบำเรอ
ต
อนที่ 374 ชายบำเรอ
เฮ่อจางหัววิ่งอย่างร่าเริงไปหยุดอยู่เบื้องหน้ามารดาของนาง เมื่อเผชิญหน้ากับสีหน้าตำหนิของมารดาก็ฉีกยิ้มกว้างอย่างร่าเริงน่ารัก เปี่ยมด้วยชีวิตชีวาจนทำให้ผู้คนไม่กล้าตำหนินางอีก
“ปากของเจ้านี่นะ ต่อไปจะทำตัวไร้มารยาทต่อหน้าแขกเช่นนี้ไม่ได้อีกแล้วนะ” ฉีฮูหยินพลางอบรมสั่งสอนบุตรีพลางส่งยิ้มขออภัยบางๆ ให้แก่ฉินเหยา
ฉินเหยาส่ายหน้า แสดงออกว่าตนไม่ได้ถือสา ทั้งยังเป็นฝ่ายเอ่ยถึงเรื่องน่าสนุกที่ฉีเซียนกวนและกงเหลียงเหลียวเคยประสบในหมู่บ้าน ถือเป็นการอธิบายให้ผู้ปกครองชั่วคราวของฉีเซียนกวนฟัง
ทุกคนในห้องตั้งใจฟังพลางหัวเราะออกมาเป็นครั้งคราวเพราะมุกตลกหน้าตายอันเป็นเอกลักษณ์ของฉินเหยา บรรยากาศจึงกลมเกลียวเป็นอย่างยิ่ง
มีเพียงมู่หลิงที่นั่งอยู่ตรงข้ามฉินเหยาที่จ้องมองนางเขม็ง ดวงตาเต็มไปด้วยความรู้สึกอยากค้นหาความจริง
ฉินเหยายกถ้วยชาขึ้นมาดื่มเพื่อเลี่ยงสถานการณ์ ฉีฮูหยินจึงเป็นฝ่ายรับช่วงบทสนทนาต่อ โดยพูดถึงเรื่องของเฮ่อจางหัว
มู่หลิงที่นิ่งเงียบมานานในที่สุดก็เอ่ยปาก กวักมือเรียกเฮ่อจางหัวให้มาอยู่ตรงหน้านาง ลูบศีรษะของเด็กหญิง ในแววตาเต็มไปด้วยความพึงพอใจ เอ่ยชื่นชมว่า “เจ้ามีความภักดีต่อองค์หญิงใหญ่ยิ่งนัก หากองค์หญิงใหญ่ทรงทราบจะต้องยินดีเป็นอย่างยิ่ง”
นางรู้ว่าวาจาเหล่านั้นที่เฮ่อจางหัวกล่าวกับฉินเหยาที่หน้าประตู เป็นการจงใจพูดออกมา
ฉินเหยาที่กำลังดื่มชาก็ยังคงดื่มต่อไป แน่นอนว่านางเองก็สัมผัสได้เช่นกันว่าวาจาที่เด็กหญิงตัวน้อยพูดกับตนนั้น ไม่ได้ต้องการให้นางได้ยินเพียงผู้เดียว
แต่เป็นเด็กเหมือนกัน การเปรียบเทียบระหว่างเด็กจากตระกูลขุนนางผู้สูงศักดิ์กับเด็กจากครอบครัวสามัญชนช่างน่าสังเวชนัก ซื่อเหนียงของบ้านนางยังรู้เพียงแค่ว่าจะกินถังหูลู่ แต่เฮ่อจางหัวกลับรู้จักวางแผนหาหนทางให้ตนเองแล้ว
เฮ่อจางหัวเงยหน้าขึ้นมองมู่หลิงด้วยความประหลาดใจ “ท่านแม่ทัพ จริงหรือเจ้าคะ องค์หญิงใหญ่จะทรงยินดีหรือเจ้าคะ
มู่หลิงพยักหน้า มองดูเด็กหญิงด้วยรอยยิ้มที่อ่อนโยนซึ่งหาได้ยากยิ่ง
เมื่อฉีฮูหยินเห็นดังนั้นก็เอ่ยสนับสนุนคำพูดของมู่หลิงต่อ กล่าวถ้อยคำรำลึกถึงองค์หญิงใหญ่ออกมามากมาย
มู่หลิงจึงถือโอกาสกล่าวว่า “หากฮูหยินติดธุระจนไม่อาจเข้าเมืองหลวงได้ แม่ทัพผู้นี้ก็สามารถพาบุตรีของท่านไปยังบ้านสกุลเดิมของท่านที่เมืองหลวงเพื่อฉลองปีใหม่ได้ ถือโอกาสเข้าเฝ้าองค์หญิงใหญ่ไปในคราวเดียวกัน ให้คุณหนูเป็นผู้นำคำทักทายของฮูหยินไปส่งมอบ เชื่อว่าเมื่อองค์หญิงใหญ่ได้ทอดพระเนตรเด็กที่ฉลาดและน่ารักเช่นคุณหนูก็จะทรงเกษมสำราญเป็นอย่างยิ่ง”
เมื่อกล่าวถึงตรงนี้ มู่หลิงก็ถอนหายใจเฮือกหนึ่ง ไม่รู้ว่าตั้งใจหรือไม่ตั้งใจ นางได้เอ่ยถึงท่านหญิงฮุ่ยหยางที่ต้องแต่งงานเชื่อมสัมพันธ์ไปยังแดนไกล
“นับตั้งแต่ท่านหญิงไปถึงชายแดนทางตอนเหนือ องค์หญิงใหญ่ก็ทรงคิดถึงท่านหญิงทั้งวันทั้งคืน เศร้าพระทัยอยู่นานมาก หากคุณหนูเต็มใจที่จะไปอยู่เป็นเพื่อนข้างกายองค์หญิงใหญ่ก็น่าจะช่วยบรรเทาความทุกข์จากความคิดถึงให้องค์หญิงใหญ่ได้ไม่น้อย”
เมื่อคำพูดนี้ถูกพูดออกไป สีหน้าของเฮ่อจางหัวที่เดิมทียังยิ้มแย้มสดใสพลันก็แข็งทื่อขึ้นมาทันที อย่างไรเสียนางก็ยังเป็นเด็ก ไม่สามารถควบคุมอารมณ์ได้ดีนักจึงรีบสะบัดมือออกจากมู่หลิง วิ่งกลับไปอยู่ข้างกายมารดา ซุกตัวเข้าไปในอ้อมกอดของนาง
ด้วยกลัวว่าตนเองจะถูกแย่งไปเป็นบุตรีของบ้านอื่น นางต้องการเพียงท่านแม่ของตนเองเท่านั้น!
ฉีฮูหยินตบหลังบุตรีเบาๆ อย่างนึกขันพลางหันไปถามแม่นมที่อยู่ข้างกายว่า “ถึงยามงีบหลับกลางวันของคุณหนูแล้วใช่หรือไม่ ยัยเด็กขี้เกียจคนนี้คงจะง่วงแล้ว ท่านแม่ทัพอย่าได้ถือสา”
แม่นมผู้นั้นก็มีเล่ห์เหลี่ยมแปดร้อยเล่มเกวียน รีบกล่าวเสริมว่าถึงเวลาแล้วจริงๆ ก่อนจะพาเฮ่อจางหัวออกไป
บรรยากาศภายในห้องพลันอึดอัดขึ้นมาในทันใด สีหน้าของมู่หลิงเคร่งขรึมลง โดยปกติแล้วนางจะเก็บงำความเย่อหยิ่งของตนเองไว้เฉพาะเวลาที่อยู่เบื้องหน้าองค์หญิงใหญ่เท่านั้น ดังนั้นเมื่อต้องเผชิญหน้ากับฉีฮูหยิน แม้แต่จะเสแสร้งนางยังขี้เกียจ
นางแค่นเสียงเหยียดหยันคราหนึ่ง กล่าวว่า “ฮูหยินพร่ำพูดอยู่ตลอดว่าระลึกถึงองค์หญิงใหญ่ อยากจะแบ่งเบาความกังวลให้องค์หญิงใหญ่ ในความเห็นของแม่ทัพผู้นี้ เป็นเพียงการประจบสอพลอด้วยวาจาเท่านั้น ในความเป็นจริงแล้วไม่ได้ต้องการจะแบ่งเบาภาระให้องค์หญิงใหญ่เลยแม้แต่น้อย!”
นางลุกพรวดขึ้นมา “ในเมื่อเป็นเช่นนี้ แม่ทัพผู้นี้ยังมีภารกิจสำคัญอื่นอยู่ คงต้องขอตัวไปก่อน ลาก่อน!”
นางพยักหน้าส่งๆ แล้วหยิบกระบี่เดินจากไป!
เหล่าสาวใช้และแม่นมต่างก็มีสีหน้าเปลี่ยนไปอย่างมาก รีบหันไปมองนายหญิงของตน ไม่รู้ว่าควรจะตามไปหรือไม่
ฉีฮูหยินเองก็มีสีหน้าไม่สู้ดีนัก นางถอนหายใจยาวระบายความอัดอั้นตันใจออกมาเฮือกหนึ่ง ก่อนจะตัดสินใจลุกขึ้นไล่ตามไปด้วยตนเอง “ท่านแม่ทัพช้าก่อน จางหัวชื่นชมท่านแม่ทัพเป็นที่สุด วันนี้ยังเตรียมรำกระบี่ไว้ หวังจะรำให้ท่านชมระหว่างมื้อค่ำเพื่อขอคำชี้แนะจากท่าน…”
เสียงค่อยๆ ห่างออกไปเรื่อยๆ แต่ฉินเหยามีหูที่ดีเลิศจึงได้ยินเสียงมู่หลิงแค่นเสียงอย่างเย็นชาคราหนึ่ง “บุตรีของท่านสูงศักดิ์ล้ำค่า แม่ทัพผู้นี้ไหนเลยจะคู่ควรชี้แนะ!”
ดังนั้น…
ฉินเหยา ไม่มีใครสนใจข้าแล้วใช่หรือไม่
อ้อ ยังมีสาวใช้ที่ชื่อชุนฮวาคนหนึ่ง กำลังมองนางอย่างกระอักกระอ่วนใจอยู่
ฉินเหยาไม่ใช่คนไม่มีไหวพริบ นางวางถ้วยชาลง หยิบขนมงดงามประณีตบนโต๊ะขึ้นมากินไปพลางถามไปพลางว่า
“ใกล้จะค่ำแล้ว ในเมื่อฮูหยินมีธุระต้องจัดการ ข้าก็ไม่ควรรบกวนอีกต่อไป เพียงแต่ไม่รู้ว่าทางสามีของข้าเป็นอย่างไรบ้าง พอจะรบกวนน้องชุนฮวาไปช่วยดูให้หน่อยได้หรือไม่”
ชุนฮวากล่าวว่าไม่กล้าให้นางเรียกว่าน้องสาว จากนั้นจึงรับคำแล้วเดินออกไปนอกประตู เรียกบ่าวรับใช้ที่ทำหน้าที่วิ่งส่งข่าวมาคนหนึ่ง ให้ไปถามให้
ฉินหยารอประมาณหนึ่งเค่อ บ่าวรับใช้ผู้นั้นก็วิ่งกลับมาอย่างหอบกระชั้น บอกว่าทางนั้นใกล้จะเสร็จแล้ว
แต่เดิมผู้ว่าการเฮ่อตั้งใจจะรั้งตัวคนไว้รับประทานอาหาร แต่ฉินเหยาได้กำชับไว้นานแล้วว่าอย่าอยู่นาน หลิวจี้รู้สึกเสียดายในใจ แต่ก็ยังคงปฏิเสธอย่างหนักแน่น
บังเอิญบ่าวรับใช้ก็มาถึงพอดี หลิวจี้จึงถือโอกาสกล่าวลา
กงเหลียงเหลียวเห็นว่าเขาจะไปก็รู้สึกไม่พอใจอยู่บ้าง หลิวจี้ทำได้เพียงยิ้มประจบ กล่าวว่าสองวันนี้จะยังคงอยู่ที่เมืองหลวงของมณฑล หากท่านอาจารย์ต้องการก็ให้คนมาเรียกเขาได้ทุกเมื่อจึงสามารถปลอบประโลมชายชราที่อารมณ์ไม่ดีได้
หลิวจี้กล่าวลาผู้ว่าการเฮ่อและเดินตามบ่าวชายมายังประตูด้านข้างเพื่อรอ ไม่นานนักก็เห็นฉินเหยาก้าวยาวๆ เข้ามา ในมือยังถือขนมที่ชุนฮวาห่อให้
“ไปกันเถอะ” ฉินเหยาพยักหน้าให้หลิวจี้ หลิวจี้หันไปกล่าวขอบคุณบ่าวชายและชุนฮวาอย่างสุภาพแล้วจึงยกมือขึ้นทำท่าเชิญ แสดงออกว่าให้เมียจ๋าเดินไปก่อน
ในสายตาของคนนอก นี่มันบัณฑิตรูปงามที่ทั้งรักภรรยาและรู้จักกาลเทศะชัดๆ!
ชุนฮวาหน้าแดงก่ำ ก้มหน้าลงอย่างเขินอาย พลางย่อกายคารวะตอบ “นายท่านหลิว หลิวฮูหยิน เดินระวังๆ นะเจ้าคะ”
สองสามีภรรยาเดินออกจากประตูด้านข้างของตระกูลเฮ่อ ด้านนอกเป็นซอยที่คึกคักมาก มีพ่อค้าแม่ค้าหาบเร่มากมายตะโกนขายของอยู่ในซอย สองสามีภรรยาสบตากัน ทั้งคู่ต่างก็มีเรื่องที่อยากจะพูดจึงชะลอฝีเท้าลงอย่างรู้ใจกัน เดินชมไปพลางคุยไปพลาง
ฉินเหยาส่งสัญญาณให้หลิวจี้พูดก่อน
หลิวจี้กระแอมอย่างร้อนตัวสองครั้งแล้วกล่าวว่า “ใต้เท้าชมว่าข้ามีรูปโฉมงดงามเหนือสามัญ ถามว่าข้ามีความสามารถพิเศษอะไรบ้าง ยังบอกอีกว่าคนขององค์หญิงใหญ่ก็มาในวันนี้ด้วย อยู่ที่เรือนส่วนหลังนั่นเอง เมียจ๋าเจ้าคงจะได้พบแล้ว แต่นี่ไม่ใช่ประเด็นสำคัญ!”
“ประเด็นสำคัญคือ…” หลิวจี้พลันทำท่าบิดตัวเขินอาย ดัดเสียงกระซิบข้างหูนางว่า “ข้าขอชี้แจงก่อนนะว่าข้าไม่ได้หลงตัวเอง แต่ข้ากลับรู้สึกว่าสายตาที่ท่านผู้ว่าการเฮ่อมองข้านั้นมันแปลกๆ”
ฉินเหยาเลิกคิ้วขึ้นข้างหนึ่ง “แปลกๆ อย่างไร”
หลิวจี้ส่ายหน้า เขาอธิบายไม่ถูก แต่กลับรู้สึกเหมือนว่าท่านผู้ว่าการเฮ่อเตรียมจะขายเขาทิ้ง
ฉินเหยาเห็นเขาไม่ตอบจึงพูดล้อเล่นว่า “หรือว่าคิดจะจับเจ้าแต่งองค์ทรงเครื่องส่งไปเป็นชายบำเรอให้องค์หญิง?”
หลิวจี้เกือบจะตกใจตายเพราะวาจาของนาง รีบยกมือขึ้นคิดจะปิดปากนางแต่ก็กลัวจะโดนทุบ สุดท้ายจึงทำได้เพียงใช้สายตาถลึงมองนาง “เมียจ๋า พูดจาระวังหน่อย!”
ฉินเหยาหัวเราะฮ่าๆ “ข้าแค่ล้อเล่น องค์หญิงจะเห็นเจ้าอยู่ในสายตาได้อย่างไร แต่ว่า…”
นางหรี่ตาลงเล็กน้อย แววตามืดลง “สามีภรรยาตระกูลเฮ่อดูเหมือนอยากจะประจบประแจงองค์หญิงกันทั้งคู่”
นางพูดประโยคนี้ด้วยน้ำเสียงที่เบามาก หลิวจี้ที่อยู่ใกล้ถึงเพียงนี้ก็ยังได้ยินไม่ชัดเจนนัก ได้ยินเพียงคำว่าองค์หญิงและประจบประแจงเท่านั้น
แต่สองสามีภรรยาก็ยังมีความใจตรงกันอยู่บ้างในเรื่องนี้ หลิวจี้เดาได้ว่านางกำลังพูดเรื่องอะไรจึงยักไหล่อย่างไม่ใส่ใจ “อย่างไรก็ไม่เกี่ยวกับสามัญชนเช่นพวกเราสองคน”