ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว - ตอนที่ 375 กดก่อนแล้วค่อยยก
ต
อนที่ 375 กดก่อนแล้วค่อยยก
ฉินเหยาชำเลืองมองเขาด้วยหางตา เรื่องแค่นี้ยังต้องให้เขาพูดอีกหรือ
หากมีความเกี่ยวข้อง ฉีฮูหยินก็คงไม่มานั่งสนทนาเรื่องใหญ่โตกับแม่ทัพมู่หลิงผู้นั้นต่อหน้านางหรอก
“จริงสิ” ฉินเหยายิ้มให้หลิวจี้อย่างได้ใจ “เจ้ารู้หรือไม่ว่าคนขององค์หญิงใหญ่ที่อยู่ในเรือนส่วนหลังวันนี้คือผู้ใด”
หลิวจี้ส่ายหน้า ในใจคิดว่า คงจะเป็นขุนนางหญิงคนสนิทข้างกายองค์หญิงใหญ่กระมัง
ฉินเหยาตอบทีละคำ “คือแม่ทัพซ้ายมู่หลิง ผู้บัญชาการกองทหารองครักษ์หลวงครึ่งหนึ่งของเมืองหลวง เป็นสตรี”
นางเน้นสองคำสุดท้ายเป็นพิเศษ หลิวจี้ยังนึกว่าตนเองฟังผิด เขาร้อง “หา” ออกมาคำหนึ่ง ถึงเพิ่งจะตั้งสติได้แล้วมองฉินเหยาอย่างตกตะลึง “ข้าเรียนมาน้อย เจ้าอย่ามาหลอกข้าเชียวนะ!”
ฉินเหยา “ข้าจะหลอกเจ้าก็ไม่ใช้เรื่องนี้มาหลอกหรอก หากไม่เชื่อเจ้าก็ไปถามอาจารย์กับศิษย์พี่ของเจ้าสิ พวกเขาต้องรู้อย่างแน่นอน”
“แล้วเหตุใดพวกเขาจึงไม่เคยบอกข้าเลยเล่า” หลิวจี้ไม่เชื่อ เป็นไปได้อย่างไรที่จะมีสตรีเป็นแม่ทัพซ้าย นี่เป็นไปไม่ได้เด็ดขาด!
“ดังนั้นจึงกล่าวได้ว่า ประสบการณ์ของพวกเราสองคนยังน้อยเกินไป รู้เพียงแค่เรื่องราวในที่ดินผืนน้อยของตนเอง แม้แต่จังหวัดจื่อจิงก็ยังไม่เคยออกไป โลกภายนอกมีผู้คนและเรื่องราวเป็นเช่นไร ล้วนไม่รู้อะไรเลยแม้แต่น้อย” ฉินเหยากล่าวอย่างทอดถอนใจ
หลิวจี้กล่าวอย่างตรงไปตรงมาว่านี่เป็นไปไม่ได้ “จะเป็นไปได้อย่างไร!”
“สตรีสามารถเข้าร่วมกองทัพได้ ข้าเองก็เพิ่งรู้ในวันนี้เช่นกัน” ฉินเหยาเล่าเรื่องสิทธิพิเศษของสตรีชนชั้นสูงที่รู้มาจากเฮ่อจางหัวให้ฟัง หลิวจี้รู้สึกว่าโลกทัศน์ของเขากำลังจะพังทลาย
เขาเหลือบมองนางสองครั้งอย่างเป็นกังวลโดยไม่รู้ตัว ในใจคิดว่าหากสตรีสามารถเป็นแม่ทัพได้ เช่นนั้นชั่วชีวิตที่เหลือของตน มิใช่ว่าจะต้องถูกสตรีใจร้ายผู้นี้กดขี่จนไม่มีวันได้ลืมตาอ้าปากหรอกหรือ
เมื่อได้ยินเงื่อนไขการเข้าร่วมกองทัพที่ตั้งไว้ในภายหลังเขาก็ถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก ทั้งยังหัวเราะเยาะสองสามครั้ง “ข้าว่าแล้วเชียว หากสตรีทั่วไปสามารถเข้าร่วมกองทัพ สร้างผลงานทางการทหารได้ ฟ้าดินของแคว้นเซิ่งจะไม่กลับตาลปัตรหรอกรึ”
“ต้องเป็นคนในตระกูลขุนนางขั้นห้า ฮ่าๆๆๆ เรื่องแบบนี้มีอยู่จริงด้วยรึ เป็นคุณหนูสูงศักดิ์อยู่ดีๆ ไม่ชอบ โง่แล้วกระมังถึงได้อยากไปลำบากในค่ายทหารกับพวกบุรุษเหม็นๆ ที่ไม่ยอมอาบน้ำล้างเท้า”
เมื่อพูดถึงตรงนี้ หลิวจี้พลันชะงักไปครู่หนึ่ง มีบางสิ่งที่สำคัญมากแวบเข้ามาในหัว แต่เขากลับคว้ามันไว้ไม่ทัน
ฉินเหยาที่เดินอยู่ข้างหน้าก็พลันหยุดฝีเท้าลงเช่นกัน เมื่อครู่นี้นางยังคิดอยู่ว่าโลกใบนี้แท้จริงแล้วไม่ได้เลวร้ายอย่างที่นางจินตนาการไว้ อย่างน้อยสตรีในชนชั้นปัญญาชนก็ยังสามารถได้รับอำนาจผ่านผลงานทางการทหารได้
แต่เมื่อคิดกลับกัน สตรีมีร่างกายที่อ่อนแอกว่าโดยธรรมชาติ แต่กลับยังต้องเลือกเส้นทางเข้าร่วมกองทัพนี้ นี่มิใช่การกระทำที่สิ้นไร้หนทางหลังถูกกดขี่อย่างสุดขั้วจากระบบปิตาธิปไตยหรอกหรือ
และแม้ว่าจะเป็นเส้นทางที่ยากลำบากถึงเพียงนี้ บุรุษสามัญชนเช่นหลิวจี้ก็ยังรู้สึกหวาดระแวงอย่างสุดซึ้งในใจ กลัวว่าฟ้าดินและหยินหยางจะสลับกลับตาลปัตร บุรุษที่ไร้อำนาจ ไร้อิทธิพล ไร้ความสามารถ และไร้ข้อดีเช่นเขาจะไม่สามารถเพลิดเพลินกับการคุ้มครองของระบบปิตาธิปไตยได้อีกต่อไป
สภาพแวดล้อมที่จอแจเบื้องหน้าพลันเงียบสงบลง สองสามีภรรยาที่กำลังจมอยู่ในภวังค์ความคิดเงยหน้าขึ้นมองพร้อมกัน
สตรีกลุ่มหนึ่งในชุดรบสีแดงเรียบง่ายแบบเดียวกันปรากฏตัวขึ้นในซอยตั้งแต่เมื่อใดไม่ทราบ เป็นกลุ่มคนห้าคน แต่ละคนล้วนมีรูปร่างสูงโปร่งแข็งแรง ในมือถือกระบี่ สีหน้าเคร่งขรึมไม่ยิ้มแย้ม เพียงแค่ยืนอยู่ตรงนั้นก็แผ่ความรู้สึกกดดันอย่างรุนแรงออกมา
เหล่าพ่อค้าแม่ค้าหาบเร่ต่างพากันเงียบเสียงลงพร้อมเพรียงกัน ก้มหน้าลงอย่างหวาดหวั่น ไม่กล้ามองเหล่าแม่ทัพหญิงที่เห็นได้ชัดว่ามีฐานะไม่ธรรมดา
สตรีที่เป็นผู้นำก้าวออกมาหนึ่งก้าว ประสานหมัดพลางเอ่ยถาม “ฉินเหยา?”
ฉินเหยามองพวกนางอย่างระแวดระวัง เพิ่งจะคิดก้าวไปข้างหน้าก็พบว่าชายเสื้อของตนถูกคว้าไว้ตั้งแต่เมื่อใดไม่รู้ หลิวจี้หลบอยู่ข้างหลังนางอย่างประหม่า ปากก็พึมพำ
“ไม่จริงน่า ไม่จริงน่า…” คงไม่เป็นดังที่สตรีใจร้ายพูดจริงๆ ใช่หรือไม่ องค์หญิงส่งคนมาจับเขาไปเป็นชายบำเรอ!
ฉินเหยาเหลือบมองเขาก็รู้ว่าเขากำลังคิดอะไรอยู่จึงดึงมือที่จับชายเสื้อของนางออกอย่างไร้คำจะเอ่ย นางก้าวไปข้างหน้าพลางตอบว่า “ข้าเอง ข้าคือฉินเหยา พวกเจ้าคือ?”
อีกฝ่ายเห็นว่านางไม่มีท่าทีตื่นตระหนกเลยแม้แต่น้อยก็เลิกคิ้วขึ้นด้วยสีหน้าคลุมเครือ ไม่ได้ตอบคำถามของนาง เพียงแค่ยกมือขึ้นทำท่าเชิญ “ฉินเหยา หัวหน้าหลิงของพวกเราต้องการพบเจ้า เชิญ!”
“แม่ทัพมู่หลิง?” ฉินเหยาประหลาดใจเล็กน้อย เมื่อครู่เพิ่งจะเจอกันไม่ใช่หรือ
คนทั้งหลายเปิดทางให้เส้นทางหนึ่ง แฝงไปด้วยการบีบบังคับเล็กน้อย ไม่อนุญาตให้นางปฏิเสธ
ฉินเหยาหันกลับไปมองหลิวจี้แวบหนึ่งแล้วชี้ไปยังมุมถนนข้างๆ “เจ้าไปรอข้าตรงนั้น”
หลิวจี้รีบร้อง “อ้อๆ” รับคำ เผยสีหน้าเป็นห่วงนางอยู่หลายส่วนอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน แล้วเอ่ยถามอย่างหยั่งเชิงว่า “เมียจ๋า เจ้าแน่ใจนะว่าไม่ต้องให้ข้าไปเป็นเพื่อนน่ะ”
ฉินเหยาเท้าสะเอว ถอนหายใจอย่างจนปัญญา เจ้าดูสิว่าสตรีห้าคนนี้มีทีท่าว่าจะเชิญเจ้าไปด้วยกันหรือไม่
หลิวจี้ยิ้มเจื่อนๆ แล้วรีบเผ่นหนีไปอย่างรวดเร็ว เขาวิ่งไปยังมุมถนน พิงกำแพงแล้วจ้องมองรถม้าสีดำคันนั้นที่จอดอยู่หน้าประตูใหญ่ของจวนเฮ่ออย่างลับๆ ล่อๆ
ฉินเหยาเดินตามสตรีหลายคนไปยังข้างรถม้า เสียงหยอกล้อของมู่หลิงก็ดังมาจากบนรถ
“ได้ยินว่าเจ้ามีพลังดั่งเทพ ไม่รู้ว่ารูปปั้นสิงโตหินสองตัวหน้าประตูจวนเฮ่อนั้น จะสามารถใช้ฝ่ามือเดียวฟาดให้แตกได้หรือไม่”
ฉินเหยาขมวดคิ้วอย่างไม่พอใจ “ท่านแม่ทัพอยากดูหรือ เช่นนั้นท่านก็ต้องเตรียมเงินชดใช้ค่าเสียหายไว้ให้พร้อมเล่า หากข้าฟาดจนแตก ข้าชดใช้ไม่ไหวหรอกนะ”
ม่านหน้าต่างรถถูกเลิกขึ้น มู่หลิงกวาดสายตามองไปยังสิงโตหินสองตัวนั้น “พูดเช่นนี้ แสดงว่าเจ้าสามารถใช้มือเปล่าฟาดสิงโตหินสองตัวนี้ให้แตกได้สินะ”
ฉินเหยาร้อง “อือฮึ” แล้วเลิกคิ้ว กอดอกแล้วถอยหลังไปครึ่งก้าว นางไม่ชอบการเงยหน้ามองคนอื่น คอของนางก็รู้สึกไม่สบายด้วย
ตอนนี้เมื่อถอยห่างออกมาเล็กน้อย สายตาจึงอยู่ในระดับเดียวกับมู่หลิงที่อยู่บนรถม้าจึงรู้สึกดีขึ้นในทันที
มุมปากของมู่หลิงเบ้ลงเบาๆ เตือนนางว่า “เจ้าเป็นเพียงสามัญชนคนหนึ่ง พบหน้าแม่ทัพผู้นี้กลับไม่ทำความเคารพ ช่างกล้านัก!”
เมื่อวาจานี้สิ้นสุดลง เหล่าทหารหญิงใต้บังคับบัญชาก็ส่งสายตาคุกคามไปยังฉินเหยา ผู้ที่เป็นผู้นำตวาดว่า “ฉินเหยาบังอาจ! พบเจอแม่ทัพของพวกเราแล้วยังไม่คุกเข่าอีก!”
ทว่า สตรีที่ถูกพวกนางตวาดกลับไม่ขยับเขยื้อนแม้แต่น้อย เอ่ยปากยิ้มบางๆ ว่า “กฎหมายของแคว้นเซิ่งข้อใดเขียนไว้ว่าสามัญชนเมื่อพบหน้าแม่ทัพแล้วต้องคุกเข่าคำนับรึ”
ทหารหญิงทั้งห้าคนตกตะลึงไปชั่วขณะ ในกฎหมายมีข้อนี้ด้วยหรือ ดูเหมือนจะมีนะ ที่ผ่านมาไม่ใช่เป็นเช่นนี้มาตลอดหรอกหรือ
มู่หลิงแทบจะทนดูไม่ได้ โบกมือเป็นสัญญาณให้พวกนางถอยไปแล้วกล่าวกับฉินเหยาด้วยตนเอง
“เป็นเพียงหญิงชาวบ้านคนหนึ่ง กลับมีความกล้าหาญและสติปัญญาอยู่บ้าง แต่ในกฎหมายแคว้นเซิ่ง หมวดพิธีรีตอง หน้าที่สามสิบห้ามีเขียนไว้ว่า สามัญชนทุกคน เมื่อพบขุนนางควรยอบกายคำนับเพื่อแสดงความเคารพ”
ฉินเหยาพยักหน้า แสดงออกว่าได้รับความรู้ใหม่แล้ว “แต่ข้าเป็นเพียงหญิงชาวบ้านป่าเถื่อนคนหนึ่ง ไม่เข้าใจว่าการยอบกายคำนับต้องทำอย่างไร ใต้เท้าพอจะสอนข้าได้หรือไม่”
นางขอคำสอนอย่างจริงใจ แต่เมื่อทหารหญิงทั้งห้าได้ยิน นี่มันไม่ใช่การยั่วยุอย่างโจ่งแจ้งหรอกหรือ
“เจ้า…” ทหารหญิงผู้ที่เป็นผู้นำคิดจะลงมือ แต่ก็ถูกมู่หลิงถลึงตาใส่จนต้องถอยกลับไป
ฉินเหยามองมู่หลิงอย่างใสซื่อ นางทำไม่เป็นจริงๆ และก็อยากจะเรียนรู้จริงๆ
มู่หลิงหัวเราะเยาะในใจ เช่นนั้นข้าจะสอนเจ้าเอง ดูสิว่าเจ้าจะทำความเคารพหรือไม่!
นางกระโดดลงมาจากรถม้า เรียกทหารหญิงผู้ที่เป็นผู้นำคนนั้นมาตรงหน้าแล้วให้นางสาธิตให้ฉินเหยาดู
การยอบกายคำนับที่ว่านั้นคือ ให้ขาทั้งสองข้างวางสลับกันหน้า-หลังแล้วย่อตัวลงจนสุดจนสะโพกแตะกับน่องของขาหลัง มือทั้งสองข้างเหยียดออกในแนวราบ วางแนบสนิทอยู่บนเข่าของขาหน้าแล้วกล่าวคำแสดงความเคารพว่า “ข้าหญิงชาวบ้านหลิวฉินซื่อ คารวะท่านแม่ทัพเจ้าค่ะ!”
ทหารหญิงสาธิตเสร็จสิ้นก็มองฉินเหยาอย่างท้าทาย ถึงตาเจ้าแล้ว
มู่หลิงไม่เชื่อว่านางจะยอมทำความเคารพตนเองเพราะผู้มีความสามารถพิเศษมักจะมีความหยิ่งทระนงในศักดิ์ศรีอยู่หลายส่วน ยอมหักไม่ยอมงอ
นางคิดไว้แล้วว่าหลังจากที่ฉินเหยาไม่ยอมทำความเคารพ ตนเองจะถือโอกาสนี้จัดการนางต่อไปอย่างไร
เพราะการตบหัวแล้วลูบหลัง ให้หัวไชเท้าหลังจากให้ไม้กระบอง กลยุทธ์กดก่อนแล้วค่อยยกเช่นนี้นางใช้กี่ครั้งก็ไม่เคยพลาด
แต่คาดไม่ถึงเลยจริงๆ!
ฉินเหยาย่อตัวลง ทำความเคารพนางอย่างถูกต้องตามมาตรฐาน “หญิงชาวบ้านฉินเหยา คารวะแม่ทัพมู่หลิงเจ้าค่ะ!”
เมื่อทำความเคารพเสร็จก็ลุกขึ้นยืน ยิ้มมองนาง
เหล่าทหารหญิงต่างพากันตาค้าง เหตุใดจึงไม่เล่นไปตามบทเล่า! ความหยิ่งทระนงในศักดิ์ศรีของเจ้าเล่า ความดื้อรั้นของเจ้าเล่า
อากาศพลันเงียบสงัดลงอย่างน่าประหลาดชั่วขณะ ในหัวของมู่หลิงพลันว่างเปล่า บอกไม่ถูกว่าเป็นความผิดหวังหรือการคาดการณ์เพื่อควบคุมสถานการณ์ของนางถูกทำลาย ความโกรธพลันพลุ่งพล่านขึ้นมา รู้สึกเหมือนตนเองเป็นลิงที่ถูกหลอก!