ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว - ตอนที่ 376 ปฏิเสธคำเชิญ
ตอนที่ 376 ปฏิเสธคำเชิญ
เมื่อสัมผัสได้ถึงความโกรธเนื่องจากความอับอายของมู่หลิง ฉินเหยาจึงเป็นฝ่ายเอ่ยถาม “ท่านแม่ทัพต้องการพบข้าด้วยเรื่องอันใดกันแน่”
มู่หลิงหันหลังกลับไปสูดหายใจเข้าลึกๆ เพื่อเลี่ยงไม่ให้ตนเองต้องโกรธจนสูญเสียสติไปเพราะการเล่นนอกบทของนาง เมื่อสงบสติอารมณ์ลงได้เล็กน้อยก็รู้ว่าสตรีตรงหน้านางผู้นี้ไม่ใช่คนที่รับมือได้ง่ายๆ จึงยื่นข้อเสนอให้นางโดยตรง
“เจ้ามีพละกำลังมหาศาลดั่งเทพ หากปล่อยให้สูญเปล่าไปในหมู่บ้านชนบทเช่นนี้ คิดว่าเจ้าคงจะไม่ยินยอมใช่หรือไม่ สนใจจะรับใช้ใต้เบื้องพระบาทขององค์หญิงใหญ่หรือไม่”
ลมหายใจของฉินเหยาถี่กระชั้นขึ้นอย่างเห็นได้ชัด จะบอกว่าไม่ตื่นเต้นเลยก็คงเป็นเรื่องโกหก โอกาสที่จะก้าวขึ้นสู่สวรรค์ในคราวเดียวพลันมาปรากฏอยู่ตรงหน้า ช่างน่าดึงดูดใจอย่างยิ่งจริงๆ
แต่หลังจากความยินดีที่ซ่อนเร้นในใจผ่านพ้นไป ฉินเหยาก็สงบลงอีกครั้งแล้วเอ่ยถามอย่างใคร่รู้
“ข้าเป็นคนหยาบกระด้าง ไม่ชอบฟังคำพูดเลื่อนลอย เชื่อเพียงสิ่งที่ข้าสามารถมองเห็นและสัมผัสได้เท่านั้น ดังนั้นจึงขอถือวิสาสะถามสักประโยค ท่านแม่ทัพคิดจะจัดเตรียมตำแหน่งใดให้ข้าเพื่อรับใช้องค์หญิงใหญ่หรือ”
มู่หลิงยกมุมปากขึ้นยิ้มอย่างมั่นใจ กล่าวว่า “ตามหลักแล้ว คนใหม่ทุกคนจะต้องผ่านการทดสอบสองปี ผู้ที่ผ่านการทดสอบจึงจะสามารถเข้าร่วมหน่วยราชองครักษ์ขององค์หญิงใหญ่ได้ แต่ข้าสามารถแหกกฎให้เจ้าเป็นพิเศษได้ เพียงแค่เจ้ามา เจ้าก็คือสมาชิกหน่วยราชองครักษ์ ได้รับการปฏิบัติเทียบเท่าทหารขั้นเจ็ด”
“องค์หญิงใหญ่ทรงปฏิบัติต่อผู้ใต้บังคับบัญชาอย่างเมตตาเสมอมา เพียงแค่เจ้าตั้งใจทำงานให้ดี ภายในสามปีการเลื่อนขั้นเป็นขั้นหกก็ไม่ใช่เรื่องยาก”
มู่หลิงรู้สึกว่า เมื่อมีเงื่อนไขที่ดีงามถึงเพียงนี้วางอยู่ตรงหน้า สามัญชนคนหนึ่งคงจะดีใจจนทำอะไรไม่ถูกแล้ว
นางมองฉินเหยาอย่างคาดหวัง รอให้นางเอ่ยคำพูดเช่น ‘ยินดีถวายความภักดีต่อองค์หญิงใหญ่’ ออกมา
ทว่า ฉินเหยากลับหัวเราะออกมา กล่าวอย่างคาดไม่ถึงอยู่บ้าง “นึกไม่ถึงว่าข้าจะคู่ควรกับตำแหน่งทหารขั้นเจ็ด แต่ท้ายที่สุดนั่นก็เป็นเพียงการปฏิบัติที่เทียบเท่าทหารขั้นเจ็ดเท่านั้น มิใช่ทหารขั้นเจ็ดที่แท้จริง”
“พูดอีกอย่างก็คือ ที่จริงแล้วข้าก็เป็นเพียงข้ารับใช้คนหนึ่งในจวนองค์หญิงที่รับเบี้ยหวัดรายเดือน และยังต้องพร้อมสละชีวิตเพื่อองค์หญิงใหญ่ได้ทุกเมื่ออีกด้วย”
“ขออภัยท่านแม่ทัพ” ฉินเหยายอบกายคำนับอีกครั้งหนึ่งแล้วจึงลุกขึ้นยิ้มพลางกล่าวว่า “เงื่อนไขที่ท่านเสนอมา ยังไม่เพียงพอที่จะทำให้ข้ายินดีสละชีวิตเพื่อความภักดีได้”
พูดจบก็หันหลังเตรียมจะจากไป
เหล่าทหารหญิงมองนางอย่างตกตะลึง ไม่กล้าเชื่อว่าจะมีคนยอมสละโอกาสเช่นนี้อยู่ด้วย
ดั่งที่ท่านแม่ทัพกล่าวไว้ ทหารหญิงเช่นพวกนาง การที่สามารถเข้าร่วมหน่วยราชองครักษ์ได้ล้วนต้องผ่านการฝึกฝนในค่ายทหารมาเป็นเวลาสองปีก่อน หลังจากนั้นยังต้องผ่านการคัดเลือกอีกหลายขั้นตอนจึงจะสามารถไปยืนอยู่เบื้องหน้าองค์หญิงใหญ่ได้
นี่เป็นเกียรติยศที่ยิ่งใหญ่เพียงใด กลับยังมีคนรังเกียจอีก!
มู่หลิงนิ่งอึ้งไปชั่วขณะ มองแผ่นหลังที่จากไปอย่างสง่างาม ในใจก็เต็มไปด้วยความไม่ยินยอม รีบก้าวเท้าตามไปสองก้าว ตะโกนรั้งนางไว้
“ฉินเหยา!”
ฉินเหยาหยุดฝีเท้าแล้วหันกลับมา ยิ้มน้อยๆ มองนาง
มู่หลิงมองนางอย่างเคียดแค้น เอ่ยเตือนอีกครั้ง “เจ้ารู้หรือไม่ว่าโอกาสเช่นนี้มีสตรีมากมายเพียงใดที่อยากได้แต่ก็ยังไม่ได้มา”
นางยกนิ้วชี้ไปยังมุมกำแพงด้านหน้า ชายหนุ่มรูปงามผู้หนึ่งที่แม้มีใบหน้าน่ามอง ทว่ากลับถูกสายตาของนางข่มเสียจนสะดุ้งหดคอถอยหลังไป นางเอ่ยว่า “เจ้าคิดจะใช้ชีวิตทั้งชีวิตอยู่กับชายขี้ขลาดเช่นนี้น่ะหรือ มีลูกมีเต้ากับเขาแล้วติดแหงกอยู่กับเตาไฟที่เพียงมองก็เห็นถึงจุดจบในพริบตานี่น่ะนะ?!’”
“เจ้ายินยอมหรือ” มู่หลิงไม่รอนางตอบก็ตอบเองอย่างมั่นใจทันที “ข้าไม่เชื่อเด็ดขาด!”
ฉินเหยาเลิกคิ้วขึ้นอย่างประหลาดใจ ไม่คิดเลยจริงๆ ว่ามู่หลิงจะพูดวาจาเช่นนี้ออกมา
ต้องรู้ก่อนว่านับตั้งแต่นางข้ามมิติมาจนถึงตอนนี้ ที่ได้ยินมาล้วนเป็นคำเกลี้ยกล่อมให้เป็นภรรยาและมารดาที่ดี หากไม่ใช่เพราะนางมีความสามารถติดตัว เกรงว่าคนในหมู่บ้านตระกูลหลิวคงจะชี้นิ้วนินทานางว่าเป็น ‘สตรีชั่วที่ไม่ยอมเชื่อฟังสามี’ ไปนานแล้ว
นางพินิจพิจารณาอีกฝ่ายอย่างเงียบๆ ในความเลือนรางนั้นราวกับได้เห็นยุคสมัยที่ตนจากมา เหล่าหญิงสาววัยแรกรุ่นที่กำลังมุ่งมั่นศึกษาอย่างหนักในห้องสมุดของมหาวิทยาลัย รอคอยให้สำเร็จศึกษาแล้วจึงออกไปทำงานในหลากหลายสาขาอาชีพ ด้วยความตั้งใจแน่วแน่ที่จะสร้างชาติ สร้างคุณูปการและเปล่งประกาย!
มู่หลิงไม่รู้ว่าในหัวของฉินเหยากำลังคิดเรื่องเหล่านี้อยู่ เห็นเพียงฉินเหยามองตนเองโดยไม่ตอบแม้แต่คำเดียวก็รู้สึกเจ็บใจในความไม่เอาไหนของนางอย่างถึงที่สุด
นางอยากจะจับศีรษะของฉินเหยากดลงแล้วกรอกความคิดทั้งหมดของตนเองเข้าไปในสมองของนาง ล้างความคิดเรื่อง ‘ภรรยาและมารดาที่ดี’ และ ‘การให้กำเนิดบุตรธิดาแก่สามี’ ในสมองของนางให้หมดสิ้น
ฉินเหยามองหน้าอกที่กระเพื่อมขึ้นลงอย่างรุนแรงของมู่หลิง บนใบหน้าปรากฏรอยยิ้มที่จริงใจออกมา “ข้าคิดว่าท่านแม่ทัพอาจจะเข้าใจอะไรผิดไป ขอบคุณในความหวังดีของท่าน แต่โปรดมอบโอกาสเช่นนี้ให้แก่สตรีคนต่อไปเถิด นางต้องการมันมากกว่าข้า”
ฉินเหยาประสานหมัดให้มู่หลิงและทหารหญิงทั้งห้า “พวกท่านต้องพยายามเข้านะ จงไปต่อสู้เพื่อแย่งชิงที่ยืนให้แก่สตรีทั่วใต้หล้านี้”
“เจ้าช่าง!” มู่หลิงยกมือขึ้นกุมหน้าผาก ชั่วขณะหนึ่งนางไม่รู้ว่าจะพูดอะไรดี
ในเมื่อนางรู้แล้วเหตุใดจึงยังปฏิเสธที่จะเข้าร่วมกับพวกนางอีกเล่า
“เจ้าไม่มาจริงๆ หรือ” มู่หลิงยังคงไม่ยอมแพ้ ถามอีกครั้ง
ฉินเหยาส่ายหน้า “ไม่ไป ข้ามีความสามารถพอที่จะเลือกใช้ชีวิตในแบบที่ข้าต้องการ”
แน่นอนว่าก็ไม่กล้าพูดจนเต็มปากนัก “หากวันใดวันหนึ่งข้าเบื่อหน่ายชีวิตที่เป็นอยู่ตอนนี้แล้วนึกถึงวันเวลาอันห้าวหาญและเปี่ยมสุขในยุทธภพขึ้นมา ก็อาจจะไปหาท่านถึงที่ก็เป็นได้”
แต่ไม่ใช่ในตอนนี้
ตอนนี้นางเพียงต้องการใช้ชีวิตอย่างสงบสุข ฤดูใบไม้ผลิหว่านเมล็ดพันธุ์ ฤดูใบไม้ร่วงก็เก็บเกี่ยวผลผลิต นั่งมองเมฆที่ลอยไปมาอย่างสบายอารมณ์ ทั้งเติมเต็มและพอใจ
สตรีในโลกนี้มีมากมายนับไม่ถ้วน ขาดนางไปสักคนก็ไม่เป็นไร
ฉินเหยายักไหล่ นางจะไม่ยอมถูกบีบบังคับด้วยศีลธรรมใดๆ ทั้งสิ้น นางภักดีต่อหัวใจของตนเองเท่านั้น
ไม่ไปก็คือไม่ไป หากมู่หลิงชักกระบี่มาจ่อคอของนาง ผลลัพธ์ก็คืออีกฝ่ายจะตาย ส่วนนางจะรอด!
จิตสังหารอันตรายปรากฏออกมาจากนัยน์ตาสีดำของฉินเหยาอย่างไม่ปิดบัง พุ่งตรงเข้าสู่ดวงตาของมู่หลิง กลิ่นอายอันแข็งแกร่งเข้าครอบคลุมร่างของนางไว้ทั้งหมด
บนแผ่นหลังของมู่หลิงพลันมีขนลุกซู่ขึ้นมาเป็นชั้นๆ นางกำหมัดแน่นเพื่อไม่ให้ร่างกายสั่นเทาจนควบคุมไม่ได้ ถอยหลังไปทีละก้าวๆ
แต่ในใจกลับไม่ยินยอมอย่างยิ่ง นางกัดฟันแน่น ปลดจี้หยกที่เอวซึ่งพกติดตัวมาสิบปีออกมาแล้วยื่นให้ “หากเปลี่ยนใจ สามารถมาหาข้าที่จวนองค์หญิงได้ทุกเมื่อ”
ฉินเหยารับมันมา พลิกดูสองสามครั้ง เป็นจี้หยกสี่เหลี่ยมสีขาว บนนั้นสลักอักษร ‘มู่’ ไว้ตัวหนึ่ง นอกจากนั้นก็ไม่มีลวดลายอื่นใดอีก เรียบง่ายอย่างยิ่ง
“วางใจเถอะ ข้าไม่เอาไปขายหรอก เก็บไว้ให้ลูกๆ เป็นของสืบทอดประจำตระกูลก็ดีไม่น้อย” ฉินเหยาเอ่ยล้อเล่น
มู่หลิงรู้สึกเพียงว่าแรงกดดันบนร่างสลายหายไป ไหล่ทรุดลงเล็กน้อย นางถอนหายใจยาวเฮือกหนึ่ง เมื่อครู่นี้นางเกือบจะหายใจไม่ออกตายแล้ว!
เมื่อได้ยินนางพูดว่าจะเก็บไว้ให้ลูกเป็นของสืบทอดประจำตระกูล มุมปากก็กระตุกอย่างรุนแรง ในใจบังเกิดความรู้สึกเสียใจขึ้นมาสองส่วน
แต่ฉินเหยาได้เก็บจี้หยกเข้าไปในอกเสื้อแล้ว ทั้งยังใช้ฝ่ามือกดทับเสื้อผ้าให้เรียบ ตัดความเป็นไปได้ที่นางจะทวงคืน
ก่อนที่ฉินเหยาจะหันหลังจากไป มู่หลิงก็พลันเอ่ยถามขึ้นมาประโยคหนึ่ง “เจ้ามีเงินไปเมืองหลวงหรือ”
นางกวาดตามองชุดกระโปรงผ้าฝ้ายบนร่างของฉินเหยาขึ้นๆ ลงๆ เสื้อผ้าไม่มีลวดลายใดๆ ทั้งสิ้น บนศีรษะแม้แต่ปิ่นปักผมเงินสักอันก็ไม่มี ดูยากจนน่าสมเพชอย่างถึงที่สุด
ฉินเหยากลับยอมรับอย่างตรงไปตรงมา ยื่นฝ่ามือออกไปตรงๆ “เช่นนั้นท่านแม่ทัพก็ช่วยสนับสนุนค่าเดินทางให้ข้าสักหน่อยเถิด”
หากไม่ใช่เพราะการตบหน้าสตรีที่เพิ่งพบกันเพียงสองครั้งและยังถือว่าเป็นคนแปลกหน้าจะประหลาดเกินไป ขณะนี้มู่หลิงคงจะตวัดฝ่ามือตบหน้านางฉาดใหญ่ไปแล้ว
ตกอับถึงเพียงนี้ยังไม่ยอมเข้าร่วมหน่วยราชองครักษ์ สมควรแล้ว!
ฉินเหยา “ท่านด่าข้าหรือ”
มู่หลิงตกใจจนขนลุก นางยังไม่ได้เอ่ยปากเลยด้วยซ้ำ!
“ช่างเถอะ ลาก่อน” ฉินเหยาประสานหมัด งอนิ้วเรียกบุรุษที่มุมกำแพงแล้วจากไปอย่างสบายอารมณ์ ดูท่าทางอารมณ์ดีไม่น้อย