ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว - ตอนที่ 377 นางมิอาจตัดใจสังหารเขาได้
ตอนที่ 377 นางมิอาจตัดใจสังหารเขาได้
หลิวจี้เดินตามอยู่ด้านหลังฉินเหยา มองไปข้างหลังอย่างขี้ขลาดพลางเอ่ยถามอย่างใคร่รู้
“เมียจ๋า แม่ทัพหญิงผู้นั้นเมื่อครู่พูดอะไรกับเจ้าหรือ”
ฉินเหยาพูดจาเหลวไหลอย่างหน้าตาเฉย “นางให้ข้าสังหารเจ้าแล้วตามนางไปเมืองหลวงเพื่อเป็นขุนนางหญิง จะพาข้าไปสู่ความรุ่งโรจน์ ผงาดขึ้นสู่จุดสูงสุดของชีวิต!”
หลิวจี้พลันรู้สึกเย็นวาบที่ต้นคอ เขากระชับเสื้อคลุมผ้าฝ้ายบนร่างให้แน่นขึ้นโดยไม่รู้ตัวแล้วยิ้มเจื่อนๆ พลางเอ่ยถามอย่างหยั่งเชิงว่า
“แล้วเมียจ๋าตกลงหรือไม่”
ฉินเหยาตอบ “หากข้าตกลง เจ้าคิดว่าตอนนี้เจ้ายังจะสามารถยืนอยู่ตรงหน้าข้าได้อีกหรือ”
หลิวจี้หัวเราะแหะๆ เขารู้อยู่แล้ว! นางมิอาจตัดใจสังหารเขาได้!
“แต่ว่า…เมียจ๋า เหตุใดเจ้าจึงปฏิเสธเล่า” หลิวจี้เบิกตากว้างอย่างคาดหวัง รอให้นางเอ่ยปากพูดว่ามิอาจตัดใจสังหารตนเองออกมา
ฉินเหยานิ่งมองหลิวจี้อยู่ราวสามวินาที อดกลั้นต่อความขบขันในใจไว้แล้วทำตามความปรารถนาของเขา นางหลุบเปลือกตาลงเล็กน้อยและกล่าวอย่างจริงจังว่า “แน่นอนว่าเป็นเพราะมิอาจตัดใจจากเจ้าและลูกๆ ได้อย่างไรเล่า แค่ตำแหน่งทหารขั้นเจ็ด หัวหน้าหน่วยราชองครักษ์ขององค์หญิงใหญ่ จะสามารถซื้อครอบครัวอันเป็นที่รักยิ่งของข้าได้รึ ไม่มีทางเป็นไปได้เด็ดขาด”
ประกายแสงเจิดจ้าพลันระเบิดออกมาจากดวงตาของเขา เขาไม่อยากจะเชื่อ นาง นางใส่ใจเขาถึงเพียงนี้เชียวหรือ
“เมียจ๋า!” หลิวจี้พลันหน้ามืดตามัวคว้ามือทั้งสองข้างของนางไว้อย่างอุกอาจ หยุดยืนนิ่งอยู่กับที่แล้วกล่าวเสียงดังโดยไม่สนใจสายตาอยากรู้อยากเห็นของคนรอบข้างว่า
“ข้าหลิวจี้ขอสาบาน ข้าจะสอบคว้าตำแหน่งขุนนางมาให้จงได้ จะไม่ผิดต่อความรักอันมั่นคงที่เมียจ๋ามีให้อย่างแน่นอน! ข้าจะทำให้เจ้าได้ใช้ชีวิตอย่างสุขสบาย ดียิ่งกว่าเป็นทหารขั้นเจ็ดเสียอีก!”
ฉินเหยาแอบรังเกียจอยู่ในใจ แต่บนใบหน้ากลับไม่เผยพิรุธออกมาแม้แต่น้อย นางดึงมือออกมาอย่างเป็นธรรมชาติแล้วตบไหล่เขาเบาๆ “พยายามเข้า ปีหน้าพวกเรามาสอบกระดับฝู่ซื่อให้ผ่านเพื่อขอยกเว้นภาษีอากรและแรงงานเกณฑ์กันก่อน”
“อื้มๆ!” หลิวจี้พยักหน้าแรงๆ ในดวงตากลับมีหยาดน้ำตาคลออยู่ เขาหันหลังกลับไปใช้หลังมือปาดเช็ดหางตาอย่างรวดเร็ว เมื่อหันกลับมาอีกครั้งก็แย้มยิ้มให้นางราวกับสุนัขกระดิกหาง เปี่ยมไปด้วยความภักดี
เป็นจริงดังคาด เมื่อกลับถึงโรงเตี๊ยม หลิวซานเอ๋อร์ที่เมื่อครู่ยังป่าวประกาศว่าจะไม่ทำให้รักลึกซึ้งที่นางมีต่อเขาต้องสูญเปล่า วินาทีต่อมากลับผล็อยหลับไปบนตำรา ‘จงยง’ ที่เพิ่งเปิดอ่านได้ไม่ถึงครึ่งเค่อ
ทว่าเรื่องตบหน้าตนเองเช่นนี้ หลิวจี้ย่อมไม่กระทำ วันรุ่งขึ้นจึงตื่นแต่เช้าตรู่ ทำทีเป็นหยิบตำรา ‘จงยง’ ที่ชุ่มโชกไปด้วยน้ำลายยามฝันร้ายของเขาขึ้นมาเพื่อท่องจำอย่างขะมักเขม้นต่อไป
เมื่อใกล้ถึงยามที่ฉินเหยาตื่นนอน เขาก็รีบลุกขึ้นไปสั่งน้ำร้อนสำหรับล้างหน้าล้างตาให้นางแล้วออกมาซื้อซาลาเปากับน้ำเต้าหู้ร้อนๆ ที่ร้านค้าด้านนอกมาจัดวางไว้บนโต๊ะ รอจนฉินเหยาล้างหน้าเสร็จก็สามารถนั่งลงรับประทานได้ทันที
“เจ้ากินเสร็จแล้วยังไม่ไปอ่านตำราอีก มัวแต่นั่งอยู่ที่นี่มองข้าทำอะไร” ฉินเหยาเอ่ยถามอย่างไม่สบอารมณ์
หลิวจี้ที่นั่งอยู่ตรงข้ามนาง ใช้สองมือเท้าคาง ดวงตาเปี่ยมไปด้วยประกายแห่งวสันตฤดู เขาก้มหน้าลงยิ้มอย่างเขินอายแล้วจึงลุกขึ้นไปอ่านตำรา
อ่านไปได้สักพักก็อดหันกลับมามองนางสองคราไม่ได้ ฉินเหยาถูกมองจนรำคาญจึงยกหมัดขึ้นข่มขู่ เขาถึงได้ยอมหันกลับไปอย่างว่าง่าย
หลังอาหารเช้ามื้อหนึ่งที่ราวกับนั่งบนหนามผ่านพ้นไป ฉินเหยาก็เก็บของเล็กน้อยแล้วออกจากโรงเตี๊ยมไปเพียงลำพัง
ภารกิจหลักของนางในวันนี้คือการชำระบัญชี เมื่อวานนางได้วานให้ลูกจ้างของโรงเตี๊ยมช่วยส่งจดหมายไปยังห้างการค้าฟู่หลงเพื่อแจ้งให้ทราบแล้ว หากไม่มีอะไรผิดพลาด เจี่ยงเหวินน่าจะรอนางอยู่ที่ห้างการค้า
ในมือของฉินเหยาถือหีบไม้ไว้ใบหนึ่ง เอกสารทั้งหมดอยู่ในนั้น คราวก่อนห้างการค้าได้สั่งซื้อหีบหนังสือจำนวนสองพันใบ ชำระเงินมัดจำมาแล้วสามส่วน บัดนี้ยังคงเหลือเงินงวดสุดท้ายอีกห้าร้อยหกสิบตำลึง
ฉินเหยาทบทวนบัญชีในใจอีกครั้งไปพลาง มองไปยังร้านค้าข้างทางที่การค้าขายดีเหล่านั้น ไม่ลืมที่จะมองหาของเล่นชิ้นเล็กๆ ที่เอ้อร์หลางต้องการไปด้วย
ตลอดทางที่เดินผ่าน นางพบว่ามีหลายร้านกำลังขายของเล่นเล็กๆ คล้ายกังหันลมชนิดหนึ่ง การค้ายังดีมากทีเดียว ฉินเหยาตัดสินใจว่าหลังจากได้รับเงินแล้วจะแวะกลับมาดู
มาถึงห้างการค้าฟู่หลงแล้ว
ลูกจ้างในร้านเป็นคนที่รู้จักกับฉินเหยาพอดีจึงรีบนำทางนางเข้าไปด้านใน รินชาร้อนให้นางและเชิญให้นางรอสักครู่ ตนจะไปตามรองผู้ดูแลมา
รอไม่นานนัก เจี่ยงเหวินก็เข้ามาพร้อมกับรอยยิ้ม เดินเข้ามาก็เอ่ยว่า “คาดไม่ถึงเลยว่าฉินเหนียงจื่อกับผู้ว่าการเฮ่อจะมีความสัมพันธ์ลึกซึ้งกันถึงเพียงนี้!”
ฉินเหยามองเขาปราดหนึ่ง “รองผู้ดูแลอย่าได้พูดจาเหลวไหล ไม่มีเรื่องเช่นนั้น ข้าเป็นเพียงหญิงชาวบ้านคนหนึ่ง ไหนเลยจะอาจหาญไปตีสนิทกับท่านผู้ว่าการ”
เจี่ยงเหวินทำสีหน้าราวกับว่าข้าเข้าใจแล้วนั่งลง กล่าวว่า “ฉินเหนียงจื่อช่างถ่อมตน ทว่าเมื่อวานนี้คุณหนูตระกูลผู้ว่าการมาต้อนรับท่านและนายท่านหลิวถึงโรงเตี๊ยมด้วยตนเอง เรื่องนี้ทุกคนต่างก็เห็นกันทั่ว คงมิใช่เรื่องโกหกกระมัง”
ฉินเหยาจึงคร้านที่จะอธิบายอีก ห้างการค้าฟู่หลงนี้ช่างมีหูตาอยู่ทั่วทุกหนแห่ง เจี่ยงเหวินอยากจะคิดมากก็ให้เขาคิดไปเถิด นางจึงไม่พูดอ้อมค้อมอีกต่อไป หยิบเอกสารสัญญาที่ลงนามไว้คราวก่อนออกมาโดยตรง เพื่อชำระเงินงวดสุดท้าย
เจี่ยงเหวินเห็นนางไม่แก้ต่างก็ถือว่านางยอมรับโดยปริยาย ท่าทีที่สุภาพอ่อนน้อมนั้นจึงแฝงไปด้วยความระมัดระวังมากขึ้น รีบให้ลูกจ้างนำเงินที่เตรียมไว้เรียบร้อยแล้วออกมา
การที่ท่าทีของเขาจู่ๆ ก็ดีขึ้นมากถึงเพียงนี้ ทำเอาฉินเหยารู้สึกไม่คุ้นชินอยู่บ้างจึงมองเขาอย่างล้อเลียน เจี่ยงเหวินก็รีบส่งยิ้มเจื่อนๆ กลับมาให้
อำนาจบารมีนี่มันช่างดีเสียจริง ใบสั่งซื้อฉบับใหม่มาเร็วกว่าที่คิดไว้มาก
“ฉินเหนียงจื่อ นี่คือเงินงวดสุดท้ายของครั้งก่อน ห้าร้อยหกสิบตำลึง เงินสดใส่ไว้ในหีบให้ท่านแล้ว ท่านโปรดเก็บให้ดี”
“จริงสิ” เขายื่นเอกสารสัญญาฉบับใหม่ที่หมึกยังไม่แห้งสนิทดีมาให้อีกฉบับหนึ่ง “นี่คือใบสั่งซื้อของปีหน้า หีบหนังสือพลังเซียนห้าพันใบ สินค้าชุดสุดท้ายให้ส่งภายในกลางเดือนห้า ท่านดูสิว่ามีปัญหาอะไรหรือไม่”
“หากไม่มีปัญหา พวกเราก็ทำตามกฎเดิม คือจ่ายเงินมัดจำก่อนห้าส่วน” เขานำตั๋วเงินมูลค่าสูงใบละห้าร้อยตำลึงออกมาสองใบ รวมเป็นเงินหนึ่งพันตำลึงแล้วใช้สองมือประคองวางลงเบื้องหน้าฉินเหยาอย่างแผ่วเบา
ฉินเหยามองตั๋วเงินแวบหนึ่งแล้วจึงมองไปยังเจี่ยงเหวิน “รองผู้ดูแล กฎเดิมของพวกเราคือห้าส่วนรึ”
เจี่ยงเหวินยิ้มแย้มแล้วพยักหน้า “ถูกต้อง”
ฉินเหยาส่ายหน้า ส่งตั๋วเงินใบหนึ่งคืนกลับไปให้ “ท่านจำผิดแล้ว คือสามส่วน เป็นเงินหกร้อยตำลึง ท่านเอาเงินมาให้ข้าอีกหนึ่งร้อยตำลึงก็พอ ตั๋วเงินใบนี้ท่านรับกลับไปเก็บไว้ให้ดีเถิด”
ประกายแหลมคมวาบขึ้นในดวงตาของนาง ย้ำอีกครั้งหนึ่งว่าตนเองกับผู้ว่าการเฮ่อไม่มีความสัมพันธ์ใดๆ ทั้งสิ้น ดังนั้นหากเขามีเรื่องยากลำบากใดๆ ที่อยากจะขอให้นางช่วย นางก็ไม่มีความสามารถพอที่จะช่วยเขาแก้ไขได้
เห็นได้ชัดว่าเจี่ยงเหวินไม่ใช่คนที่จะเชื่ออะไรง่ายๆ ยังคิดจะพูดอีกสองสามประโยค ฉินเหยาก็ยกมือขึ้นห้าม ส่งใบสั่งซื้อฉบับใหม่ที่อ่านจบแล้วกลับไป “ส่วนอื่นไม่มีปัญหา เงินมัดจำล่วงหน้าเปลี่ยนเป็นสามส่วนก็พอ”
พูดจบ เมื่อเห็นเจี่ยงเหวินยังคงนิ่งไม่ขยับ ฉินเหยาก็ถอนหายใจอย่างจนปัญญา “คราวก่อนที่พบผู้ดูแล สีหน้าก็ไม่สู้ดีนัก พบเจอเรื่องลำบากอันใดอยู่หรือ ผ่านมานานถึงเพียงนี้แล้วยังจัดการไม่ได้อีกหรือ”
เจี่ยงเหวินจ้องนางนิ่งๆ อยู่พักหนึ่งแล้วจึงก้มหน้าลงแก้ไขสัญญาพลางกล่าว
“เรือสินค้าสองสามลำที่ท่าเรือเกิดปัญหาขึ้นเล็กน้อย ถูกกรมการขนส่งทางน้ำอายัดไว้ สินค้าส่งออกไปไม่ได้ ลูกค้าก็เร่งรัดหนัก ห้างการค้าไม่สามารถรับเงินค่าสินค้าได้จึงจนมุมคาราคาซังกันอยู่ตรงนั้น”
ดังนั้น เขาเองก็หมดหนทางแล้วเช่นกันจึงคิดจะลองหาทางให้ฉินเหยาช่วยส่งสารไปถึงผู้ว่าการเฮ่อดู
ใบสั่งซื้อหีบหนังสือห้าพันใบนี้ เขาก็เพิ่งจะรีบร้อนขอมาจากเจ้านายเมื่อคืนนี้ คิดว่าทางฉินเหยายังพอจะมีหนทางรอดสุดท้ายให้อยู่บ้าง ใครจะคาดคิดว่านางกลับไม่ยอมรับเรื่องความสัมพันธ์กับตระกูลเฮ่อ
ฉินเหยาเข้าใจแล้ว ไม่น่าแปลกใจเลยที่ครั้งที่แล้วสีหน้าของเจี่ยงเหวินดูย่ำแย่ถึงเพียงนั้น ที่แท้ก็เพราะสินค้าของห้างการค้าถูกกรมการขนส่งทางน้ำอายัดไว้ ทำให้สายป่านทางการเงินขาดสะบั้น
เรื่องนี้ร้ายแรงมาก หากยืดเยื้อต่อไป ห้างการค้าฟู่หลงทั้งห้างจะต้องถูกลากลงเหวไปด้วย
“รู้หรือไม่ว่าเป็นฝีมือใคร” ฉินเหยาเอ่ยถามหยั่งเชิง
ห้างการค้าเช่นห้างการค้าฟู่หลงที่ต้องจ่ายเงินใต้โต๊ะในทุกปี โดยทั่วไปแล้วกรมการขนส่งทางน้ำจะไม่จงใจตรวจสอบอย่างเข้มงวด
เว้นเสียแต่ว่าจะมีผู้อื่นมีเจตนาร้ายแจ้งความเท็จ คอยขัดขวางอยู่เบื้องหลัง
ดูท่าว่าจะเจอคนถ่อยเล่นงานเข้าให้เสียแล้ว