ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว - ตอนที่ 378 ต่อราคา
ตอนที่ 378 ต่อราคา
เมื่อเผชิญหน้ากับคำถามหยั่งเชิงของฉินเหยา เจี่ยงเหวินกลับไม่ได้ตอบ เพียงแค่ส่ายหน้าอย่างคลุมเครือเท่านั้น แสดงว่าพวกเขารู้แต่ไม่มีหลักฐาน ต่อให้ไปหาถึงที่ก็ไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้
ฉินเหยาพยักหน้า นางเข้าใจแล้ว ดูท่าว่าอำนาจของคนถ่อยที่อยู่เบื้องหลังคงจะใหญ่โตนัก
“ตามที่ข้ารู้มา ห้างการค้าใหญ่ๆ ทุกแห่งล้วนมีธรรมเนียมคารวะที่ท่าเรือ ผู้ใหญ่ที่อยู่เบื้องหลังห้างการค้าก็ช่วยไม่ได้หรือ” ฉินเหยาเอ่ยถามอย่างใคร่รู้
เจี่ยงเหวินเห็นว่านางรู้ไม่น้อยเลยทีเดียว แม้แต่ธรรมเนียมคารวะที่ท่าเรือก็ยังรู้ ในใจจึงยิ่งมั่นใจมากขึ้นว่านางกับตระกูลเฮ่อมีความสัมพันธ์ที่ไม่ธรรมดา
“เฮ้อ~” เจี่ยงเหวินถอนหายใจยาว “แค่ในจังหวัดจื่อจิง ห้างการค้าที่นับได้ก็มีอยู่ห้าหกแห่งแล้ว บารมีของพวกเรายังไม่เพียงพอ”
สำหรับคนเหล่านั้น มีพวกเขาเพิ่มมาอีกหนึ่งก็ไม่มากไป ไม่มีพวกเขาไปสักหนึ่งก็ไม่น้อยไป อีกทั้งยังเกี่ยวข้องกับกรมการขนส่งทางน้ำ บรรดาผู้ใหญ่ในเมืองเหล่านี้ต่างก็กลัวจนหลีกเลี่ยงแทบไม่ทัน
เจี่ยงเหวินเอ่ยความจริงกับฉินเหยา “หากห้างการค้าฟู่หลงมิอาจผ่านด่านนี้ไปได้ ความร่วมมือเรื่องหีบหนังสือพลังเซียนของพวกเราเกรงว่าคงต้องสิ้นสุดลง คำสั่งซื้อหีบหนังสือสองพันใบในวันนี้ก็คือการสั่งซื้อครั้งสุดท้าย”
เมื่อครู่ตอนที่เขาแก้ไขเงินมัดจำก็ได้ถือโอกาสเปลี่ยนยอดสั่งซื้อหีบหนังสือจากห้าพันใบเป็นสองพันใบไปด้วยเลย
ใบหน้าของฉินเหยาดำคล้ำไปชั่วขณะ นี่เป็นการบีบคั้นนางนี่!
แต่หากลองคิดกลับกัน หากนางเป็นเจี่ยงเหวิน เกรงว่าคงจะทำได้เหี้ยมโหดกว่าเขาเสียอีก
“ฮู่ว~” ฉินเหยาเท้าสะเอวลุกขึ้น เดินไปมาอยู่ในร้าน พลางครุ่นคิดหามาตรการรับมือ
ตอนนี้โรงงานเครื่องเขียนและห้างการค้าฟู่หลงก็เปรียบดั่งตั๊กแตนบนเชือกเส้นเดียวกัน เมื่อช่องทางการขายหายไป หีบหนังสือที่ผลิตในโรงงานก็ย่อมขายไม่ออก
ต่อให้นางรีบหาลูกค้ารายใหม่ก็ยากจะรับประกันได้ว่าห้างการค้าฟู่หลงที่จนตรอกจะไม่เข้ามาขัดขวาง เมื่อถึงเวลานั้นหากยืดเยื้อไปสักสองสามเดือน โรงงานที่อาศัยเพียงกำไรเล็กน้อยจากการขายกล่องบรรจุภัณฑ์เครื่องเขียนจำนวนมากเพื่อพยุงกิจการ จะสามารถเลี้ยงดูคนงานกว่าร้อยชีวิตได้อย่างไร
ฉินเหยามิจำเป็นต้องเลือก เพราะนางไม่มีทางเลือก
ไม่ก็ทำงานนี้ให้จบแล้วแยกย้ายกันไปด้วยดี…เดี๋ยวก่อน! งานนี้ทำไม่ได้ หากห้างการค้าฟู่หลงไม่สามารถจ่ายเงินงวดสุดท้ายได้ นางจะต้องขาดทุนจนหมดตัว ทั้งยังต้องสิ้นเปลืองแรงไปฟ้องร้องกับพวกเขาอีก
ฉินเหยาหันกลับไปมองสัญญาคำสั่งซื้อหีบหนังสือสองพันใบที่เจี่ยงเหวินร่างขึ้นใหม่บนโต๊ะ ชั่วขณะหนึ่งนางมีความคิดที่จะล้มเลิกเสีย
ทว่าเพียงชั่วครู่เดียว นางก็ตัดสินใจเปลี่ยนกลับเป็นคำสั่งซื้อหีบหนังสือห้าพันใบ
เจี่ยงเหวินกำลังรู้สึกกังวลใจก็เห็นฉินเหยาพลันหยิบสัญญาฉบับใหม่บนโต๊ะขึ้นมาฉีกทิ้งแล้วคลี่สัญญาฉบับแรกแต่เดิมออกอีกครั้ง
“ฉินเหนียงจื่อ เจ้าทำเช่นนี้คือ” เจี่ยงเหวินทั้งตกใจทั้งยินดี แต่ก็ยังไม่กล้าแน่ใจจึงยังคงตีหน้าเคร่ง สีหน้าจึงดูแล้วบิดเบี้ยวไปบ้าง
เมื่อฉินเหยาเผชิญหน้ากับสายตาที่คาดหวังของเขาก็มิได้ให้คำมั่นสัญญาใดๆ เพียงกล่าวว่า “ข้าจะไปลองดูแล้วกัน หากไม่สำเร็จ พวกเราสองฝ่ายก็แยกย้ายกันด้วยดี ถือว่าจบวาสนานี้ลง สัญญาฉบับนี้รอข้ากลับมาค่อยลงนาม”
เมื่อกล่าวถึงตรงนี้ นางก็หยุดไปครู่หนึ่งแล้วกล่าวเสริมว่า “หรือไม่ก็อาจจะไม่กลับมาลงนามแล้ว”
กล่าวจบ ภายใต้สายตาที่เปี่ยมไปด้วยความขอบคุณของอีกฝ่าย นางก็หยิบเงินห้าร้อยหกสิบตำลึงที่เป็นของตนแล้วหันกายออกไปจากห้างการค้า
เหล่าลูกจ้างของห้างการค้าต่างพากันมารุมล้อมข้างกายเจี่ยงเหวินพลางเอ่ยถามอย่างคาดหวังว่า “รองผู้ดูแล ฉินเหนียงจื่อตอบตกลงแล้วใช่หรือไม่”
เจี่ยงเหวินส่ายหน้าเบาๆ เขาไม่รู้
ความหวังช่างริบหรี่ แต่ท้ายที่สุดแล้วก็ยังพอมีความหวังอยู่บ้าง
ฉินเหยาอุ้มหีบเงินกลับมาตามเส้นทางเดิม เมื่อเดินผ่านแผงลอยเล็กๆ ที่เคยสอดส่องไว้ก่อนหน้าก็ยังมีอารมณ์เดินเข้าไปดูชม
กังหันลมเล็กๆ เหล่านี้ทำมาจากแผ่นไม้ไผ่ ทาด้วยสีเคลือบ มีสามสีคือแดง เหลือง และเขียว กังหันลมขนาดเท่าฝ่ามือ ตรงกลางมีเสือซึ่งเป็นนักษัตรของปีหน้าซึ่งสานจากไม้ไผ่
เสือตัวน้อยนั้นสานออกมาได้อย่างเหมือนจริง แต่ท้ายที่สุดแล้วมันก็เป็นเพียงฉบับย่อส่วน เผยให้เห็นถึงความซื่อๆ น่าเอ็นดู อย่าว่าแต่เด็กๆ จะชอบเลย แม้แต่ผู้ใหญ่วัยยี่สิบปีอย่างฉินเหยาเมื่อได้เห็นก็ยังชอบยิ่งนัก
เมื่อถามราคา กังหันลมเช่นนี้อันละสิบห้าเหวิน ฉินเหยาจุปากพลางส่ายหน้า “แปดเหวิน ข้าเอายี่สิบห้าอัน”
เถ้าแก่ถึงกับสูดลมหายใจเข้าลึก ดวงตาลุกโพลงด้วยความโกรธ หากมิใช่เพราะเห็นว่าฉินเหยาเป็นสตรี เขาคงทุบตีนางไปแล้ว!
ต่อราคาก็ต่อราคาไป แต่ก็ไม่มีใครเขาต่อราคาทีเดียวครึ่งหนึ่งเช่นนี้!
“หากเจ้าซื้อสามสิบอัน ข้าให้เจ้าสิบเหวิน” เถ้าแก่กัดฟันแล้วกล่าว อีกทั้งเพิ่งจะมีลูกค้าจากไปกลุ่มหนึ่ง ตอนนี้ไม่มีผู้อื่น มิเช่นนั้นเขาไม่มีทางยอมลดให้เด็ดขาด
ฉินเหยาส่ายหน้า ท่าทีหนักแน่นยิ่ง “แปดเหวิน และข้าต้องการเพียงยี่สิบห้าอัน”
เถ้าแก่กัดฟัน อยากจะพูดว่าไม่ขายแล้วไสหัวไปซะ
แต่ร้านข้างๆ ที่ขายกังหันลมแบบเดียวกันกลับกวักมือเรียกฉินเหยาพร้อมกับเผยรอยยิ้มเป็นมิตรให้
พอเถ้าแก่เห็นเข้า เสียงเตือนภัยในใจพลันก็ดังลั่น เริ่มเผยสีหน้าลังเล
ฉินเหยาลอบยิ้มในใจ เอ่ยปากกดราคาอีกครั้ง “รองเท้าฟางคู่หนึ่งก็แค่สามเหวินห้าเหวิน กังหันลมเล็กๆ ของเจ้าจะใช้ความพยายามมากกว่ารองเท้าฟางคู่หนึ่งได้หรือ เพียงแต่เสือตัวน้อยนี้ต้องใช้ฝีมือที่ซับซ้อนขึ้นเล็กน้อย อย่างกังหันลมที่ไม่มีเสือตัวน้อย สามเหวินก็มีอยู่เต็มท้องถนน”
เถ้าแก่คอแข็งทื่อ อ้าปากอยากจะพูดแต่ก็หยุดลง สุดท้ายก็ถอนหายใจอย่างเศร้าสร้อยแล้วยอมแพ้ วางกองฟางที่เสียบกังหันลมจนเต็มลงตรงหน้าฉินเหยา “เอาไป! เอาไป!”
“ขอบคุณพี่ใหญ่” ฉินเหยายิ้มออกมา เลือกยี่สิบห้าอันไปอย่างพิถีพิถัน กำไว้ในมือจนเต็มกำ เดี๋ยวกลับโรงเตี๊ยมจะเอาหีบหนังสือของหลิวจี้มาใส่ไว้ เพื่อไม่ให้เสียหายระหว่างการเดินทางที่โคลงเคลง
ฉินเหยาจ่ายเศษเงินไปสองเฉียนก็กำกังหันลมช่อใหญ่ไว้ในมือ ท่ามกลางการวิ่งไล่ตามอย่างอิจฉาของเด็กๆ ริมถนน นางก็กลับมาถึงโรงเตี๊ยม
พอหลิวจี้เห็นเข้าก็รู้ได้ทันทีว่านี่เป็นสินค้าที่ซื้อมาให้เอ้อร์หลาง เขารู้สึกไม่พอใจเล็กน้อยที่ฉินเหยาจะขอยืมหีบหนังสือของตน แต่ก็ไม่กล้าพูดออกไป ทำได้เพียงนำตำราในหีบหนังสือออกมาแล้วส่งหีบเปล่าให้ฉินเหยา
“เมียจ๋า กลับมาเร็วนัก เรื่องที่ไปคุยราบรื่นดีหรือไม่” หลิวจี้เดินตามหลังฉินเหยาพลางเอ่ยถาม
ฉินเหยาร้องอืมในลำคอ นางจัดวางกังหันลมน้อยๆ อย่างเป็นระเบียบ ปิดฝาหีบหนังสือแล้วเลื่อนไปวางไว้ข้างเตียง จากนั้นเดินมาที่โต๊ะจิบชาร้อนไปหนึ่งคำก็เตรียมจะออกไปข้างนอกอีกแล้ว
หลิวจี้ยังไม่ทันได้เอ่ยคำว่า “เมีย” ออกมา ประตูห้องพักแขกก็พลันปิดลงดังปัง เกือบจะกระแทกเข้ากับสันจมูกโด่งของเขาอยู่แล้ว
“ข้าจะออกไปเดินเล่นเสียหน่อย” เสียงกำชับดังแว่วมาจากที่ไกลๆ หลิวจี้ร้อง “โอ้” คำหนึ่ง ใจของเขาก็ลอยตามนางไปไกล รู้สึกว่างเปล่า
“เฮ้อ ท่องตำราต่อดีกว่า” หลิวจี้ชำเลืองมองลมหนาวนอกห้อง ซุกมือทั้งสองข้างไว้ในแขนเสื้อแล้วมุดเข้าไปในผ้าห่ม โผล่มาเพียงศีรษะจ้องมองตำรา
เช่นนี้เมื่อรู้สึกง่วงก็เพียงหลับตานอนไปได้เลย หากสตรีใจร้ายกลับมา เขาก็สามารถลืมตาขึ้นมาทันทีแล้วบอกว่าตนกำลังท่องตำราอย่างยากลำบากอยู่
หลิวจี้เอ่ย “นายท่านเช่นข้าช่างเฉลียวฉลาดเหนือผู้ใดนัก~”
ในเมืองหลวงของมณฑลมีจวนรับรองขุนนางอยู่ เมื่อขุนนางจากต่างถิ่นเดินทางมาเพื่อสืบคดีหรือพักเป็นการชั่วคราวล้วนเลือกที่จะเข้าพำนักในจวนรับรองขุนนางนั้น
ฉินเหยาเดินตามฝูงชนมายังบริเวณใกล้กับจวนรับรองขุนนางอย่างลับๆ ล่อๆ บรรยากาศแถบนี้เห็นได้ชัดว่าเคร่งขรึมกว่าตรอกซอกซอยที่คึกคักข้างๆ อยู่มาก นานๆ ครั้งยังมีทหารเดินตรวจตราผ่านไปเพื่อขับไล่ผู้ที่ไม่เกี่ยวข้องให้ออกไป
ฉินเหยามิได้เดินเข้าประตูใหญ่ แต่กลับอ้อมไปยังบริเวณใกล้กับโรงม้าในสวนหลังบ้านของจวนรับรองขุนนาง หลังจากแน่ใจแล้วว่ารถม้าสีดำคันที่ตนเห็นเมื่อวานอยู่ข้างในจึงค่อยมาที่หน้าประตูใหญ่ ใช้เงินหนึ่งตำลึงเพื่อจัดการกับทหารหลวงที่เฝ้าประตู ให้เขาช่วยส่งข่าวถึงมู่หลิง
ตั้งแต่แรก ฉินเหยาก็มิเคยคิดที่จะไปหาตระกูลเฮ่อ ประการแรก ความสัมพันธ์ยังไม่ลึกซึ้งพอ ประการที่สอง การติดหนี้บุญคุณตระกูลเฮ่อถือเป็นปัญหาใหญ่สำหรับนาง ดังนั้นจึงตั้งใจมาลองเสี่ยงโชคที่นี่กับมู่หลิงดู
ในฐานะที่เป็นสตรีเหมือนกัน อย่างไรเสียก็ย่อมพูดคุยกันได้ง่ายกว่า…ใช่หรือไม่