ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว - ตอนที่ 379 ก็ผิวเผินเช่นนี้เอง
ตอนที่ 379 ก็ผิวเผินเช่นนี้เอง
ฉินเหยาซุกมือในแขนเสื้อ รออยู่ที่หน้าประตูจวนรับรองขุนนางเป็นเวลาประมาณครึ่งเค่อก็มีทหารหญิงในชุดสีแดงชาดคนหนึ่งเดินก้าวยาวๆ ออกมา
กวาดสายตามองแวบแรกก็ไม่เห็นฉินเหยาที่นั่งยองๆ อยู่ข้างประตู
ฉินเหยายกมือขึ้นแล้วยิ้มอย่างกระตือรือร้น “เฮ้!”
ทหารหญิงจึงเพิ่งจะสังเกตเห็นว่าคนผู้นั้นนั่งยองๆ อยู่แทบเท้าของนาง
นางพยักหน้าให้ฉินเหยา เป็นเชิงบอกให้นางตามตนเข้าไป
ทหารหญิงนึกว่าฉินเหยาเปลี่ยนใจแล้ว ขณะที่นำทางก็มองสำรวจนางขึ้นลงอย่างพึงพอใจ ยังคิดจะยื่นมือไปสัมผัสร่างกายนางเพื่อดูว่าแข็งแรงกำยำพอหรือไม่
แน่นอนว่าสัมผัสไม่สำเร็จ มือเพิ่งจะยื่นออกไปก็ถูกฉินเหยาคว้าไว้แล้ววางลงเบาๆ
ทหารหญิงก็มิได้โกรธเคืองแม้แต่น้อยกลับยิ้มให้นาง ปฏิกิริยาอันรวดเร็วของฉินเหยาทำให้นางรู้สึกประหลาดใจระคนยินดี ในใจลอบกล่าวว่าท่านแม่ทัพของตนนับว่าดูคนไม่ผิดจริงๆ
เมื่อมาถึงหน้าห้องของมู่หลิง ทหารหญิงก็ส่งสัญญาณให้ฉินเหยารอสักครู่ ก่อนจะเดินไปเคาะประตูห้อง
“ท่านแม่ทัพ ฉินเหยามาแล้วเจ้าค่ะ”
“เข้ามา” เสียงสตรีที่ดังมาจากในห้องฟังดูแล้วอารมณ์ดีไม่น้อย
ทหารหญิงผลักประตูห้องเข้าไปแล้วผายมือทำท่าเชิญฉินเหยา ก่อนจะปิดประตูลงยังส่งยิ้มอย่างเป็นมิตรให้นางอีกครั้ง อย่างไรเสียในอนาคตก็ต้องเป็นสหายร่วมงานกันแล้ว ในฐานะสหายร่วมงาน การปฏิบัติย่อมแตกต่างออกไป นางรู้สึกเพียงว่าฉินเหยามีเอกลักษณ์เป็นของตนเอง
เมื่อประตูปิดลง สตรีที่นอนอยู่ใต้ผ้าห่มภายในห้องขยับตัวลุกขึ้นเล็กน้อย ยิ้มพลางกวักมือเรียกฉินเหยา เป็นการบอกให้นางเข้ามาใกล้ๆ
ฉินเหยาคาดไม่ถึงว่ามู่หลิงในยามส่วนตัวจะเกียจคร้านถึงเพียงนี้ นอนอยู่ใต้ผ้าห่มอุ่นๆ หัวเตียงคือโต๊ะ บนโต๊ะมีไก่ย่าง สุราอุ่นๆ ผลไม้แห้งและขนมเปี๊ยะวางอยู่
บนตักยังมีสมุดภาพเล่มหนึ่งวางอยู่ และมิได้ปิดบังแต่อย่างใด ฉินเหยามองปราดเดียวก็เห็นว่าด้านบนเป็นภาพบุรุษรูปงาม อีกทั้งยังเป็นนิทานที่มีเนื้อเรื่องด้วย
ฉินเหยาคิดนี่มันสภาพข้าตอนอยู่บ้านชัดๆ!
“คิดได้ก็ดีแล้ว บอกมาเถิด คิดจะจัดการเรื่องความสัมพันธ์ในครอบครัวของเจ้าอย่างไร ต้องการให้ข้าช่วยเจ้าหย่าหรือไม่ หากมีบุตร หากเจ้าต้องการก็ให้เป็นของเจ้าทั้งหมด ต่อให้พวกเขามากันทั้งตระกูลก็มิอาจขวางมารดาที่ต้องการพาลูกของนางไปได้”
มู่หลิงใช้นิ้วเดียวที่โผล่ออกมาจากผ้าห่มพลิกหน้าสมุดภาพบุรุษรูปงามไปหนึ่งหน้าพลางชี้ไปที่จี้หยกสีขาวข้างจานขนมเปี๊ยะบนโต๊ะเล็ก
ของที่นางให้ไปแล้ว นางจะไม่เอากลับคืนมาอีก เพราะศักดิ์ศรีของแม่ทัพไม่อนุญาตให้ทำโดยเด็ดขาด!
ฉินเหยาเก็บจี้หยกขึ้นมา แต่กลับมิได้เอ่ยปาก
เมื่อเห็นนางเงียบเช่นนี้ มู่หลิงก็ตระหนักได้ทันทีว่าสถานการณ์คงจะผิดไปจากที่ตนคาดการณ์ไว้เล็กน้อย นางปิดสมุดภาพบุรุษรูปงาม ขมวดคิ้วมองมา “เจ้ามิใช่มาเพื่อเข้าร่วมหน่วยราชองครักษ์หรอกหรือ”
ฉินเหยายิ้มน้อยๆ
ใบหน้าที่ยิ้มแย้มเมื่อครู่ของมู่หลิงพลันมืดครึ้มลงในทันที นางยกมือชี้ไปทางประตูใหญ่ “ไสหัวไป!”
ฉินเหยายืนอยู่ข้างเตียงไม่ขยับเขยื้อนแม้แต่น้อย มู่หลิงโกรธจนเปิดผ้าห่มอุ่นๆ ออกแล้วชักกระบี่ที่แขวนไว้ที่หัวเตียงออกมาอย่างรวดเร็ว แทงกระบี่มาที่หน้าอกของฉินเหยาด้วยจิตสังหารพวยพุ่ง
ฉินเหยายังคงไม่ขยับเขยื้อน เพียงยกสองนิ้วขึ้นหนีบกระบี่ที่เสือกแทงเข้ามาเบาๆ สีหน้าไม่เปลี่ยนใจไม่สั่น มู่หลิงตกตะลึงจนหน้าแดงก่ำ ใช้เรี่ยวแรงทั้งหมดพยายามจะเสือกกระบี่ไปด้านหน้าต่อ แต่กลับไม่อาจทำให้กระบี่ขยับได้เลย
ฉินเหยายิ้มบางๆ “ท่านแม่ทัพ สตรีควรช่วยเหลือสตรีด้วยกัน ท่านจะช่วยข้าสักเรื่องได้หรือไม่”
“เจ้ามีแรงมากแค่ไหนกันแน่!” มู่หลิงไม่ได้ฟังที่นางพูดแม้แต่น้อย เมื่อขยับกระบี่ในมือไม่ได้ มือซ้ายที่ว่างอยู่ก็คว้าโต๊ะหัวเตียงเตรียมจะขว้างใส่นาง อาหารบนโต๊ะแตกกระจายเกลื่อนพื้น
ทว่า กลับได้ยินเพียงเสียงไม้แตกดัง “เพียะ” โต๊ะในมือของนางแตกออกเป็นชิ้นๆ
การเคลื่อนไหวที่ดังเกินไปทำให้ทหารหญิงที่อยู่ด้านนอกตกใจ นางถามอย่างกังวลว่า “ท่านแม่ทัพ?!”
“ห้ามเข้ามา!” มู่หลิงตะคอกอย่างเกรี้ยวกราด
ทหารหญิงขมวดคิ้วอย่างประหลาดใจ เหตุใดจึงรู้สึกว่าน้ำเสียงของท่านแม่ทัพแปลกไป?
จะไม่ให้แปลกได้อย่างไรเล่า ในเมื่อฉินเหยาแย่งกระบี่ของนางไป ทั้งยังบิดแขนทั้งสองข้างของนางไปด้านหลัง กดใบหน้าของนางซุกลงไปในผ้าห่ม ทั้งร่างยังคร่อมอยู่บนหลังของนาง สภาพไม่ต่างอะไรกับปลาบนเขียงที่ถูกจับไว้จนขยับไม่ได้ รอเพียงมีดฟันลงมาเพื่อสับหัวปลาเท่านั้น
แน่นอนว่าฉินเหยาไม่ทำเช่นนั้น นางมาเพื่อขอความช่วยเหลือ มิใช่มาเพื่อใช้ความรุนแรง
นางโน้มตัวลงไป กระซิบข้างหูมู่หลิง “ข้าจะปล่อยมือ พวกเรามานั่งคุยกันดีๆ สักสองสามประโยคได้หรือไม่ ท่านแม่ทัพ?”
มู่หลิงกล่าวอย่างโกรธเคือง “เจ้ามาขอให้คนช่วยด้วยวิธีนี้รึ”
ของขวัญก็ไม่นำมาสักชิ้น มาแต่ตัวเปล่า ยังจะมาทุบตีคนที่สามารถช่วยจัดการธุระให้ได้อีก คนบ้าที่ไหนจะยอมช่วยเหลือนางกัน
เห็นได้ชัดว่าฉินเหยาก็รู้ว่านี่ไม่เหมาะสมจึงกล่าวประจบ “เรื่องนี้สำหรับท่านแม่ทัพแล้ว เป็นเพียงเรื่องที่ใช้ลมปากเท่านั้น แต่สำหรับชาวบ้านเช่นข้าแล้วกลับยากเย็นดุจปีนป่ายสู่สรวงสวรรค์”
มู่หลิงกล่าวอย่างเย้ยหยัน “เจ้าเพียงแค่เข้าร่วมหน่วยราชองครักษ์ขององค์หญิงใหญ่ ทั่วทั้งจังหวัดจื่อจิงใครจะยังกล้าสร้างความลำบากให้เจ้าได้”
ฉินเหยา “หากเรื่องนี้สำเร็จ ข้ามอบเงินให้ท่านหนึ่งร้อยตำลึงดีหรือไม่”
มู่หลิงพยายามดิ้นรน แต่ก็ถูกนางกดไว้อย่างแรง นางกล่าวอย่างฉุนเฉียว “เพียงหนึ่งร้อยตำลึง เจ้าเห็นข้าแม่ทัพเป็นตัวอะไร?”
ฉินเหยา “เช่นนั้นก็สองร้อยตำลึง”
มู่หลิงกัดฟันอย่างเคียดแค้น สตรีบนหลังนางนี้ดูแล้วผอมบางกว่านางมาก แต่อีกฝ่ายกลับเปรียบเสมือนภูเขาไท่ซานที่กำลังทับร่างนางอยู่ กดทับจนอวัยวะภายในของนางแทบจะระเบิดออกมาแล้ว “นี่คือการติดสินบน ข้าแม่ทัพสามารถจับกุมเจ้าได้ทันทีและสังหารโดยไม่ละเว้น!”
“ห้าร้อยตำลึง มากกว่านี้ไม่ได้แล้วท่านแม่ทัพ!” ฉินเหยาทำหน้าขมขื่น
น่าเสียดายที่มู่หลิงมองไม่เห็น นางดิ้นจนเหนื่อยแล้ว เหงื่อท่วมตัวไปหมด เส้นผมเหนียวติดไปกับใบหน้าและลำคอ ทั้งน่าสังเวชและน่าอึดอัด
ฉินเหยาเห็นนางหมดแรงแล้วจึงค่อยปล่อยมือแล้วกระโดดลงจากเตียงอย่างรวดเร็ว
ท่านแม่ทัพนั้นสมกับที่เป็นท่านแม่ทัพ เมื่อได้โอกาสโต้กลับ แม้จะหมดแรงก็ยังสามารถกระโดดขึ้นมาฟันกระบี่ใส่นางได้
แน่นอนว่าแทงไม่โดน ฉินเหยาใช้เท้าเดียวก็เตะกระบี่ของนางไปปักติดกับกำแพง จะดึงอย่างไรก็ดึงไม่ออก
มู่หลิงสูดลมหายใจเข้าลึก โกรธจนตาแดงก่ำ ไม่รู้ว่าโกรธที่นางหยิ่งยโสเกินไป หรือเกลียดชังความไร้ความสามารถของตนเองกันแน่
ทั้งสองคนจ้องตากันอย่างเงียบงันชั่วครู่ มู่หลิงจึงนั่งลงบนขอบเตียงอย่างหมดท่า สองมือยันต้นขาแล้วถามอย่างไม่สบอารมณ์ “ตกลงว่าเรื่องอะไร!”
ฉินเหยารีบเล่าเรื่องที่เรือสินค้าของห้างการค้าฟู่หลงถูกกรมการขนส่งทางน้ำกักเอาไว้ เมื่อเห็นว่าบนใบหน้าของมู่หลิงไม่มีสีหน้าใดๆ ก็รู้ว่าตนมาหาถูกคนแล้ว เรื่องเช่นนี้สำหรับนางแล้วเป็นเพียงเรื่องที่ใช้ลมปากเท่านั้นจริงๆ
หน่วยราชองครักษ์ขององค์หญิงใหญ่ออกโรงเอง ใครเล่าจะกล้าขัดขืน
มู่หลิงถอนหายใจออกมาเฮือกหนึ่ง ถึงตอนนี้ลมหายใจที่กลั้นไว้ถึงได้ผ่อนคลายลง
สายตากวาดมองฉินเหยาขึ้นลงอย่างพินิจพิเคราะห์ ในใจไม่ยอมรับอย่างยิ่ง แต่เหตุผลกลับบอกนางว่า ต่อให้ตนฝึกฝนอีกร้อยปีก็ไม่อาจทำร้ายฉินเหยาได้แม้แต่น้อย
นางไม่เพียงแต่มีพลังมหาศาลน่าสะพรึงกลัว ทักษะการต่อสู้ก็ยังสูงส่งอย่างยิ่ง ไม่เหมือนหญิงชาวบ้านเลยแม้แต่น้อย
“ฉินเหยา ตอนนี้ข้าแม่ทัพอยากรู้เกี่ยวกับตัวเจ้านัก สตรีอายุยี่สิบปี เติบโตในชนบทมาตั้งแต่เล็ก เดินทางรอนแรมมายังหมู่บ้านตระกูลหลิวในจังหวัดจื่อจิงแล้วแต่งให้กับพ่อม่ายที่มีลูกติดสี่คน เจ้าต้องการอะไรกันแน่”
ฉินเหยาแต่งเรื่องขึ้นมา “เห็นว่าเขาหน้าตาดี เห็นว่าเขาเชื่อฟัง ก็ผิวเผินเช่นนี้เอง”
มู่หลิงสังเกตเห็นว่าสีหน้าของนางไม่เหมือนกำลังพูดปดจึงตกตะลึงอย่างยิ่ง
นางสังเกตแก้มของฉินเหยาอย่างละเอียด อยากจะดูว่าภายใต้ใบหน้านี้ ซ่อนใบหน้าของหญิงชราวิปลาสวัยสี่สิบห้าสิบปีไว้อีกดวงหรือไม่
ทักษะการต่อสู้ที่เก่งกล้า ความสงบนิ่งที่เป็นธรรมชาติของฉินเหยา เป็นไปไม่ได้เลยที่สตรีอายุยี่สิบปีจะมีได้
ฉินเหยาอาศัยที่ตนเป็นพวกข้ามภพมาจึงไม่เกรงกลัวอะไรทั้งสิ้น เจ้าอยากจะดูก็ดูไปสิ หรือว่าจะสามารถหาผู้เชี่ยวชาญขับไล่วิญญาณมาดึงวิญญาณของนางออกไปได้หรืออย่างไร