ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว - ตอนที่ 380 นักฆ่า
ตอนที่ 380 นักฆ่า
ฉินเหยาเอ่ยถามหยั่งเชิง “เรื่องที่ข้าพูดเมื่อครู่ ท่านแม่ทัพมิได้ปฏิเสธ ก็ถือว่าตอบตกลงแล้วใช่หรือไม่”
มู่หลิงเลิกคิ้วขึ้นข้างหนึ่ง “ฝีมือของเจ้าเก่งกาจถึงเพียงนี้ เช่นนั้นก็ช่วยข้าฆ่าคนสักสองคนสิ”
ฉินเหยาประหลาดใจเล็กน้อย แต่ก็ตระหนักได้ทันทีว่าต้องต่อรอง “คนเดียว”
มู่หลิงลุกขึ้นยื่นฝ่ามือไปทางนาง “ได้”
ฉินเหยาตบฝ่ามือลงไป “ตกลง!”
ในที่สุดก็ถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก
ทว่านางก็สงสัยยิ่งนักว่าชีวิตของผู้ใดกันแน่ถึงมีค่าถึงห้าร้อยตำลึง
มู่หลิงค้นภาพวาดใบหนึ่งออกมาจากกองเอกสารแล้วยื่นให้ฉินเหยา บนภาพวาดเป็นบุรุษใบหน้ากลมผู้หนึ่ง ด้านบนเขียนไว้ว่า เถ้าแก่กัวหลินแห่งห้างการค้าจิ่งหยุน
อืม…ไม่รู้จัก ฆ่าได้
ส่วนเหตุผลที่มู่หลิงต้องการฆ่าคนผู้นี้และเหตุใดจึงไม่เลือกลงมือเอง ฉินเหยามีจรรยาบรรณในวิชาชีพอย่างยิ่ง นางไม่สนใจแม้แต่น้อย
เมื่อได้รับข้อมูลโดยละเอียดแล้วก็จากไป
“ตอนกลางคืนอย่าลืมเปิดประตูไว้ให้ข้าด้วย”
มู่หลิงขมวดคิ้วอย่างสงสัย หมายความว่าอย่างไร หรือว่านางมั่นใจถึงขั้นว่าจะสามารถสังหารคนผู้นั้นได้ภายในคืนนี้เลยหรือ
น่าเสียดายที่ตัวคนเดินไปไกลแล้ว มู่หลิงจึงไม่มีโอกาสได้ถามต่อ นางเรียกทหารหญิงคนหนึ่งมา สั่งให้พวกนางเพิ่มการตรวจตราในคืนนี้ เพื่อที่จะได้เปิดประตูไว้ให้ใครบางคน
ครั้งนี้ที่หน่วยราชองครักษ์มายังจังหวัดจื่อจิง มิใช่เพื่อมามอบของขวัญปีใหม่ให้ฉีฮูหยิน แต่ภารกิจที่สำคัญที่สุดคือการจัดการกับคนทรยศ
ผู้ที่กล้าทรยศนายต้องตายสถานเดียวเท่านั้น
แต่การจะจัดการเรื่องนี้ให้สวยงามโดยไม่ให้องค์หญิงใหญ่ของนางต้องมัวหมองแม้แต่น้อยนั้นกลับไม่ใช่เรื่องง่าย
เดิมทีมู่หลิงคิดจะให้ตระกูลเฮ่อซึ่งเป็นขุนนางที่ใหญ่ที่สุดในท้องถิ่นแห่งนี้ลงมือ แต่เงื่อนไขยังตกลงกันไม่ได้มิใช่หรือ
สองสามีภรรยาคู่นี้ ทั้งอยากจะปีนป่ายเกาะเกี่ยวเอาผลประโยชน์จากองค์หญิงใหญ่ แต่ก็ไม่ยอมสละบุตร ทั้งยังอยากได้นี่ได้นั่น ในโลกนี้จะมีเรื่องดีๆ เช่นนั้นได้อย่างไร!
กลับเป็นบุตรีคนเล็กของตระกูลเฮ่อที่ไม่เลวจริงๆ องค์หญิงใหญ่ทรงโปรดเด็กที่เฉลียวฉลาด นางไม่กลัวว่าเด็กหญิงคนนั้นจะเจ้าเล่ห์มีเป้าหมาย กลัวแต่ว่าจะเป็นคนโง่ ไม่เข้าใจการต่อสู้แย่งชิง ไม่รู้จักต่อต้าน ไม่สามารถรับมือกับสถานการณ์ในเมืองหลวงได้
ก่อนที่ฉินเหยาจะมาในวันนี้ มู่หลิงยังคงคิดอยู่ว่า ควรจะส่งคนของตนไปจัดการกับกัวหลินเจ้าสุนัขที่กินบนเรือนขี้รดบนหลังคานี่ด้วยตนเองหรือไม่
แม้ว่าการทำเช่นนั้นจะเผยจุดอ่อนให้ฝ่ายตรงข้ามจับได้ แต่เมื่อเทียบกับภัยคุกคามที่เกิดจากการที่อีกฝ่ายยังมีชีวิตอยู่ต่อไปนั้น เมื่อชั่งน้ำหนักข้อดีข้อเสียแล้ว การลงมือเองย่อมสบายใจกว่าเป็นธรรมดา
แต่ตอนนี้เผือกร้อนก้อนนี้ได้ถูกส่งต่อไปให้ฉินเหยาซึ่งเป็นคนที่ไม่เกี่ยวข้อง มู่หลิงคิดว่าไม่ว่าจะสำเร็จหรือไม่ อย่างไรเสียก็ไม่ขาดทุน เช่นนั้นก็ให้นางรอดูด้วยความคาดหวังเถิด
แม้เพิ่งจะรับคำสั่งคร่าชีวิตคนมาหมาดๆ ฉินเหยาก็ยังทำตัวเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น นางกลับไปที่โรงเตี๊ยมและทานอาหารเย็นมื้อใหญ่กับหลิวจี้ที่ไม่ได้ออกจากห้องไปไหนเลยทั้งวัน
ปากของนางนี้ถูกเลี้ยงมาจนเคยตัว อาหารของโรงเตี๊ยมจึงไม่ถูกปาก หลิวจี้ที่ไม่ได้เข้าห้องครัวมานานจึงพับแขนเสื้อขึ้น ยืมเตาในครัวเพื่อทำอาหารเย็นที่ถูกใจนาง
ตอนกลางคืนยังมีงานที่ต้องใช้แรงอีก ฉินเหยาจึงตั้งใจกินข้าวเพิ่มอีกสองชามเป็นพิเศษ หาใช่เพราะว่ากับข้าวอร่อยเกินไปจนควบคุมตัวเองไม่อยู่ไม่!
หลังอาหาร นางดีดลูกคิดต๊อกแต๊กคำนวณบัญชีไปพลางแช่เท้าในน้ำร้อนที่หลิวจี้ตักมาให้ไปพลาง เมื่ออ้าปากก็มีเมล็ดฟักทองที่แกะเปลือกแล้วหนึ่งกำมือถูกป้อนมาถึงปาก
หลิวจี้มองแก้มสองข้างของนางที่บวมตุ่ยคล้ายกับกระรอก ในใจก็รู้สึกภาคภูมิใจและพึงพอใจอย่างยิ่ง
การที่สามารถเลี้ยงดูสตรีใจร้ายที่ฆ่าคนไม่กะพริบตาเช่นนี้ให้อิ่มหนำสำราญ ดูแลให้นางสุขสบายได้นั้น มิใช่เรื่องที่บุรุษธรรมดาจะทำได้
มีเพียงบุรุษที่โดดเด่นไม่เหมือนใครเช่นเขาเท่านั้นจึงจะทำเรื่องเช่นนี้ได้สำเร็จ
ฉินเหยาคล้ายจะรู้สึกถึงอะไรบางอย่างจึงปรายตามองเขาอย่างสงสัย บุรุษผู้นี้ยิ้มแย้มดุจบุปผาพลางยื่นชาอุ่นๆ ที่พักไว้จนได้ที่แล้วมาให้อีกถ้วยหนึ่ง
อย่าว่าอย่างนั้นอย่างนี้เลยนะ! นางคอแห้งจริงๆ!
หลิวจี้มองนางยกถ้วยชาขึ้นดื่มรวดเดียวหมด ในใจก็ลิงโลดยิ่งนักพลางคิดในใจว่า นี่มิใช่ว่ากุมอำนาจไว้ได้แล้วหรอกหรือ~
หารู้ไม่ว่าอีกครึ่งชั่วยามต่อมา คนที่เขาคิดว่ากุมอำนาจไว้ได้อย่างสมบูรณ์ตรงหน้านี้จะใช้มือเปล่าบิดศีรษะคนกลางถนนดัง “กร็อบ”
ฉินเหยามองดูสีของท้องฟ้านอกหน้าต่าง ใกล้จะได้เวลาแล้ว ยามนี้ที่หออี๋หงคงจะคึกคักที่สุดแล้ว
“พักผ่อนเถิด” ฉินเหยาปิดสมุดบัญชี วางลูกคิดลงแล้วยกเท้าทั้งสองข้างที่แช่จนสบายขึ้นมาจากกะละมัง รับผ้าเช็ดเท้าที่หลิวจี้ยื่นมาให้เช็ดหยดน้ำจนแห้ง สวมรองเท้าแตะของตนแล้วเอนกายลงบนเตียง
หลิวจี้เทน้ำล้างเท้าแล้วเช็ดหยดน้ำที่กระเซ็นบนพื้นจนแห้ง ปูที่นอนของตน เมื่อห่มผ้าห่มเรียบร้อยก็กล่าวคำหนึ่งว่า “เมียจ๋า ราตรีสวัสดิ์” แล้วหลับตาลง หลับใหลไปอย่างเป็นสุข
วันนี้ก็เป็นอีกวันที่ไม่โดนด่า~
ในไม่ช้า คนที่นอนอยู่บนพื้นก็เข้าสู่ห้วงนิทรา
ฉินเหยาที่เดิมทีนอนหลับสนิทอยู่บนเตียงพลันลุกขึ้นนั่ง สวมเสื้อผ้าและรองเท้า นางไม่ได้พกอาวุธไปด้วย ฉวยเพียงผ้าพันคอของหลิวจี้มาพันใบหน้าของตนเอาไว้ เผยให้เห็นเพียงดวงตาสีดำคู่หนึ่ง
ประตูห้องเปิดออกและปิดลงอย่างรวดเร็ว ลมหนาวที่ต้องการจะบุกรุกเข้ามายังไม่ทันไรก็ถูกกั้นเอาไว้นอกห้องเสียแล้ว
โถงใหญ่ของโรงเตี๊ยมยังคงสว่างไสว ลูกจ้างของโรงเตี๊ยมกำลังเช็ดโต๊ะเก้าอี้และทำความสะอาด เถ้าแก่ถือสมุดบัญชีเพื่อตรวจสอบรายรับของวันนี้ แขกในห้องพักแขกส่วนใหญ่ล้วนดับไฟนอนกันหมดแล้ว ตรอกด้านหลังของโรงเตี๊ยมทั้งตรอกนอกจากเสียงสุนัขเห่าแล้วก็ล้วนเงียบสงัด
ในยามนี้ สถานที่ที่คึกคักที่สุดคงหนีไม่พ้นตรอกหอคณิกาทางใต้ของเมือง ที่แห่งนั้นแสงสีเสียงดังอึกทึก ผู้คนจอแจ กำลังอยู่ในช่วงเวลาที่สนุกสนานที่สุด
บนหลังคา เงาร่างหนึ่งเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็ว ผู้ที่ไม่รู้คงคิดว่าเป็นแมวจรจัดที่ออกหาอาหาร เพราะถูกเสียงของผู้คนทำให้ตกใจ เงานั้นจึงรีบหดตัวเข้าไปในความมืดมิด ซ่อนตัวอยู่ในมุมอับสายตา บุรุษและสตรีหลายกลุ่มที่มาหาความสำราญล้วนเดินผ่านตรงจุดนี้ แต่ก็ไม่สังเกตเห็นความผิดปกติใดๆ
ใบหน้าของคนในภาพวาดนั้นฉินเหยาจดจำไว้ในสมองแล้ว ส่วนเวลาและสถานที่มู่หลิงก็เป็นผู้ให้มาด้วยตนเอง ไม่น่าจะผิดพลาด
ฉินเหยาเอนร่างในเงามืดอย่างเบื่อหน่าย มองดูเงาร่างของผู้คนที่เดินผ่านหน้าไปทีละกลุ่มๆ แล้วสงสัยว่าตนเองมาสายเกินไปจนคลาดกับเป้าหมายไปแล้วหรือไม่
ขณะที่กำลังสงสัยในความถูกต้องของข้อมูลจากหน่วยราชองครักษ์ ใบหน้าที่คุ้นเคยก็ปรากฏขึ้นในสายตา
ฉินเหยายืนยันซ้ำแล้วซ้ำเล่า เพื่อความรอบคอบ นางยังคงตะโกนข้ามถนนครึ่งสายไปยังคนที่ถูกเหล่าหญิงงามประคองอยู่ที่หน้าประตูหออี๋หงว่า “กัวหลิน!”
บุรุษที่กำลังเมามายนั้นหยุดชะงักไปหลายวินาทีจึงค่อยหันมองมาอย่างสงสัย
กลับเป็นหญิงงามข้างกายเขาที่เอ่ยเตือนขึ้นก่อน “นายท่านกัว เหมือนจะมีคนเรียกท่านนะเจ้าคะ”
ดีมาก ยืนยันเรียบร้อย!
ฉินเหยาวิ่งออกมาจากเงามืดด้วยความเร็วสูง กัวหลินรู้สึกเพียงว่าตรงหน้าพลันปรากฏคนผู้หนึ่งที่ศีรษะพันด้วยผ้า ดูแล้วประหลาดอย่างยิ่งขึ้น
เหล่าหญิงงามตกใจกับการปรากฏตัวอย่างกะทันหันของคนผู้นี้ รู้สึกว่าคนผู้นี้ค่อนข้างแปลก แต่ก็ไม่ได้มีปฏิกิริยาอะไร
กลับเป็นกัวหลิน อาจจะเพราะทำเรื่องผิดมโนธรรมไว้มาก พอสบตากับดวงตาเย็นชาคู่นั้น ในใจก็ส่งเสียงเตือนภัยดังลั่น เขาผลักหญิงงามสองคนในอ้อมแขนออกไปตามสัญชาตญาณ หันหลังแล้วตะโกนว่า “ใครก็ได้!”
ยามออกไปข้างนอกเขามักจะนำบ่าวชายและผู้คุ้มกันมาด้วยเสมอ มีผู้คุ้มกันสองคนอยู่ข้างหลังเขา ส่วนที่เหลือรออยู่ที่ข้างรถม้าหน้าประตูหออี๋หง
เมื่อได้ยินเสียงตะโกนนี้ของกัวหลิน ผู้คุ้มกันสองคนที่อยู่ใกล้เขาที่สุดก็รีบชักดาบพุ่งเข้ามาทันที หากเป็นนักฆ่าทั่วไป เมื่อพลาดโอกาสแรกไปแล้ว การจะเอาชีวิตกัวหลินภายใต้การคุ้มกันอย่างแน่นหนานั้น แทบจะเป็นไปไม่ได้แล้ว
ทว่า นักฆ่าที่พวกเขาเผชิญหน้าในวันนี้คือฉินเหยา
ดาบสองเล่มฟันเข้ามาจากสองทิศทางซ้ายและขวา เท้าของนางขยับเล็กน้อย ร่างบางก็ทะยานขึ้นไปในอากาศ ปลายเท้าเหยียบลงบนหน้าดาบพอดีแล้วพุ่งตัวไปข้างหน้า สองมือจับลงบนไหล่ของกัวหลินที่เพิ่งจะวิ่งออกไปได้สามเมตร
ภายใต้แรงกระแทกมหาศาล ร่างกายของกัวหลินพุ่งไปข้างหน้าอย่างควบคุมไม่ได้
ฉินเหยาตกลงมาบนหลังของเขาพอดี นางเข่างอลง กดลงบนกระดูกสันหลังของเขา น้ำหนักที่หนักอึ้งดุจขุนเขานั้นกดทับจนอวัยวะภายในของเขาย้ายตำแหน่ง กระอักเลือดสดออกมาหนึ่งคำ
ยังไม่ทันที่กัวหลินที่กำลังตกตะลึงจะได้เอ่ยปากถาม มืออุ่นๆ คู่หนึ่งก็วางลงบนศีรษะของเขา ได้ยินเพียงเสียง “กร็อบ” ดังขึ้น ดวงตาทั้งสองข้างของกัวหลินก็เบิกโพลง ศีรษะบิดงอในมุมที่แปลกประหลาด สิ้นลมหายใจในทันที