ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว - ตอนที่ 381 เจี่ยงเหวิน ข้าไม่รู้นะ
ตอนที่ 381 เจี่ยงเหวิน ข้าไม่รู้นะ
เหล่าผู้คุ้มกันที่อยู่หน้ารถม้าเพิ่งจะกรูกันเข้ามา ขณะที่กำลังจะยกดาบขึ้นก็เห็นนายท่านของตนตายอย่างอนาถคาที่จึงมองไปยังคนคลุมหน้าผู้นั้นด้วยความตกตะลึง
ดวงตาอันเย็นชาคู่นั้นกวาดตามองพวกเขาแวบหนึ่ง หัวใจของเหล่าผู้คุ้มกันพลันสั่นสะท้านขึ้นมาพร้อมกัน ถึงกับไม่กล้าก้าวเข้าไป
ฉินเหยารีบถอดเครื่องประดับที่เอวของกัวหลินชิ้นหนึ่งมาเพื่อเป็นหลักฐาน ก่อนจะพุ่งออกไปดุจกระทิงเปลี่ยว ผู้คุ้มกันคนใดก็ตามที่ขวางอยู่เบื้องหน้านางล้วนถูกพลังอันแข็งแกร่งมหาศาลนี้ซัดจนกระเด็น ไม่มีผู้ใดสามารถหยุดยั้งฝีเท้าของนางได้เลย
ใช้เวลาไม่ถึงสามลมหายใจ กัวหลินก็ตายแล้ว ผู้คุ้มกันบาดเจ็บ ส่วนฆาตกรหลบหนีไปได้อย่างไร้ร่องรอย
เมื่อได้พบเจอกับนักฆ่าที่เพียบพร้อมทั้งพละกำลังและความเร็ว อีกทั้งวิธีการยังเด็ดขาดอย่างยิ่ง การจะรอดชีวิตนั้นเป็นเรื่องที่ยากมาก
ก๊อก ก๊อก! เสียงเคาะประตูดังขึ้น
แต่ไรมามู่หลิงมักจะหลับไม่ลึก นางจึงลุกขึ้นจากเตียงในทันที เมื่อนึกถึงใครบางคนก็ลงจากเตียงไปเปิดประตูอย่างไม่อยากเชื่อ จี้ห้อยเอวหงส์คู่พลันปรากฏขึ้นตรงหน้านาง
ตรงกลางของจี้ห้อยเอวนั้นคือใบหน้าของฉินเหยาที่ถูกปกปิดไว้อย่างมิดชิด เผยให้เห็นเพียงดวงตาสองข้าง
“เรื่องของท่านข้าจัดการให้แล้ว เรื่องของข้า ท่านจะจัดการให้ได้เมื่อใด”
มู่หลิงรับจี้ห้อยเอวมาอย่างไม่อยากจะเชื่อ จี้ห้อยเอวหงส์คู่ เป็นจี้ห้อยเอวที่องค์หญิงใหญ่ทรงประทานให้กัวหลินด้วยพระองค์เองเมื่อหลายปีก่อน ในโลกนี้มีเพียงชิ้นเดียวจริงๆ
“รวดเร็วถึงเพียงนี้เชียว?” มู่หลิงเก็บจี้หยกไปพลางแล้วมองสำรวจฉินเหยาขึ้นๆ ลงๆ อย่างประหลาดใจ บนร่างของนางไม่มีอาวุธแม้แต่ชิ้นเดียว แม้แต่เลือดก็ไม่กระเซ็นโดนสักหยด นี่ทำได้อย่างไรกันแน่
ฉินเหยาพยักพเยิดเข้าไปในห้อง มู่หลิงพยักหน้า นางจึงเดินเข้าไปในห้อง หากาน้ำชามารินน้ำให้ตนเองหนึ่งถ้วย หลังจากดื่มเสร็จจึงกล่าวว่า
“ของที่นำไปยิ่งน้อย พิรุธที่ทิ้งไว้ก็ยิ่งน้อยตามไปด้วย ดังนั้นข้าจึงไม่ได้พกอาวุธอะไรไปเลย เมื่อถึงเวลาที่ท่านบอกก็ไปให้ถึงตรงเวลา เมื่อเห็นบุคคลเป้าหมาย หลังจากยืนยันตัวตนแล้วจึงหักคอเขา ส่งเขาไปพบพญายม”
“ใช้เวลาทั้งหมดก็…” ฉินเหยาหักนิ้วคำนวณ “ตั้งแต่ข้าออกจากห้องมาถึงที่นี่ก็สองเค่อกว่าๆ กระมัง”
เถ้าแก่ใส่เกลือเยอะไปหน่อย เค็มเสียจนคอนางแห้งผาก ตอนนี้ได้ดื่มน้ำไปหนึ่งถ้วยถึงได้รู้สึกดีขึ้น
แน่นอนว่า ฉินเหยาไม่ได้เล่าเรื่องนี้ให้มู่หลิงฟัง มิฉะนั้นนางคงจะบ่นยืดยาวอีกเป็นแน่ เช่น เจ้าเข้ามาอย่างเปิดเผยเยี่ยงนี้ หากมีคนเห็นเข้าจะทำอย่างไร!
ทำอย่างไรหรือ
แน่นอนว่าก็จัดการไปตามสถานการณ์ นางรับผิดชอบแค่สังหารคนไม่ดูแลเรื่องการฝัง การเก็บกวาดเรื่องที่ตามมานั้นจะเป็นอีกราคาหนึ่ง
ทว่า ไม่มีกล้องวงจรปิด สถานที่เกิดเหตุอยู่ทางใต้ของเมือง ในขณะที่นางกำลังกินมื้อดึกอยู่ทางตะวันออกของเมือง โอกาสที่จะถูกสงสัยนั้นแทบไม่มีเลย
โดยรวมแล้ว ฉินเหยาค่อนข้างพอใจกับประสิทธิภาพในการทำงานของตนเอง
มู่หลิงยืนอยู่ตรงหน้านาง อยากจะหัวเราะแต่ก็ต้องสงวนท่าทีเอาไว้ สุดท้ายจึงยื่นข้อเสนอให้ฉินเหยาอีกครั้ง
“มอบตำแหน่งขุนนางทหารขั้นเจ็ดให้เจ้า เข้าร่วมหน่วยราชองครักษ์ ให้เจ้าเป็นรองหัวหน้า เป็นอย่างไร”
ฉินเหยาวางถ้วยน้ำชาลงแล้วลุกขึ้นยืน นางโบกมือไปมา “ไม่เป็นอย่างไร ข้าเป็นสตรีที่มีครอบครัวแล้ว ไม่อาจทำงานถวายชีวิตได้ ดังนั้นไม่ขอถ่วงเวลาพวกท่านในการสร้างความสำเร็จอันยิ่งใหญ่แล้ว”
มู่หลิงเอียงศีรษะแล้วหัวเราะเยาะตนเองเสียงหนึ่ง “ช่างเถิด เรื่องของเจ้าข้าสั่งให้คนไปจัดการแล้ว คืนนี้ก็รู้ผลแล้ว เจ้ากลับไปรอข่าวเถิด ดึกแล้ว ข้าจะนอน”
นี่คือหมายความว่าจะส่งแขกแล้ว ฉินเหยายักไหล่ ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วประสานหมัดอีกครั้ง “ขอบคุณมาก!”
มู่หลิงตบจี้ห้อยเอวหงส์คู่ในอกของตน “มิต้องเกรงใจ เป็นสิ่งที่ควรทำอยู่แล้ว”
คนทั้งสองพยักหน้าให้กันอย่างเป็นมิตร การซื้อขายเสร็จสิ้นลงอย่างสมบูรณ์
ฉินเหยาถอยกลับไป นางเดินอยู่บนหลังคา ตลอดทางมองดูภาพความโกลาหลทางใต้ของเมืองแล้วกลับถึงโรงเตี๊ยมอย่างใจเย็น
หลิวจี้ยังคงหลับเหมือนหมูตาย ฉินเหยาข้ามตัวเขาไปแล้วทิ้งตัวลงบนผ้าห่ม ในนั้นเหมือนจะยังมีความอบอุ่นที่นางทิ้งไว้ก่อนจากไปหลงเหลืออยู่ ไม่นานก็หลับไปอย่างสบายใจ
ในเวลาเดียวกัน
ประตูใหญ่ที่บ้านของเจี่ยงเหวินถูกทุบเสียงดังสนั่น คนในบ้านทั้งเด็กทั้งผู้ใหญ่พากันตกใจจนตื่น
เจี่ยงเหวินรีบสวมเสื้อผ้ามาที่หลังประตูแล้วถามอย่างระแวดระวังว่า “ใครน่ะ” มาเคาะประตูตอนดึกขนาดนี้ เล่นเอาคนตกใจหมด
“เปิดประตู!”
นอกประตูนั้นเป็นเสียงของสตรี เสียงนั้นเย็นชายิ่งกว่าค่ำคืนอันหนาวเหน็บในเดือนสิบสองเสียอีก “มาส่งของให้เจ้า”
หัวใจของเจี่ยงเหวินกระตุกวูบ เขาไม่กล้าเปิดประตูแต่พยายามแนบร่างกับรอยแยกของประตู เมื่อเพ่งมองดูก็เห็นเป็นสตรีในชุดสีแดงยืนอยู่ภายใต้แสงสลัวด้านนอก
เมื่อเห็นว่าไม่มีใครอื่นอยู่ข้างกายนางอีก เจี่ยงเหวินจึงค่อยๆ แง้มประตูออกอย่างระมัดระวัง
สตรีผู้นั้นแค่นเสียงใส่เขาอย่างจนคำพูดเสียงหนึ่งแล้วล้วงเอาคำสั่งปล่อยเรือออกมาจากแขนเสื้อแล้วยื่นให้เขา “เรือสินค้าของห้างการค้าเจ้าจอดอยู่ที่ท่าเรือแล้ว รีบไปเอาเถอะ”
พูดจบก็หันหลังขึ้นม้าจากไป
ราษฎรในเมืองไม่ได้รับอนุญาตให้ขี่ม้าเร็วในเมืองยามค่ำคืน แต่อีกฝ่ายกลับกล้าเพิกเฉยต่อกฎเกณฑ์ ในใจของเจี่ยงเหวินทั้งดีใจทั้งตกใจ
ดีใจที่การกักเรือสินค้าที่ทำให้เขาทุกข์ใจมาหลายเดือนได้รับการแก้ไขแล้ว
ตกใจกับที่มาที่ไปของอีกฝ่าย ใครกันแน่ที่ยื่นมือเข้ามาช่วยพวกเขา
สตรีผู้นี้เห็นได้ชัดว่าไม่ใช่คนของทางการ แต่ดูจากการแต่งกายและท่าทางของนางแล้วย่อมไม่ใช่คนธรรมดาแน่นอน
แต่ตอนนี้เจี่ยงเหวินไม่มีเวลามาคิดมากเรื่องนั้น เรือสินค้านั้นไม่อาจล่าช้าไปได้อีกแม้แต่ครู่เดียว เขารีบกลับเข้าบ้านไปสวมเสื้อผ้าให้เรียบร้อย ปลอบโยนคนในครอบครัวแล้วถือคำสั่งปล่อยเรือรีบออกจากบ้านไป
ก่อนอื่นต้องไปเรียกคนของห้างการค้าให้ตื่นแล้วรีบเดินทางไปยังท่าเรือเพื่อรับสินค้าทั้งหมดคืน
จนกระทั่งขอบฟ้าสว่างขึ้น เรือสินค้าหลายลำที่ถูกกักไว้ก็ได้รับการตรวจนับจนเสร็จสิ้น ขาดใบชาชั้นดีไปหลายหีบ คิดเป็นเงินก็สามสี่ร้อยตำลึง แต่ความเสียหายเพียงเท่านี้ก็นับว่าต่ำกว่าที่คาดไว้มากแล้ว
ตอนที่เจี่ยงเหวินตรวจนับสินค้า เขายังพบเครื่องกระเบื้องเคลือบสวยงามหลายหีบที่วางระเกะระกะ ตอนแรกเขานึกว่าถูกคนของกรมการขนส่งทางน้ำรื้อค้นตอนตรวจสอบ
ต่อมาเมื่อลูกจ้างเอ่ยเตือนจึงเห็นว่าในถ้วยกระเบื้องมีร่องรอยการใช้งานจึงเข้าใจทันทีว่านี่คือของที่ถูกเอาไปแล้วนำกลับมาคืน
เพราะต้องรีบร้อนเก็บของมาคืนจึงไม่มีเวลาทำความสะอาด ถึงได้ทิ้งคราบสกปรกเอาไว้ ยากจะจินตนาการถึงความหวาดกลัวและความสับสนวุ่นวายของอีกฝ่ายในตอนนั้นได้จริงๆ
เจี่ยงเหวินรู้สึกสงสัยเหลือเกิน หลังจัดแจงสินค้าเสร็จและเตรียมจะพาคนจากไป ใต้เท้าผู้ตรวจการกรมการขนส่งทางน้ำก็มาถึงพอดี
ใต้เท้าที่ไม่เคยได้พบหน้ามาก่อนกลับมาสอบถามเขาซึ่งเป็นเพียงรองผู้ดูแลตัวเล็กๆ ด้วยตนเองว่าสินค้าขาดหายไปหรือไม่ หากมีก็สามารถบอกเขาได้เลย เขาจะช่วยตามหาคืนมาให้แน่นอน
เจี่ยงเหวินรู้สึกตกใจอย่างยิ่งที่จู่ๆ ได้รับการช่วยเหลือเช่นนี้ เขาจะกล้ารบกวนใต้เท้าผู้ตรวจการกรมการขนส่งให้ช่วยตามหาสินค้าที่ ‘มีมูลค่าเพียงสามสี่ร้อยตำลึง’ ได้อย่างไรกันจึงรีบตอบว่าไม่มี
ใต้เท้าผู้ตรวจการกรมการขนส่งบอกว่าเช่นนี้เขาก็สบายใจแล้ว ยังบ่นเป็นนัยทั้งทางตรงและทางอ้อมว่า ในเมื่อมีผู้ยิ่งใหญ่หนุนหลังอยู่แล้วเหตุใดถึงไม่รีบบอก ทำให้ตอนนี้ต้องมาลำบากใจกันเช่นนี้
จนกระทั่งกลับถึงห้างการค้า เจี่ยงเหวินก็ยังคงสับสนงุนงงอยู่บ้าง
คำตอบทั้งหมดนั้น รอจนกระทั่งลูกจ้างส่งข่าวมาว่าเมื่อคืนเถ้าแก่กัวหลินแห่งห้างการค้าจิ่งหยุนถูกสังหารตายอย่างน่าอนาถ เขาจึงค่อยกระจ่างแจ้ง
หากเขาดูไม่ผิด ทหารหญิงที่ตามหลังขบวนของทางการที่สวมชุดเกราะสีแดง ใบหน้าเย็นชา กำลังสั่งการให้เจ้าหน้าที่ของทางการจังหวัดจื่อจิงสืบสวนคดีของกัวหลินอย่างละเอียดเพื่อจะดูว่าใครกันที่กล้าเหิมเกริมแตะต้องคนขององค์หญิงใหญ่ของพวกนางผู้นั้นเหมือนจะเป็นสตรีที่มาส่งจดหมายให้เขากลางดึกนางนั้น
กัวหลินตายอย่างอนาถ หน่วยราชองครักษ์ขององค์หญิงใหญ่มาส่งจดหมายให้เขาโดยเฉพาะ ทุกเรื่องกระทบจิตใจของเจี่ยงเหวินที่อดนอนมาทั้งคืนและอารมณ์เปราะบางอย่างยิ่ง
แม้แต่เถ้าแก่ของห้างการค้าฟู่หลงก็ยังรู้สึกตกใจ ไม่รู้ว่าเจี่ยงเหวินไปปีนป่ายเกาะผู้สูงศักดิ์ท่านใดมา เขาเอ่ยถามเขาอย่างเกรงใจตลอดว่าตนเองมีความลับอะไรที่ปิดบังเอาไว้หรือไม่
เจี่ยงเหวินนวดขมับที่เต้นตุบๆ รู้สึกร้อนใจอย่างยิ่ง เขาไม่รู้อะไรเลยจริงๆ!