ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว - ตอนที่ 382 รสชาติของอำนาจ
ตอนที่ 382 รสชาติของอำนาจ
เพื่อไม่ให้รบกวนฉินเหยาที่กำลังนอนหลับต่อ หลิวจี้จึงถือตำรามาที่โถงใหญ่ของโรงเตี๊ยมแต่เช้าตรู่ ผิงไฟถ่านของผู้อื่นไปพลางกินอาหารเช้าและท่องตำราไปพลาง
เถ้าแก่เห็นเขาขยันหมั่นเพียร ทั้งยังมีหน้าตาหล่อเหลาจึงแถมน้ำแกงเนื้อแพะร้อนๆ ให้เขาโดยไม่คิดเงินหนึ่งชาม
น้ำแกงนี้ใช้กระดูกแพะเคี่ยวด้วยไฟอ่อนมาทั้งคืน ส่วนที่ดีที่สุดได้ละลายเข้าไปในน้ำแกงแล้ว ทั้งสดใหม่ทั้งหอมหวาน อร่อยจนหลิวจี้รู้สึกราวกับว่าทั้งร่างจะลอยขึ้นมาอย่างนั้น
ขณะที่กำลังเพลิดเพลินกับน้ำแกงเนื้อแพะร้อนๆ หอมกรุ่นในฤดูหนาว ด้านนอกโรงเตี๊ยมก็มีเสียงจอแจดังขึ้นเป็นระลอก
จิตใจรักการนินทาของหลิวจี้พลันกำเริบขึ้นมา เขายกชามน้ำแกงเดินไปที่ประตูโรงเตี๊ยมก็เห็นบรรดาท่านป้าที่มาซื้อกับข้าวกำลังจับกลุ่มพูดคุยกันเรื่องคดีฆาตกรรมทางใต้ของเมืองเมื่อคืนนี้อย่างตื่นเต้น
คดีฆาตกรรม? น่าตื่นเต้นถึงเพียงนี้เชียวหรือ
หลิวจี้บังเกิดความสนใจขึ้นมาทันที เขาเดินเข้าไปร่วมวงอย่างใคร่รู้พลางถามว่า “พี่สาวทั้งหลาย ใครถูกฆ่าหรือขอรับ”
ท่านป้าทั้งหลายหันกลับมามอง เมื่อเห็นว่าเป็นบัณฑิตหนุ่มรูปงาม ทั้งยังปากหวาน เรียกพวกนางว่าพี่สาวด้วยก็รีบกวักมือเรียกให้เขาเข้าร่วมวงในทันที
ท่านป้าที่มีใบหน้าอวบอ้วนเป็นผู้ที่รู้ข่าวดีที่สุดในกลุ่มนี้และเป็นนางที่เริ่มหัวข้อสนทนานี้ขึ้นก่อน เมื่อครู่ถูกหลิวจี้ขัดจังหวะ ตอนนี้จึงกล่าวต่อว่า
“คนที่ตายคือเถ้าแก่กัวหลินแห่งห้างการค้าจิ่งหยุน ก็คือเศรษฐีกัวผู้ที่ทุ่มเงินพันตำลึงซื้อตัวหญิงงามอันดับหนึ่งของหออี๋หง เศรษฐีที่ใช้เงินโดยไม่กะพริบตาผู้นั้นนั่นแหละ!”
เมื่อชื่อของเศรษฐีกัวถูกเอ่ยขึ้นมา คนอื่นๆ ต่างก็หันมามองพลางพยักหน้าแสดงออกว่ารู้จักคนผู้นี้ ไม่นึกเลยว่าเขาจะตาย แถมยังถูกฆ่ากลางถนนอีกด้วย ทุกคนล้วนตกตะลึงเป็นอย่างมาก
หลิวจี้ชอบฟังข่าวการตายอย่างน่าสยดสยองของเศรษฐีเหล่านี้เป็นที่สุด เรื่องนี้ทำให้คนพาลที่ยากจนและอยู่ชั้นล่างสุดเช่นเขาได้รับชัยชนะทางจิตใจในชั่วขณะหนึ่ง
ดังนั้นจึงรีบถามต่อทันทีว่า “พี่สาวคนดี เขาตายอย่างไรหรือ เศรษฐีเหล่านี้มิใช่ว่ามีผู้คุ้มกันมากมายติดตามไปด้วยหรอกหรือ เหตุใดจึงถูกฆ่ากลางถนนได้เล่า”
เมื่อถูกเรียกว่าพี่สาวคนดี หัวใจของท่านป้าหน้าอ้วนก็แทบจะละลาย นางจุปากกล่าวต่ออย่างเสียดาย
“ผู้คุ้มกันย่อมต้องมีแน่นอน แต่ได้ยินจากสาวๆ หออี๋หงบอกว่า นักฆ่าเก่งกาจเกินไป ใช้เวลาไม่ถึงหนึ่งลมหายใจก็เหาะข้ามผู้คุ้มกันไปอยู่ด้านหลังของเศรษฐีกัวที่กำลังหลบหนี จากนั้นก็ใช้สองมือจับศีรษะของเขาแล้วบิดอย่างแรง แค่กร็อบเดียว คนก็ไร้ซึ่งลมหายใจแล้ว คอหักทันที พวกเจ้าว่าน่ากลัวหรือไม่เล่า…”
ผู้ที่มามุงดูต่างพากันหดคอลงโดยไม่รู้ตัวพลางเอามือลูบคอตนตามสัญชาตญาณ ทุกคนล้วนหวาดกลัว
“สวรรค์ ฆาตกรผู้นี้ช่างโหดเหี้ยมอะไรเช่นนี้ ลงมือได้น่ากลัวเกินไปแล้ว หรือว่าเศรษฐีกัวไปสร้างศัตรูไว้ ฝ่ายตรงข้ามจึงจ้างวานนักฆ่าให้มาฆ่าเขา?”
หากเป็นคนธรรมดา ใครจะใช้วิธีเช่นนี้ฆ่าคนกัน
ต่อให้คิดจะบิดคอคนผู้นั้นจริงๆ แต่คนทั่วไปก็ไม่อาจทำได้ในเวลาอันสั้นเช่นนั้น ทั้งรวดเร็วและเด็ดขาดถึงเพียงนี้แล้วมียังเรี่ยวแรงมหาศาลพอจะหักคอผู้อื่นได้อีกด้วย
ท่านป้าหน้าอ้วนส่ายหน้าถอนหายใจ “ใครจะไปรู้ ชะตาชีวิตคนน่ะช่างซับซ้อนนัก ตอนนี้เคราะห์ร้ายมาเยือนโดยไม่คาดฝัน ต่อให้มีทรัพย์สินเงินทองมากมายแล้วจะอย่างไร คนตายไปแล้ว ทุกอย่างก็หมดสิ้น….”
ประเด็นการสนทนาค่อยๆ เปลี่ยนไปเป็นเรื่องการสืบทอดมรดกจำนวนมหาศาลของเศรษฐีกัว หลิวจี้ยกชามเปล่าที่ดื่มจนหมดกลับเข้าไปในโรงเตี๊ยม เถ้าแก่เรียกเขาไว้ หลิวจี้นั้นมีท่าทางงุนงงเล็กน้อย
“นายท่านหลิว ท่านไม่เป็นอะไรใช่หรือไม่” เถ้าแก่เอ่ยถามด้วยความเป็นห่วง
หลิวจี้ส่ายหน้า วางชามเปล่าลง เก็บตำราที่วางอยู่บนโต๊ะแล้วกล่าวขอบคุณเถ้าแก่อย่างสุภาพ เตรียมกลับเข้าห้อง
แต่เดินออกไปได้เพียงสองก้าวก็ถอยกลับมา ขอน้ำแกงเนื้อแพะหนึ่งชามและซาลาเปาห้าลูกใหญ่ๆ จากเถ้าแก่และถือทั้งหมดกลับไปที่ห้องพักแขก
ฉินเหยาตื่นแล้ว กำลังล้างหน้าล้างตาอยู่ในห้อง
ประตูห้องถูกผลักเปิดออก เมื่อเห็นหลิวจี้ถืออาหารเช้าเข้ามาจึงส่งยิ้มสดใสให้เขาอย่างอารมณ์ดี
แต่คาดไม่ถึงว่า สีหน้าของหลิวจี้กลับเปลี่ยนไป แม้แต่ลมหายใจก็ยังถี่กระชั้นขึ้นชั่วขณะ
“เป็นอะไรไป” ฉินเหยาเอ่ยถามอย่างสงสัย
หลิวจี้รีบส่ายหน้า เดินเข้ามาในห้องวางอาหารเช้าให้นางแล้วหยิบเก้าอี้ตัวหนึ่งไปนั่งที่มุมห้อง เอ่ยเสียงเบาอย่างหยั่งเชิงว่า
“เมื่อครู่ได้ยินคนอื่นพูดว่า เมื่อคืนในเมืองเกิดคดีฆาตกรรมขึ้น…”
ขณะที่พูดก็ไม่ลืมแอบสังเกตปฏิกิริยาของฉินเหยา เมื่อเห็นนางพยักหน้าตอบรับหนึ่งครั้งแล้วนั่งลงหยิบอาหารเช้าขึ้นมากินอย่างเอร็ดอร่อยก็ขมวดคิ้วอย่างสงสัย
หรือว่าเขาจะคิดมากไป?
แต่ว่า เมื่อคืนนี้เขาคล้ายกับได้ยินเสียงเปิดปิดประตูแว่วๆ…หรือว่าจะเป็นแค่เรื่องบังเอิญ
“เมียจ๋า เจ้าไม่สงสัยบ้างหรือ” หลิวจี้ถามขึ้นมาทันที
ฉินเหยากำลังกินอย่างเอร็ดอร่อย แต่หลิวจี้กลับพูดถึงเรื่องการฆาตกรรม นางรู้สึกเสียอารมณ์อย่างยิ่งจึงวางชามน้ำแกงลงดังปัง เลิกคิ้วถามกลับว่า
“สงสัยอะไร ถูกบิดคอจนหักมีอะไรน่าแปลกใจนักหนา!”
หลิวจี้ลมหายใจสะดุด ดวงตาทั้งสองเบิกกว้างขึ้นในทันที “เป็นเจ้าจริงๆ!”
เขายังไม่ได้พูดเลยว่าคนผู้นั้นตายอย่างไร แต่นางกลับพูดออกมาเอง!
“เมียจ๋า เจ้า…อีกแล้ว….” ฆ่าคนอีกแล้ว
“อะไรอีกแล้วรึ” ฉินเหยาแยกเขี้ยว ถามต่ออย่างเมตตา
หลิวจี้ลังเลอยู่เพียงครึ่งวินาทีก็ตอบพร้อมกับหัวเราะแห้งๆ ว่า “ไม่มีอะไร เมียจ๋าเจ้ากินต่อเถิด กินเยอะๆ นะ”
ฉินเหยาพยักหน้าเบาๆ แล้วกำชับเขาว่า “พรุ่งนี้พวกเราจะเดินทางกลับกันแล้ว อีกสักครู่ข้าจะออกไปทำธุระหน่อย พอเสร็จแล้วตอนบ่ายพวกเราค่อยไปซื้อของฉลองปีใหม่ด้วยกัน เจ้าลองดูว่าตอนเช้านี้จะไปร่ำลากงเหลียงเหลียวหรือไม่”
หลิวจี้พยักหน้า “นั่นเป็นสิ่งที่ต้องทำอยู่แล้ว รอเมียจ๋ากินเสร็จแล้วออกไปก่อน ข้าค่อยไป”
ฉินเหยารับคำเสียงหนึ่ง เมื่อกินซาลาเปาเนื้อคำสุดท้ายหมดแล้วจึงเอ่ยเตือนเขาอย่างไม่ค่อยพอใจว่า “น้ำแกงอร่อยดี แต่ซาลาเปาไม่อร่อยเท่าโจ๊กเนื้อที่เจ้าทำ”
ดังนั้น คงจะเข้าใจความหมายของนางใช่ไหม
แน่นอนว่าหลิวจี้เข้าใจอยู่แล้ว เย็นนี้เขาจะเข้าครัวเอง!
สตรีใจร้ายผู้นี้เลือกกินมากขึ้นทุกที
หลังใช้ผ้าเช็ดหน้าเช็ดปากจนสะอาด ฉินเหยาก็ลุกขึ้นเดินออกไป
แม้ว่านางจะไม่ยอมรับว่าเป็นคนฆ่ากัวหลิน แต่หลิวจี้ก็มั่นใจแล้วว่านางคือฆาตกร
เพราะวิธีการนั้นเขาคุ้นเคยเป็นอย่างยิ่ง!
สองสามีภรรยาแยกกันที่หน้าประตูโรงเตี๊ยม คนหนึ่งไปที่ตระกูลเฮ่อเพื่อร่ำลาอาจารย์และศิษย์พี่ อีกคนหนึ่งมาที่สาขาของห้างการค้าฟู่หลงเพื่อทำสัญญาคำสั่งซื้อหีบหนังสือห้าพันใบที่ยังไม่ได้ลงนามเมื่อวานนี้ต่อ
ฉินเหยาเพิ่งจะเดินเข้าไปในห้างการค้า เจี่ยงเหวินพร้อมบุรุษอีกคนก็มารออยู่นานแล้ว แม้ฉินเหยาไม่เคยเห็นหน้าอีกฝ่ายมาก่อน แต่ก็สามารถเดาได้ในทันทีว่าน่าจะเป็นเจ้านายของเจี่ยงเหวิน พวกเขารีบออกมาต้อนรับนางอย่างกระตือรือร้นทันที
เจี่ยงเหวินเอ่ยแนะนำว่า “ฉินเหนียงจื่อ นี่คือเถ้าแก่ของพวกเรา ชิวเยี่ยน”
ฉินเหยาพยักหน้าให้ชิวเยี่ยนเล็กน้อย “สวัสดีเจ้าค่ะ!”
ชิวเยี่ยนรีบประสานหมัดตอบกลับ “สวัสดี สวัสดี ฉินเหนียงจื่อเชิญเข้ามาเร็วเข้า!”
ทั้งสองคนนำฉินเหยาไปยังห้องโถงด้านหลัง ที่นั่นกลับมีโต๊ะจัดเลี้ยงตั้งอยู่แล้ว ใช้จานอุ่นอาหารที่ทำจากกระเบื้องเคลือบอุ่นอาหารไว้ ไอร้อนลอยกรุ่น กลิ่นหอมฟุ้งกระจาย
ฉินเหยาเพิ่งจะกินมื้อเช้าไป เมื่อเห็นงานเลี้ยงที่หรูหราเช่นนี้ ความอยากอาหารก็ถูกกระตุ้นขึ้นมาอีกครั้ง
เจี่ยงเหวินเชิญนางให้นั่งลงในตำแหน่งประธาน ส่วนชิวเยี่ยนและเจี่ยงเหวินนั้นนั่งขนาบทางด้านซ้ายและขวามือของนาง
เมื่อชิวเยี่ยนรินสุรา ฉินเหยาก็ยกมือขึ้น “วันนี้ข้าอยากดื่มชา”
ชิวเยี่ยนชะงักไปครู่หนึ่ง รีบให้คนเก็บสุราไปแล้วนำชาเข้ามาแทน นี่เป็นชาแดงชั้นดีที่เพิ่งจะขนลงมาจากเรือสินค้าเมื่อเช้านี้
เจี่ยงเหวินกล่าวเสริมจากข้างๆ ว่า “สตรีดื่มชาแดง บำรุงร่างกายดีที่สุดแล้ว”
เถ้าแก่และรองผู้ดูแลของห้างการค้าใหญ่ประจบประแจงและปรนนิบัตินางอย่างระมัดระวังเช่นนี้ ฉินเหยาจิบชาแดงไปพลางคิดในใจว่ารสชาติของอำนาจช่างชวนให้คนลืมตัวได้ง่ายดายจริงๆ
ทว่า นางไม่ใช่พวกหน้าใหม่ที่ไม่เคยลิ้มรสชาติของอำนาจมาก่อน คำเยินยอประจบประแจงเพียงเท่านี้ไม่สามารถทำให้จิตใจของนางหวั่นไหวได้แม้แต่น้อย