ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว - ตอนที่ 383 การคารวะท่าเรือล้มเหลว
ตอนที่ 383 การคารวะท่าเรือล้มเหลว
ฉินเหยาวางชาแดงรสชาติไม่คุ้นปากลง จงใจมองตาของเจี่ยงเหวินแล้วถามเขาว่า
“เรือสินค้าไปรับกลับมาเรียบร้อยดีหรือไม่ พวกเขาไม่ได้สร้างความลำบากให้ท่านใช่หรือไม่”
การคาดเดาในใจของเจี่ยงเหวินพลันกลายเป็นความจริงขึ้นมาทันที ที่แท้คนที่ยื่นมือเข้ามาช่วยเหลืออยู่เบื้องหลังก็คือฉินเหยาจริงๆ
เมื่อวานตอนที่แยกกัน เขาก็ไม่ได้คาดหวังกับฉินเหยามากนัก อย่างไรเสียนางก็ได้แสดงออกอย่างชัดเจนว่าไม่ต้องการใช้เส้นสายของผู้ว่าการเฮ่อ
แต่เขาคาดไม่ถึงว่านางจะทำได้จริงๆ ยิ่งไปกว่านั้นยังเป็นผู้หนุนหลังที่ใหญ่กว่าตระกูลเฮ่อเสียอีก
รวดเร็วถึงเพียงนั้น ความเร็วนั้นทำให้จนถึงตอนนี้เขาก็ยังรู้สึกเหมือนยังอยู่ในความฝัน
เรื่องที่ทำให้ห้างการค้าปวดหัวมาตลอดสองเดือนก็ยังแก้ไขไม่ได้ นางกลับใช้เวลาเพียงไม่กี่ชั่วยามก็จัดการได้สำเร็จ
ชิวเยี่ยนลุกขึ้นโค้งคำนับให้ฉินเหยาอย่างจริงใจ “ขอบคุณฮูหยินที่ยื่นมือเข้าช่วยเหลือ หากไม่มีท่าน ห้างการค้าฟู่หลงคงจบสิ้นไปแล้ว ฮูหยินท่านคือผู้มีพระคุณของห้างการค้า คือผู้มีพระคุณของตระกูลชิวของข้า!”
“ในอนาคต หากฮูหยินประสงค์สิ่งใด ขออย่าได้เกรงใจกับชิวเยี่ยน โปรดเอ่ยปากได้เลย ขอแค่สามารถทำได้ ทุกคนในห้างการค้าฟู่หลงก็พร้อมจะบุกน้ำลุยไฟเพื่อฮูหยิน!”
พูดจบก็ปรบมือ คนสนิทคนหนึ่งก็ยกถาดที่มีผ้าสีแดงคลุมเอาไว้ส่งมาตรงหน้าฉินเหยา
“ของขวัญขอบคุณเล็กๆ น้อยๆ ขอฮูหยินโปรดให้เกียรติรับไว้ด้วย!”
ฉินเหยามองเจี่ยงเหวินอย่างประหลาดใจ เจี่ยงเหวินจึงผลักเรือไปตามน้ำ “ฮูหยินโปรดรับไว้เถิด”
ฉินเหยาจึงค่อยเปิดผ้าสีแดงออก ก้อนเงินสีขาวสว่างที่วางอยู่เต็มถาดนั้นเกือบจะทำให้ตานางบอด
ทว่าฉินเหยายังคงมีสีหน้าสงบนิ่ง นางยื่นมือไปลูบก้อนเงินก้อนละร้อยตำลึงเหล่านี้ รวมแล้วมีทั้งหมดถึงยี่สิบก้อนเชียว
นอกจากนี้ ในช่องว่างระหว่างก้อนเงิน ยังมีปิ่นทองอยู่หนึ่งอัน เมื่อหยิบขึ้นมาก็หนักอึ้ง
ฉินเหยาลูบอยู่สองครั้ง รู้สึกรักเสียจนไม่อยากวาง แต่ในขณะที่ชิวเยี่ยนและเจี่ยงเหวินคิดว่านางคงพอใจมากและจะรับมันไว้อย่างแน่นอน ฉินเหยากลับวางปิ่นทองลง หยิบเพียงก้อนเงินก้อนใหญ่ที่หนักอึ้งห้าก้อนจากในถาด
“ห้าร้อยตำลึงนี้ข้าจะรับไว้ ส่วนที่เหลือเถ้าแก่ท่านนำกลับไปเถิด”
ฉินเหยาวางก้อนเงินห้าก้อนไว้ข้างมือ ก้อนเงินวางเรียงกันเป็นแถว ช่างน่ารักยิ่งนัก
ชิวเยี่ยนมองเจี่ยงเหวินอย่างกังวล คนผู้นี้เป็นคนที่เจี่ยงเหวินรู้จัก เขาย่อมเข้าใจความหมายที่นางจะสื่อดีกว่าตน
เจี่ยงเหวินงุนงงมาก วันนี้เขาเพิ่งจะพบว่าตนเองไม่รู้อะไรเกี่ยวกับสตรีที่อยู่ตรงหน้าเลยแม้แต่น้อย
ทว่ามีอยู่เรื่องหนึ่งที่เขารู้คือคนผู้นี้ไม่เคยทำอะไรเล่นๆ หากต้องการก็คือต้องการจริงๆ เมื่อคืนกลับมาก็คือไม่ต้องการจริงๆ
เจี่ยงเหวินจึงหยิบเงินที่เหลือยื่นกลับไปให้เจ้านายพลางลอบส่ายหน้า ดูท่านางคงไม่ต้องการที่จะคุ้มครองห้างการค้าต่อแล้ว
ท่าเรือนี้ คารวะไม่สำเร็จ
แต่ความจริงแล้ว พวกเขาคารวะผิดท่าเรือต่างหาก
ฉินเหยาหัวเราะพลางถามถึงรายละเอียดการรับเรือเมื่อเช้ามืดนี้ นางอยากจะรู้ว่าความสามารถของหน่วยราชองครักษ์ขององค์หญิงใหญ่นั้นมีมากน้อยเพียงใด
เจี่ยงเหวินและชิวเยี่ยนเล่าให้นางฟังอย่างละเอียดทุกเรื่องพร้อมกันนั้นก็ขอบคุณฉินเหยาอีกครั้ง
“เดิมทีข้ากับเถ้าแก่เตรียมใจไว้แล้วว่าจะต้องสูญเสียสินค้าไปสามส่วน ไม่นึกว่า จะขาดไปเพียงใบชาไม่กี่หีบ ของที่ถูกเอาไปที่เหลือก็ถูกนำกลับมาคืนทั้งหมด”
เมื่อพูดถึงตรงนี้ เจี่ยงเหวินก็รู้สึกปลง หากรู้ว่าเบื้องหลังของฉินเหยามีเส้นสายที่แข็งแกร่งเช่นนี้ สองเดือนก่อนหน้านี้เขาคงไม่ต้องวิ่งเต้นให้เสียแรงเปล่า
เงินสินบนเหล่านั้น ผลประโยชน์ที่สัญญาว่าจะให้นั้น มีค่ามากกว่าที่ฉินเหยาเอาไปในวันนี้ถึงสิบเท่า!
ฉินเหยายกถ้วยชาขึ้นดื่มอีกคำหนึ่ง ขนตาหลุบลงซ่อนอารมณ์ในดวงตาเอาไว้
มู่หลิงถึงกับทวงสินค้าที่ถูกยักยอกไปบนเรือสินค้ากลับคืนมาให้ห้างการค้าด้วย รายละเอียดเช่นนี้ ไม่น่าจะทำไปอย่างไร้สาเหตุ
หากนางเดาไม่ผิด มู่หลิงกำลังเตรียมที่จะสนับสนุนตระกูลใหม่ขึ้นมา
และห้างการค้าฟู่หลง ดูแล้วเหมือนจะควบคุมได้ง่ายกว่ากัวหลินมากนัก แม้ว่าความแข็งแกร่งจะเทียบกับจิ่งหยุนไม่ได้เลย แต่พวกนางสามารถสร้างกัวหลินขึ้นมาได้หนึ่งคนก็ย่อมสามารถสร้างกัวหลินขึ้นมาได้อีกนับพันนับหมื่นคน
ฉินเหยาลอบส่ายหน้า การต่อสู้แย่งชิงอำนาจช่างซับซ้อนนัก ยังคงเป็นหมู่บ้านเล็กๆ บนภูเขาของนางที่สบายกว่า
เพื่อไม่ให้ของดีบนโต๊ะต้องเสียเปล่า ฉินเหยาจึงกินข้าวเพิ่มไปอีกสองชาม
ชิวเยี่ยนและเจี่ยงเหวินพยายามหยั่งเชิงนางตลอดเวลา อยากให้นางช่วยแนะนำให้พวกเขาได้พบกับผู้มีพระคุณที่แท้จริง
ฉินเหยาส่ายหน้ายิ้มบางๆ “ยังไม่ถึงเวลา รอให้ถึงเวลาที่เหมาะสม โอกาสย่อมมาหาเอง”
“แต่ว่า…” ฉินเหยาอดเตือนชิวเยี่ยนประโยคหนึ่งไม่ได้ “เถ้าแก่ ท่านต้องคิดให้ดี ความเสี่ยงและผลตอบแทนมักจะมาพร้อมกันเสมอ ผลตอบแทนยิ่งสูง ความเสี่ยงก็ยิ่งมาก หากไม่ระวังแม้เพียงเล็กน้อยก็อาจจะต้องสูญเสียทรัพย์สมบัติทั้งหมดและอาจจะต้องแลกด้วยชีวิต…”
ไม่จำเป็นต้องพูดให้กระจ่างกว่านี้ ฉินเหยาก็เชื่อว่าพวกเขาจะเข้าใจได้เอง
กัวหลินคือบทเรียนที่อยู่ตรงหน้า การเข้าไปพัวพันกับการต่อสู้แย่งชิงอำนาจนั้นไม่ใช่เรื่องดีเลย
หากพนันชนะก็ดีไป แต่หากพนันแพ้ เกรงว่าจะต้องถูกประหารเก้าชั่วโคตรกระมัง
เมื่อคิดถึงตรงนี้ ฉินเหยาเองก็อยากจะหัวเราะ นางนี่แม้แต่เก้าชั่วโคตรก็ยังรวบรวมได้ไม่ครบเลย
ชิวเยี่ยนไม่เข้าใจว่าเหตุใดฉินเหยาจึงพูดจาให้ร้ายผู้ที่อยู่เบื้องหลังของตนเอง แต่คำเตือนของนาง เขาเองก็สัมผัสได้ถึงความปรารถนาดีจึงยกถ้วยชาขึ้นคารวะฉินเหยาหนึ่งจอก
ชิวเยี่ยนหัวเราะอย่างขมขื่น “ฮูหยิน บิดาของข้าสุขภาพอ่อนแอ ตั้งแต่ข้าอายุห้าขวบท่านก็จากไปเพราะอาการป่วย มารดาพาน้องสาวแต่งงานใหม่ไปอยู่ในที่ไกลแสนไกล หลายปีมานี้ก็ไม่ได้ติดต่อกันอีกเลย ข้าเติบโตมากับท่านปู่ตั้งแต่เล็ก ตั้งใจเรียนรู้การค้าขาย เข้าใจมานานแล้วว่าในโลกนี้ไม่มีการค้าใดที่ได้กำไรแน่นอน ทุกสิ่งที่ทำไปก็เพื่อไม่ให้กิจการของบรรพบุรุษต้องมาล่มสลายในมือของข้าเท่านั้น”
“หากสามารถสร้างความรุ่งโรจน์บนรากฐานของบรรพบุรุษได้อีกครั้ง ข้าตายก็ไม่เสียดายแล้ว!”
ฉินเหยาเบาใจแล้ว นี่คือคนที่ไม่สามารถรวบรวมครบแม้แต่สามชั่วโคตร ข้อจำกัดที่มองไม่เห็นจึงน้อยลงไปมาก
นางยกถ้วยชาขึ้น คารวะตอบหนึ่งจอก “เช่นนั้นก็ขออวยพรให้เถ้าแก่ ทุกเรื่องราบรื่น สมดังปรารถนาทุกประการ!”
สีหน้าของชิวเยี่ยนไม่อาจปิดบังความตื่นเต้นได้ เขาสบตากับเจี่ยงเหวินอย่างรวดเร็ว คนทั้งสองต่างก็คาดหวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะสามารถคารวะท่าเรือใหม่ซึ่งก็คือหน่วยราชองครักษ์ขององค์หญิงใหญ่แห่งนี้ได้
เมื่อกินข้าวเสร็จ ลงนามในคำสั่งซื้อฉบับใหม่เรียบร้อย ฉินเหยาก็พกเงินมัดจำห้าส่วนซึ่งเป็นตั๋วเงินหนึ่งพันตำลึงและก้อนเงินห้าร้อยตำลึงที่ได้จากน้ำพักน้ำแรงของตนกลับไปอย่างเต็มไม้เต็มมือ
ตอนบ่ายต้องไปเดินซื้อของพอดี ตอนนี้มีเงินอยู่ในมือแล้ว การเดินซื้อของจึงยิ่งสบายใจขึ้น
ฉินเหยาอารมณ์ดี หลิวจี้จึงมีวันดีๆ ตามไปด้วย เขามองฉินเหยาเดินเข้าไปในร้านขายผ้าอย่างตกใจระคนยินดี นางบอกว่าจะซื้อเสื้อผ้าดีๆ ที่พอจะอวดใครได้ให้เขาสักชุด
ก่อนหน้านี้ผ้าที่ฉินเหยาซื้อสีสันล้วนเรียบง่าย ครั้งนี้นางจึงเลือกผ้าฝ้ายสีม่วงแดงอย่างกล้าหาญ
สามัญชนไม่สามารถสวมใส่ผ้าไหมที่ดึงดูดสายตาได้ แต่พ่อค้าที่แอบใส่เองที่บ้านนั้นก็มีอยู่มากมาย ดังนั้นฉินเหยาจึงซื้อผ้าไหมสีขาวจันทร์เสี้ยวอีกครึ่งพับ ตั้งใจจะนำกลับไปทำชุดตัวใน
ผ้าไหมเนื้อดีทอลายสองพับที่ฉีเซียนกวนมอบให้ก่อนหน้านี้ ตอนนี้นางยังไม่กล้าใช้ฟุ่มเฟือย เช่นนั้นก็ขอใช้ผ้าครึ่งพับนี้มาสัมผัสความสบายของของดีๆ ไปก่อนแล้วกัน
ฉินเหยาซื้อผ้ามามากมาย ทั้งยังเลือกดอกไม้ผ้าสวยงามสองดอกให้สตรีที่เรือนเก่าเป็นของขวัญปีใหม่ สองสามีภรรยาจึงค่อยออกจากร้านขายผ้าไป
เมื่อผ่านร้านค้าอื่นๆ เช่นพวกอาหารรมควันและเนื้อหมักต่างๆ ที่อร่อยและเก็บไว้ได้นาน ฉินเหยาก็ซื้อมาห่อใหญ่
ยังมีขนมแผ่นน้ำตาลและขนมเปี๊ยะที่เด็กๆ ชอบก็ซื้อมาจนครบ หลิวจี้อุ้มจนเต็มอ้อมแขนจนแทบจะมองไม่เห็นทางข้างหน้าแล้วจึงรีบร้องห้าม
ฉินเหยามองรูปร่างของเขาอย่างรังเกียจ “เช่นนั้นเจ้าก็กลับไปก่อนเถิด ข้าจะไปเดินเล่นในร้านเครื่องเงินเอง”
“ร้านเครื่องเงิน?” หลิวจี้เบิกตากว้างอย่างตกใจ “เจ้าใช้ไปสิบกว่าตำลึงแล้วนะ เจ้ายังจะไปซื้อเครื่องประดับที่ร้านเครื่องเงินอีกหรือ”
“มารดาผู้นี้หาเงินมาเอง จะใช้อย่างไรก็ได้!”
หลิวจี้ “แต่ว่า…”
“หุบปาก!” ฉินเหยาเอ่ยเตือนอย่างอันตราย “อย่ามาทำลายอารมณ์ดีๆ ของข้า!”
ลูกจ้างที่หน้าประตูร้านเครื่องเงินมีสายตาเฉียบแหลม พอมองเห็นของขวัญปีใหม่ที่เต็มอ้อมแขนนั้นก็รู้ว่าลูกค้ามีฐานะร่ำรวยจึงรีบเข้ามาต้อนรับอย่างอบอุ่น
“ฮูหยินเชิญด้านในเจ้าค่ะ ท่านชอบหยก ทองหรือเงิน หรือจะลองเครื่องประดับศีรษะฝังอัญมณีที่ช่างของพวกเราเพิ่งจะทำเสร็จใหม่ๆ ดีเล่าเจ้าคะ”
เมื่อเห็นฉินเหยาเดินตามลูกจ้างเข้าไปในร้านเครื่องเงินที่ตนเองเคยได้แต่มองอย่างหวาดหวั่นแล้ว หลิวจี้ก็ไม่ลังเลแม้แต่วินาทีเดียว ตะโกนเสียงดังว่า “เมียจ๋า!” แล้วตามเข้าไปอย่างยิ้มแย้ม
เขาเองก็อยากจะเห็นเหมือนกันว่าเครื่องประดับศีรษะฝังอัญมณีนั้นหน้าตาเป็นอย่างไร!