ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว - ตอนที่ 384 คนก็คน เครื่องประดับก็คือเครื่องประดับ
- Home
- ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว
- ตอนที่ 384 คนก็คน เครื่องประดับก็คือเครื่องประดับ
ตอนที่ 384 คนก็คน เครื่องประดับก็คือเครื่องประดับ
ร้านนั้นชื่อว่าร้านเครื่องเงิน แต่สิ่งที่ขายกลับไม่ได้มีเพียงเครื่องประดับเงิน ในนั้นยังมีหยกและอัญมณีหายากต่างๆ รวมถึงปิ่นทองและเพชรพลอยอีกด้วย
ในอำเภอเล็กๆ นั้นไม่เคยเห็นแม้แต่เงาของร้านเครื่องเงิน ในจังหวัดจื่อจิงก็มีเพียงร้านนี้ร้านเดียว สินค้าหลักคือเครื่องประดับต่างๆ ที่บุรุษและสตรีใช้ประดับและสวมใส่
เครื่องประดับงดงามที่ทำอย่างประณีตหลายร้อยชิ้นถูกวางแผ่อยู่บนโต๊ะคิดเงินในร้าน โดยมีผ้าไหมเนื้อดีสีแดงเป็นพื้นรอง แสงอันเจิดจรัสของทอง เงิน หยก และอัญมณีสีต่างๆ ล้วนถูกขับเน้นออกมา ชวนให้คนมองจนตาลาย หัวใจเต้นระรัว
ทองและเงินล้วนเป็นทรัพย์สินมีค่า ดังนั้นภายในร้านเครื่องเงิน สองข้างของโต๊ะคิดเงินแต่ละตัวจึงมีชายร่างกำยำคอยคุ้มกันเพื่อป้องกันคนไม่ดีมาลักขโมยหรือปล้นชิงไป
ทว่า ของที่วางอยู่บนโต๊ะคิดเงินในโถงใหญ่นี้ ส่วนใหญ่ล้วนเป็นเครื่องเงิน ของดีจริงๆ นั้น ถูกเก็บไว้ในตู้เหล็กหนาหนักด้านหลัง มีเพียงแขกผู้สูงศักดิ์เท่านั้นที่จะได้รับเกียรติให้เข้าไปชมสินค้าด้านใน
สองสามีภรรยาฉินเหยาในวันนี้แต่งกายธรรมดา แต่ในมือของหลิวจี้นั้นอุ้มสินค้าไว้จนเต็มอ้อมแขน ลูกจ้างเหลือบเห็นผ้าไหมที่กองซ้อนกันอยู่นั้นแล้วมองดูท่าทางสงบนิ่ง ไร้ซึ่งความประหม่าแม้แต่น้อยของฉินเหยาก็คาดเดาได้ทันทีว่านี่คือครอบครัวที่มีฐานะอยู่บ้าง
ดังนั้นจึงถามฉินเหยาว่าต้องการจะดูสินค้าระดับสูงในร้านเครื่องเงินหรือไม่
อัญมณีที่งดงามเจิดจรัส ใครบ้างจะไม่ชื่นชอบ
“ได้สิ ข้าอยากดู” ฉินเหยาพยักหน้าอย่างใจกว้าง บอกว่าตนเองอยากดู
ลูกจ้างจึงรีบเรียกลูกจ้างอีกคนหนึ่งให้มารับสินค้าในมือของหลิวจี้ไป หลิวจี้ปล่อยมือทั้งสองข้างลงอย่างสบายใจพลางสะบัดไหล่อย่างคล่องแคล่ว ในใจก็ทอดถอนใจ ไม่แปลกใจเลยที่เป็นร้านเครื่องเงิน แม้แต่ลูกจ้างก็ยังฉลาดกว่าที่อื่น
เมื่อจะดูของมีค่าก็เปลี่ยนเป็นคนที่มีท่าทางเหมือนผู้ดูแลมาต้อนรับแทน อีกฝ่ายกล่าวอย่างสุภาพก่อนจะให้ชายหญิงสองคนมาตรวจค้นร่างกายของสองสามีภรรยา เมื่อแน่ใจว่าไม่มีอะไรผิดปกติแล้วจึงค่อยนำทั้งสองคนเข้าไปด้านใน
ห้องด้านในนั้นยิ่งงดงามโอ่อ่า พรมขนแกะทอสีแดงสดปูเต็มทั้งห้องโถง ด้านบนแขวนโคมวังแกะสลักฉลุลายที่สวยงามและแวววาวไว้เป็นแถว รอบๆ แขวนม่านไหม จัดเป็นรูปตัวอักษร ‘แปด’ (八)
ใต้ม่านไหมรูปตัวอักษรแปดนั้นคือโต๊ะเล็กๆ สำหรับรับรองแขก
เมื่อเห็นมีแขกมา สาวใช้ก็รีบยกน้ำชาและขนมมาให้ซึ่งทั้งหมดนี้ไม่คิดเงิน
จากนั้นแขกก็ประจำที่นั่ง ผู้ดูแลจะยกของที่ฉินเหยาต้องการดูมาให้ด้วยตนเอง
ในห้องโถงยังมีฮูหยินผู้สูงศักดิ์อีกสองคน เพื่อหลีกเลี่ยงสายตาคนภายนอกจึงดึงม่านลงมาทั้งหมด เงาคนด้านในนั้นส่ายไหวไปมา นานๆ ครั้งจะมีเสียงหัวเราะสำราญใจดังออกมา
น่าจะเป็นเหล่าสาวใช้และแม่นมกำลังช่วยนายหญิงของตนเลือกแบบเครื่องประดับอยู่
พอผู้ดูแลเดินจากไป หลิวจี้ก็เผยธาตุแท้ออกมาทันที สายตาเขามองไปทั่วอย่างสอดรู้สอดเห็นพลางเอียงศีรษะกระซิบกับฉินเหยาที่กำลังดื่มชาพักผ่อนอย่างใจเย็นว่า “วันนี้ช่างเป็นการเปิดหูเปิดตาครั้งใหญ่จริงๆ”
ฉินเหยากวาดตามองไปรอบๆ บรรยากาศเช่นนี้งดงามไม่เลวจริงๆ ให้ความรู้สึกเหมือนไปเดินชมร้านค้าแบรนด์เนมอย่างนั้น
น่าเสียดายอยู่อย่างเดียวคือ ในเมืองมีร้านค้าแบบนี้เพียงร้านเดียว หากมีคนสร้างอาคารศูนย์การค้าขนาดใหญ่ออกมาสักแห่ง นั่นคงจะสุดยอดไปเลย
แน่นอนว่า ฉินเหยาก็แค่คิดเล่นๆ หากมีอยู่จริง ด้วยฐานะทางการเงินของนางในตอนนี้ เกรงว่าจะยังไม่สามารถเดินซื้อของได้อย่างสบายใจนัก
“เมียจ๋า เจ้าว่าร้านเครื่องเงินในเมืองหลวงจะเป็นอย่างไรหรือ” หลิวจี้เอ่ยถามอย่างใคร่รู้
ฉินเหยาไม่ตอบ นางเองก็ไม่รู้เช่นกัน
หลิวจี้เองก็มิได้ต้องการคำตอบจริงๆ ในสมองของเขาจินตนาการถึงภาพที่ใหญ่โตและงดงามโอ่อ่ายิ่งกว่าห้องด้านในนี้แล้ว
น่าเสียดายที่ของที่ไม่เคยได้สัมผัสมาก่อนย่อมจินตนาการไม่ออก ร้านเครื่องเงินในเมืองหลวงในสมองของเขานั้น ที่หรูหราที่สุดก็เพียงปูพื้นด้วยแผ่นทองคำเปลวและใช้ไข่มุกราตรีในตำนานทำเป็นโคมวังเท่านั้น
ขณะที่กำลังพึมพำเสียงเบา ผู้ดูแลก็ถือเครื่องประดับมาแล้ว หลิวจี้จึงรีบหุบปาก นั่งตัวตรง ไม่วอกแวก แสดงท่าที ‘ข้าไม่สนใจของพวกนี้หรอก’ ออกมา
ผู้ดูแลค่อยๆ วางถาดลงบนโต๊ะเล็กและจุดเทียนเพิ่มอีกหนึ่งเล่มวางไว้ข้างๆ
ภายใต้แสงไฟ ชุดเครื่องประดับศีรษะทองคำฝังทับทิมครบชุดเจ็ดชิ้นส่องประกายงดงามจับตา สะท้อนเข้าสู่ดวงตาของสองสามีภรรยา
มือของหลิวจี้กำชายเสื้อใต้โต๊ะแน่นแล้วลอบสูดหายใจเข้าลึก ให้ตายเถอะ ขายเขาไปก็ยังซื้อไม่ได้แม้แต่ชิ้นเดียวเลยกระมัง
ความจริงได้พิสูจน์แล้วว่า ยังพอซื้อได้
ฉินเหยาชี้ไปที่ปิ่นทองประดับทับทิมที่เล็กที่สุดแล้วถามราคา ผู้ดูแลยิ้มแย้มกล่าวว่า “เครื่องประดับศีรษะชุดนี้ทั้งชุดไม่ขายแยกเจ้าค่ะ หากฮูหยินชอบปิ่นทองอันนี้มากจริงๆ ก็สามารถให้ช่างทองช่วยทำอันใหม่ให้ท่านได้ แต่ต้องรอสักพักนะเจ้าคะ”
ผู้ดูแลเอ่ยเป็นนัยว่า “ช่วงปลายปีมีคำสั่งซื้อเยอะ ใกล้จะปีใหม่แล้ว เกรงว่าจะรอไม่ทันได้ใส่ ฮูหยินจะลองสวมเครื่องประดับศีรษะชุดนี้ก่อนดีหรือไม่เจ้าคะ ฮูหยินดูแล้วมีราศีของผู้สูงศักดิ์ เครื่องประดับศีรษะชุดนี้ต้องเป็นคนเช่นท่านถึงจะคู่ควร”
หลิวจี้เหลือบมองผู้ดูแลที่นั่งยองๆ อยู่หน้าโต๊ะอย่างตื่นตะลึง มีราศีของผู้สูงศักดิ์? ท่านแน่ใจหรือว่าไม่ใช่หน้าตาอาฆาตข่มขวัญน่ะ? ปากนี้ช่างกล่าวได้ทุกถ้อยคำจริงๆ มิกลัวเลยว่าจะแผดเผามโนธรรมของตนเองจนร้อนรุ่ม
กลิ่นอายความขุ่นเคืองด้านข้างช่างเข้มข้นนัก เมื่อฉินเหยาหันกลับไปกวาดตามองคนบางคนก็ยิ้มให้นางราวดอกไม้บานพลางพูดอย่างเอาใจใส่ว่า “เมียจ๋า เจ้างดงามแต่กำเนิด ประดับแล้วต้องสวยแน่นอน เจ้าชอบก็ลองดูสิ”
มุมปากของฉินเหยาโค้งขึ้นเป็นรอยยิ้มพึงพอใจ ผู้ดูแลจึงรีบโบกมือเรียกสาวใช้คนหนึ่งมา ให้นางช่วยฉินหยาประดับเครื่องประดับชุดนี้
ฉินเหยาเพียงรวบผมเป็นหางม้าสูงเอาไว้อย่างเรียบง่าย เนื่องจากนางเคยตัดผมมาครั้งหนึ่ง ตอนนี้ผมจึงไม่ยาวไม่สั้น สาวใช้ที่แก้มวยผมให้ถึงกับตะลึงงันอยู่ชั่วครู่ แต่ก็รีบไปหามวยผมปลอมที่ทำจากขนสัตว์มาให้และด้วยสองมือที่คล่องแคล่วนั้นก็สามารถจัดแต่งมวยผมสูงให้ดูสง่างามเปี่ยมด้วยกลิ่นอายแห่งความสูงศักดิ์ได้อย่างน่าทึ่ง
ในชุดเครื่องประดับนั้นมีกำไลอยู่สองวง แหวนหนึ่งวง สร้อยคอหนึ่งเส้น ปิ่นปักผมระย้าหนึ่งอันและปิ่นคู่หนึ่งชุด
ขนาดของกำไลและแหวนมีเผื่อไว้ ฉินเหยาสามารถสวมใส่ได้อย่างง่ายดาย สีทองและแดงตัดกันช่างดูหรูหราและแวววาว
แต่เมื่อมองดูมือของตนเองที่จู่ๆ ก็ดำขึ้นอย่างน้อยสองระดับ ฉินเหยาก็หัวเราะไม่ออก
สร้อยคอนั้นไม่ต้องใส่ ฤดูหนาวสวมเสื้อผ้าหนามาก คอเสื้อสูง สวมแล้วจะดูรุ่มร่าม แค่ลองทาบดูที่หน้าอกก็พอ ผู้ดูแลถือกระจกทองแดงให้นางด้วยตนเอง ฉินเหยาทำสีหน้าปั้นยาก ดูแล้วเหมือนพวกเศรษฐีใหม่ ไม่สวยเลย!
คำชื่นชมที่ผู้ดูแลเตรียมจะพูดมาถึงปากแล้ว แต่เมื่ออยู่ต่อหน้าสีหน้าเช่นนี้ก็พลันอึดอัดจนพูดไม่ออก
ปิ่นปักผมระย้านั้นปักเอียงอยู่แถวข้างแก้ม พู่ที่ร้อยต่อกันด้วยใบไม้ทองคำไหวระริกอย่างมีชีวิตชีวา
ปิ่นปักผมระย้านั้นสวยงามมาก
แต่ใบหน้าที่ไม่ได้แต่งหน้าของฉินเหยา ภายใต้การขับเน้นของปิ่นปักผมระย้ากลับชวนให้รู้สึกแปลกอย่างบอกไม่ถูก
เมื่อประดับปิ่นทองสองอันสุดท้ายลงบนมวยผมสูงกลางศีรษะ หลิวจี้ที่ยื่นศีรษะเข้ามาดูอย่างใคร่รู้ก็มุมปากกระตุกอย่างแรง ดูแก่ขึ้นมาสิบปีโดยไร้เหตุผล!
“ถ้าอย่างไร…พวกเราลองดูอย่างอื่นดีหรือไม่” หลิวจี้เอ่ยปากอย่างระมัดระวัง
ในที่สุดผู้ดูแลก็รอดแล้ว มุมปากที่แข็งทื่อพลันกลับมาเป็นปกติ เพราะกลัวว่าแขกจะโกรธจนตายจึงรีบเอ่ยตามหลิวจี้ว่า “ฮูหยิน ในร้านของพวกเรายังมีเครื่องประดับหยกและเครื่องประดับเงินอย่างอื่นอีก ให้ข้าเลือกมาให้ท่านชมสักสองสามอย่างดีหรือไม่เจ้าคะ”
“…ก็ได้” ฉินเหยาตอบอย่างลังเลเล็กน้อย
นางไม่ได้โทษว่าเครื่องประดับไม่สวยหรอก จะโทษก็แต่ออร่าของนางกับเครื่องประดับศีรษะชุดนี้ดูแล้วไม่เข้ากันเลย คนคือคน ส่วนเครื่องประดับก็คือเครื่องประดับ
สาวใช้รีบถอดเครื่องประดับบนร่างของนางออกแล้วเก็บไป เกล้าผมมวยก้นหอยเรียบง่ายให้นางอีกครั้งโดยใช้ผมของนางเอง ดึงปอยผมด้านข้างออกมาสองปอยเพื่อเพิ่มความรู้สึกมีชีวิตชีวาและเป็นธรรมชาติ พยายามทำผมให้เข้ากับตัวนางให้มากที่สุด
บริการเช่นนี้ ฉินเหยาไม่มีอะไรจะติ ยิ่งมีความคาดหวังกับเครื่องประดับถาดที่สองมากขึ้น