ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว - ตอนที่ 385 เจ้าสาม เจ้ามีบุญแล้ว
ตอนที่ 385 เจ้าสาม เจ้ามีบุญแล้ว
ความจริงได้พิสูจน์แล้วว่า ตราบใดที่เลือกรูปแบบได้ถูกต้องก็ไม่มีทางดูน่าเกลียด
ผู้ดูแลยกถาดใหม่ที่เต็มไปด้วยเครื่องประดับเงินและหยกมาให้ ทั้งที่ครอบผมเงินและเครื่องประดับหยกของบุรุษก็จัดเตรียมเอาไว้ครบถ้วน
หลิวจี้มองผู้ดูแลซึ่งพูดจาเหลวไหลด้วยสายตาชื่นชอบอย่างหาได้ยาก เอื้อมมือออกไปหมายจะลองสวมที่ครอบผมเงินนั้น แต่แล้วก็มีมือหนึ่งยื่นมาเร็วกว่าเขาก้าวหนึ่ง ดันเครื่องประดับบุรุษทั้งหมดไปยังมุมถาดเบาๆ
มือของหลิวจี้ค้างอยู่กลางอากาศ จะถอยก็ไม่ใช่ จะยื่นต่อไปก็ไม่เชิง
เจ้าคิดว่าข้าจะรู้สึกกระอักกระอ่วนหรือ
ไม่มีทาง
เขาวางมือลงบนปิ่นหยกขาวเรียบง่ายที่สตรีและบุรุษล้วนประดับได้อย่างเป็นธรรมชาติพลางทำท่าเลือกให้นางอย่างจริงจัง “เมียจ๋า อันนี้ก็งามนะ”
“จริงหรือ” ฉินเหยาแสดงออกว่าสงสัยในรสนิยมของเขา แต่ในเมื่อมีคนมองอยู่มากมาย นางจึงไม่อยากทำให้เขาเสียหน้าต่อหน้าธารกำนัล รับมาลองเสียหน่อยแล้วก็พบว่าดูดีไม่น้อย
เพียงแต่วัสดุนี้ เมื่อนางถือไว้ในมือกลับรู้สึกว่าบอบบางยิ่งนัก หากพลาดเพียงนิด มีหวังกลายเป็นผงในชั่วพริบตาแน่
ฉินเหยาจึงพูดกับผู้ดูแลว่า “ของที่ทำจากหยกไม่ต้องแล้วกัน”
ผู้ดูแลรู้สึกเสียดายอยู่ในใจ ทอง หยก และอัญมณีเป็นสินค้าที่ทำเงินมากที่สุด ส่วนเครื่องประดับเงินนั้นได้เพียงค่าแรงช่างเล็กน้อยเท่านั้น
แต่สีหน้าก็ยังเปี่ยมไปด้วยความกระตือรือร้น แนะนำเครื่องประดับเงินอื่นๆ ให้ฉินเหยาลองหมดทุกรายการ จนสุดท้ายเมื่อฉินเหยาเริ่มเบื่อกับการเลือกสรรจึงคัดมาสองสามชิ้นที่พอใจแล้วชำระเงิน
ปิ่นเงินรูปงูหนาสองชิ้นสำหรับตัวนางเอง สร้อยคอเงินอวยพรให้ปลอดภัยสองเส้นสำหรับฝาแฝดและกุญแจเงินที่สลักบทสวดมนต์เพื่อสงบใจสองอันสำหรับต้าหลางและเอ้อร์หลาง
ตอนจ่ายเงิน หลิวจี้ก็เอาแต่จ้องมองนางด้วยดวงตาดอกท้อที่เศร้าสร้อย ท่อนแขนถูไถแขนนางเบาๆ เอ่ยกระซิบเสียงแผ่วว่า “เมียจ๋า ซื้อให้ข้าสักอันเถอะ ซื้อให้ข้าเถอะ ข้าขอแค่อย่างเดียว…”
เขาไม่มียางอาย แต่ฉินเหยายังต้องรักษาหน้า นางถลึงตาเตือนเขา พอได้แล้ว อย่ามาทำให้มารดาผู้นี้ขายขี้หน้าที่นี่!
ดวงตาของหลิวจี้พลันปรากฏประกายประหลาดใจระคนยินดี จากนั้นก็ย่อกายลง ขอให้นางช่วยปักปิ่นให้อย่างคนได้คืบจะเอาศอก
ฉินเหยาจุปากพลางเลิกคิ้ว นางหยิบปิ่นหยกขึ้นมาโยนออกไปส่งๆ ปิ่นหยกก็พุ่งฟิ้วออกไปราวกับปาเป้า เสียบทะลุมวยผมบนศีรษะของหลิวจี้อย่างแม่นยำ
หลิวจี้นั้นคุ้นเคยกับการกระทำเหล่านี้ของฉินเหยามานานแล้วจึงยกมือขึ้นลูบปิ่นปักผมอย่างพึงพอใจ ปิ่นหยกปักอยู่ในมวยผมอย่างมั่นคง!
หารู้ไม่ว่าผู้ดูแลและเหล่าลูกจ้างในร้านตกใจจนคางแทบจะหลุดลงมาอยู่แล้ว
ยังสามารถใช้วิธีนี้ประดับปิ่นได้ด้วยหรือ
ราคารวมทั้งหมดคือสามสิบสองตำลึงเจ็ดเฉียน เมื่อเทียบกับเครื่องประดับศีรษะฝังทับทิมที่ราคาเป็นพันตำลึง เท่านี้ก็ถือว่าเป็นตัวเลขที่น้อยมากแล้ว
แต่เมื่อกลับถึงโรงเตี๊ยม หลิวจี้ชั่งน้ำหนักของเครื่องประดับเงินเหล่านี้แล้วในใจก็เจ็บปวดจนแทบกระอักเลือด “เมียจ๋า พวกเราขาดทุนไปอย่างน้อยยี่สิบตำลึง!”
ฉินเหยากลับมองโลกในแง่ดี “ก็ไม่ได้ตั้งใจจะใช้มันเป็นค่าเดินทางนี่นา หากยากจนถึงขั้นต้องจำนำเครื่องประดับจริงๆ อย่างน้อยก็ยังได้เงินมาสองสามตำลึง ดีกว่าปิ่นหักๆ ของเจ้าเป็นไหนๆ”
หลิวจี้ไม่เห็นด้วย เขาลูบปิ่นปักผมของตนอย่างภาคภูมิใจแล้วโต้แย้งว่า “หยกนั้นไร้ราคา ทองเงินของสามัญชนเหล่านี้จะเทียบกับมันได้เยี่ยงไร”
“ยิ่งไปกว่านั้น นี่เป็นของที่เมียจ๋ามอบให้ข้า ความหมายย่อมแตกต่างออกไป” เขาพูดยังไม่ทันขาดคำก็เริ่มจะซาบซึ้งใจจนน้ำตาซึมเองเสียแล้ว
ฉินเหยามองเขาอีกแวบหนึ่งก็รู้สึกว่าจิตใจของตนเองแปดเปื้อนเสียแล้ว ช่างหลงตัวเองเสียจริง!
นั่นนางเป็นคนให้หรือ
เห็นได้ชัดว่าเขาเป็นคนขออย่างหน้าด้านๆ เองต่างหาก!
หลิวจี้ไม่สนใจ นี่คือของที่นางมอบให้เขา นั่นแหละ!
ฉินเหยาดึงผ้านวมขึ้นคลุมศีรษะ หลับตา นอนหลับ ไม่เห็นเสียจะได้สบายใจ
……
วันรุ่งขึ้น ฉินเหยากับหลิวจี้ตื่นเช้าพร้อมกันอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน สองสามีภรรยากินอาหารเช้าอย่างลวกๆ แล้วก็แยกย้ายกันไปทำธุระของตนเอง
วันนี้ต้องเดินทางกลับแล้ว แต่ฉินเหยายังต้องไปหาเถ้าแก่ฟางเพื่อสั่งจองไม้ที่ต้องใช้ในปีหน้าล่วงหน้าเพื่อความสะดวกในการเปิดทำการของโรงงานเครื่องเขียนหลังปีใหม่
ส่วนหลิวจี้ก็อยู่ที่โรงเตี๊ยมเก็บสัมภาระ ให้อาหารม้าและจัดของขึ้นรถ
ตอนที่ฉินเหยาไปถึง เถ้าแก่ฟางกำลังยุ่งจนหัวหมุน นางรออยู่ถึงสองเค่อเต็มๆ เขาจึงค่อยมีเวลามาสั่งจองไม้ที่ต้องใช้ในปีหน้า
เรื่องนี้จัดการได้รวดเร็ว ลงนามในสัญญา จ่ายเงินมัดจำ ใช้เวลาทั้งหมดไม่ถึงครึ่งชั่วยาม
เมื่อเห็นเถ้าแก่ฟางกำลังยุ่งกับการตรวจนับสินค้าที่เพิ่งจะมาถึง ทั้งสองคนก็ไม่ได้พูดคุยกันมากนัก ฉินเหยาทิ้งของขวัญอวยพรปีใหม่ไว้แล้วก็จากไป
วันนี้พระอาทิตย์ยิ้มแย้มอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ตอนที่ฉินเหยากลับถึงโรงเตี๊ยม ท้องฟ้าก็แจ่มใส เป็นอากาศที่ดีสำหรับการเดินทาง
หลิวจี้ซื้ออาหารที่ทั้งสองคนต้องกินระหว่างทางไว้แล้ว เตาถ่านเล็กๆ ก็จุดไฟวางไว้ในตัวรถม้าแล้ว ฉินเหยาจึงเข้าไปคืนห้อง เมื่อจ่ายเงินค่าห้องเรียบร้อยก็ออกมา
ธุระของเมืองหลวงมณฑลก็จัดการเรียบร้อยทั้งหมดแล้ว ฉินเหยาขึ้นไปนั่งบนรถ หลิวจี้รับหน้าที่ขับรถและออกเดินทาง
เดินทางไปได้ระยะหนึ่งก็มีเสียงเด็กหนุ่มที่ฟังดูคุ้นหูดังแว่วมาจากด้านหลัง หลิวจี้ชะลอความเร็วรถลงแล้วหันศีรษะไปมอง ที่แท้ก็คือฉีเซียนกวนนั่นเอง
“อาจารย์ให้ข้ามาส่งเจ้า” ฉีเซียนกวนกระโดดลงจากรถ รับหีบไม้ใบเล็กที่สือโถวยื่นมาให้แล้ววางกระแทกลงบนรถม้าบ้านฉินเหยาดังปัง
ฉีเซียนกวนมองฉินเหยาอย่างเขินอาย ตัวกล่องค่อนข้างหนัก เขาเลยมือลื่นไปหน่อย ไม่ได้ตั้งใจจะทุบรถม้าของนางแต่อย่างใด
ฉินเหยาส่ายหน้าอย่างขบขัน “คุณชายระวังหน่อย รถม้าของข้าไม่เป็นไรหรอก แต่มือบัณฑิตของพวกท่านนั้นมีค่านัก”
“ของอะไรน่ะ” หลิวจี้ถามพลางยื่นมือออกไปเตรียมจะเปิดดู
แต่ก็ถูกฉีเซียนกวนห้ามเอาไว้ เขากำชับอย่างลึกลับว่า “รอให้ถึงบ้านก่อนแล้วค่อยดู”
หลิวจี้รับปากทันที ในใจก็คิดว่า เดี๋ยวพอออกจากเมืองไปแล้วบิดาจะเปิดดู!
ฉีเซียนกวนจะไม่รู้ได้อย่างไรว่าศิษย์น้องผู้นี้ของเขาเป็นคนเช่นไร คนบ้านป่าผู้นี้ไม่มีความน่าเชื่อถือใดๆ ทั้งสิ้น
ดังนั้นจึงกำชับให้ฉินเหยาช่วยสอดส่อง
ฉินเหยารับปากอย่างยินดี
ฉีเซียนกวนโบกมือให้หลิวจี้ “เช่นนั้นพวกท่านก็เดินทางโดยสวัสดิภาพนะ”
หลิวจี้ยื่นมือไปตบศีรษะของเขาอย่างรวดเร็ว เมื่อเห็นอีกฝ่ายโกรธกริ้วก็สะบัดแส้ม้าอย่างภาคภูมิใจแล้วตะโกนเสียงดังว่า “ย่าห์!” แล้วออกจากเมืองไป
ฉีเซียนกวนสูดลมหายใจเข้าลึกๆ บอกกับตัวเองในใจว่า อย่าลดตัวลงไปถือสากับเจ้าคนเฮงซวยอย่างเจ้าหลิวสาม สุภาพชนต้องมีมารยาทจึงสามารถฝืนใจไม่ละเมิดหลักการของตนเอง ตะโกนด่ารถม้าที่วิ่งฉิวออกไปได้!
สือโถวกลั้นหัวเราะแล้วเอ่ยเรียกเขาด้วยท่าทีจริงจังว่า “คุณชาย ข้างนอกลมแรง ขึ้นรถเถิดขอรับ”
ฉีเซียนกวนกวาดตามองเขาแวบหนึ่ง อย่าคิดว่าคุณชายผู้นี้ไม่รู้นะว่าเจ้าอยากจะหัวเราะน่ะ!
สือโถวรีบปั้นหน้าเฉยเมยแล้วประคองคุณชายของตนขึ้นรถม้า
“คุณชาย ท่านอาจารย์มอบอะไรให้นายท่านหลิวหรือขอรับ” สือโถวเอ่ยถามอย่างใคร่รู้
ใบหน้าบูดบึ้งของฉีเซียนกวนคลายลงแล้วเผยรอยยิ้มร้ายกาจของผู้ชนะออกมา “ของที่ท่านอาจารย์ให้ย่อมต้องเป็นของที่ดีมากอยู่แล้ว”
สือโถวคิด คุณชายท่านช่างพูดจาไร้สาระเสียจริง
“ฮัดชิ้ว!”
เพิ่งจะออกจากเมือง หลิวจี้ก็ถูกลมพัดเข้ามาปะทะหน้าจนจามออกมาเสียงดัง น้ำมูกแทบจะกระเด็นออกมา เขารีบยื่นมือไปหยิบเสื้อคลุมผ้าฝ้ายสำรองที่แขวนไว้ข้างประตูรถมาสวมกลับด้าน เอาด้านหลังมาสวมเป็นด้านหน้า คลุมหน้าอกกันลมไว้จึงค่อยดีขึ้นหน่อย
รอจนกระทั่งรถม้าวิ่งขึ้นสู่ถนนหลวงที่มุ่งหน้าไปยังอำเภอไคหยางแล้ว หลิวจี้จึงถือแส้ด้วยมือเดียว อีกมือหนึ่งก็รีบยื่นเข้าไปหลังม่านในตัวรถม้า อยากจะหยิบหีบไม้ที่ฉีเซียนกวนให้มาดูว่าข้างในมีอะไรกันแน่
แต่มือกลับคว้าได้เพียงอากาศ
เขารีบเปิดม่านรถออกแล้วหันกลับไปมองก็เห็นฉินเหยาอุ้มหีบไม้ไปไว้บนตักตั้งแต่เมื่อใดไม่ทราบ นางเอ่ยเตือนเขาด้วยใบหน้าที่เปี่ยมไปด้วยความชอบธรรมว่า “หลิวจี้ เป็นคนต้องมีความซื่อสัตย์ ในเมื่อข้ารับปากฉีเซียนกวนไว้แล้วว่าจะจับตาดูเจ้า ข้าก็จะทำจนถึงที่สุด”
หลิวจี้มองดูหมัดที่ใหญ่เท่ากระสอบทรายของนางแล้วมองดูร่างกายที่สั่นเทาด้วยความหนาวของตนเองก็ตัดสินใจอย่างเด็ดขาดที่จะปล่อยม่านรถลง พวกเราถอยกันคนละหนึ่งก้าว ทะเลจะกว้างใหญ่และท้องฟ้าจะปลอดโปร่ง
แต่คาดไม่ถึงว่า พอปล่อยม่านลง ฉินเหยากลับเปิดหีบไม้ดูเสียเอง
อย่างไรเสีย ฉีเซียนกวนก็ไม่ได้บอกว่านางดูไม่ได้
ฉินเหยากวาดตามองอย่างใคร่รู้แล้วร้องว้าวออกมา นางเลิกคิ้วขึ้นข้างหนึ่ง เจ้าหลิวสาม เจ้ามีบุญแล้ว!
ในกล่องล้วนเป็น ‘การบ้านปิดภาคฤดูหนาว’ ที่กงเหลียงเหลียวจัดเตรียมไว้ให้ซานเอ๋อร์สุดที่รักของเขาโดยเฉพาะ!