ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว - ตอนที่ 386 แจกของขวัญ
ตอนที่ 386 แจกของขวัญ
อาจเป็นเพราะใจร้อนอยากกลับบ้าน ตลอดทางสองสามีภรรยาฉินเหยาจึงไม่ได้หยุดพักเลย เมื่อหิวก็เปลี่ยนให้ฉินเหยามาขับรถแทน ส่วนหลิวจี้ก็เข้าไปในตัวรถม้าใช้เตาถ่านอุ่นเสบียงแห้งที่นำมาจากโรงเตี๊ยมเมื่อวันก่อนเพื่อกินแก้หิว
เมื่อถึงเย็นวันที่สองก็มาถึงเขตของอำเภอไคหยางแล้ว
ฟ้ามืดมากแล้ว แต่ทั้งสองคนก็ไม่ได้ลังเล ยังคงจุดคบเพลิงเดินทางฝ่าลมหนาวในยามค่ำคืนต่อไปอีกสามชั่วยามจนกระทั่งดึกสงัดก็มาถึงหมู่บ้านตระกูลหลิว
หมู่บ้านเล็กๆ ในยามดึกสงัดนั้นเงียบเสียจนมีเพียงเสียงเห่าของสุนัขที่ตกใจตื่น
คนในบ้านหลับกันหมดแล้ว มีเพียงอาวั่งที่ได้ยินเสียงเคลื่อนไหวอยู่นอกลานบ้านจึงลงมาจากห้องใต้หลังคาอย่างไม่อยากจะเชื่อ เมื่อเปิดประตูหลังออกไปก็เห็นใบหน้ายิ้มแย้มของสองสามีภรรยาอยู่ท่ามกลางแสงไฟ
จมูกของหลิวจี้แดงก่ำจากความหนาวเย็น แต่เมื่อเห็นลานบ้านที่คุ้นเคย ความเหนื่อยล้าและความหนาวเหน็บก็หายไปสิ้น เหลือเพียงความรู้สึกมั่นคงและอบอุ่นในใจ
อาวั่งรู้สึกว่าสองสามีภรรยาคู่นี้น่าจะบ้าไปแล้ว ท้องฟ้าเริ่มมีเกล็ดหิมะโปรยปราย แต่ก็ยังคงเดินทางในยามค่ำคืนท่ามกลางอากาศที่เลวร้ายเช่นนี้ หากเกิดอะไรขึ้นแค่คิดก็ชวนหวาดกลัวแล้ว
“เอานี่!”
ฉินเหยาหยิบถังหูลู่ที่ตนเองพยายามค้นหาในตัวรถม้าอยู่พักใหญ่กว่าจะเจอออกมาแล้วยื่นไปตรงหน้าอาวั่ง
ช่อใหญ่มาก มองดูแล้วน่าจะมีราวๆ ยี่สิบไม้ได้
อาวั่งกล่าวด้วยความตะลึงว่า “ข้ากินไม่หมด”
ฉินเหยาพูดอย่างขบขัน “เจ้ากินก่อน ที่เหลือกินไม่หมดพวกเราจะช่วยเจ้ากินเอง” เดิมทีก็ตั้งใจซื้อกลับมากินด้วยกันทั้งบ้านอยู่แล้ว
พอหลิวจี้เห็นอาวั่งก็ไม่อยากจะทำอะไรอีก เขาคว้าถังหูลู่ในมือของอาวั่งไป “นายท่านผู้นี้จะขอเอาเข้าไปเก็บก่อน พรุ่งนี้ตื่นแล้วค่อยกินแล้วกัน”
พูดจบก็เดินเข้าลานบ้าน ตรงไปยังห้องครัว บอกว่าจะไปจุดถ่านสองกะละมัง เดี๋ยวจะได้เอาไปวางไว้ในห้องให้อบอุ่นจะได้นอนหลับสบาย
สายตาของอาวั่งจับจ้องอยู่ที่มือของหลิวจี้ตลอดเวลาจนกระทั่งมองไม่เห็นถังหูลู่ช่อใหญ่นั้นแล้วจึงค่อยพับแขนเสื้อขึ้น เดินเข้ามาขนของลงจากรถม้า
เหล่าหวงนั้นเหนื่อยมาก ลิ้นมันห้อยออกมาพลางหอบหายใจอยู่ตลอดเวลา อาวั่งลูบหัวของมันอย่างสงสาร “เดี๋ยวจะให้เจ้ากินของดีๆ นะ”
เหล่าหวงคล้ายกับจะฟังเข้าใจจึงเอียงศีรษะเลียอาวั่งไปหนึ่งที
ฉินเหยายกของขวัญปีใหม่ทั้งหมดบนรถม้าเข้าไปในบ้านอย่างเบามือ กลัวว่าจะรบกวนพวกเด็กๆ
เดินทางมาตลอดทาง ทั้งเหนื่อยทั้งหิว ต่อให้เป็นคนเหล็กก็ทนไม่ไหว นางจึงมอบรถม้าให้อาวั่งจัดการ ส่วนฉินเหยาและหลิวจี้ก็แช่เท้าในน้ำร้อน ล้างหน้า กินข้าวและน้ำแกงที่หลิวจี้ทำจากกับข้าวที่เหลือในห้องครัวไปสองคำ จากนั้นก็แยกย้ายกันไปนอน
ครั้งนี้ ฉินเหยานอนจนฟ้าสว่างจ้าจึงค่อยตื่นขึ้น
ตั้งแต่เช้าตรู่ นอกประตูก็มีเสียงความเคลื่อนไหวดังแว่วมาตลอด พวกต้าหลางสี่พี่น้องผลัดกันวิ่งมาดูถึงสี่รอบ เมื่อเห็นว่าท่านแม่ยังไม่ตื่นก็ถอนหายใจถอยออกมา กลับไปที่ห้องโถง นั่งมองของบนโต๊ะอย่างใจจดใจจ่อ
ฉินเหยายังไม่ลุก ใครก็ห้ามแตะต้องของบนโต๊ะเหล่านั้น หลิวจี้อยากจะหยิบขนมเปี๊ยะออกมากินก่อน เด็กทั้งสี่คนก็รีบล้อมโต๊ะเอาไว้แล้วยืนกรานว่า “ต้องรอท่านแม่มาก่อนถึงจะแบ่งได้!”
อาวั่งยกขนมบัวลอยเค็มร้อนๆ เข้ามาพร้อมเอ่ยเสริมว่า “รอฮูหยินมาก่อนจะได้รู้สึกเป็นทางการยิ่งขึ้น”
ดียิ่ง ประโยคนี้อาวั่งติดมาจากซื่อเหนียง
ดังนั้น ภายใต้การรอคอยของทุกคนในบ้าน ประตูห้องของฉินเหยาก็เปิดออกในที่สุด นางเดินหาวออกมาทั้งที่ผมเผ้ายุ่งเหยิง
ซื่อเหนียงกรีดร้องด้วยความดีใจ รีบวิ่งเข้าไป “ท่านแม่!”
ซานหลางเองก็ตามมาติดๆ แล้วกอดขานางไว้แน่น
ต้าหลางและเอ้อร์หลางเองก็เข้ามาล้อมรอบนางไว้อย่างดีใจพลางถามไถ่สารทุกข์สุกดิบ
ฉินเหยากางแขนออกแล้วกอดเตาผิงอุ่นๆ ทั้งสี่เข้ามาไว้ในอ้อมแขน ความหนาวเย็นที่เพิ่งจะออกจากผ้าห่มเมื่อครู่นี้ถูกขับไล่ออกไปในพริบตา
“ท่านแม่ นี่หวีเจ้าค่ะ” ซื่อเหนียงวิ่งต๊อกแต๊กไปที่ขอบหน้าต่างของห้องอาบน้ำ เขย่งปลายเท้าส่งหวีไม้ให้ฉินเหยาอย่างเอาใจใส่
ซานหลางช่วยชูกระจกทองแดงบานเล็กให้ ต้าหลางและเอ้อร์หลางก็ไปตักน้ำร้อนสำหรับล้างหน้ากลับมาและยังบิดผ้าขนหนูมาถือเอาไว้รอให้นาง ‘เสด็จ’ มาใช้
หลิวจี้ที่นั่งอยู่ตรงข้ามกระถางไฟถือขนมบัวลอยกินอยู่นั้นรู้สึกเหมือนกำลังดูละครฉากหนึ่ง
ละครฉากนั้นอยู่ตรงหน้า ยื่นมือออกไปก็สามารถสัมผัสตัวละครในนั้นได้ เขาควรจะเข้าไปเป็นส่วนหนึ่ง แต่ในตอนนี้กลับกลายเป็นเพียงฉากหลัง
อาวั่งวางขนมบัวลอยที่ยกมาทั้งหมดไว้บนโต๊ะเล็ก พวกต้าหลางสี่พี่น้องไม่มีใครอยากกินเลยสักคน สายตาพวกเขาจับจ้องอยู่ที่ของขวัญปีใหม่กองนั้นบนโต๊ะใหญ่
พวกเขาแสดงออกชัดเจนเพียงนี้ ฉินเหยาเองก็มองออกนานแล้ว ลำบากพวกเขาแล้วจริงๆ ที่ยังรอตนเองจนถึงตอนนี้ได้
หลังจากแต่งตัวเสร็จ ฉินเหยาก็ลุกขึ้นเดินมาที่โต๊ะ สายตาของทุกคนในบ้านจับจ้องมาในทันที
ฉินเหยาแจกของขวัญให้ทีละคน
กุญแจเงินหนึ่งอัน ตำราบันทึกการเดินทางท่องเที่ยวในสู่ตี้หนึ่งเล่ม
“ต้าหลาง นี่ของเจ้า”
ต้าหลางรับมาอย่างดีใจ เขาชื่นชอบตำรามาก ทว่าของมีค่าอย่างกุญแจเงินนี้ช่างเกินความคาดหมายจริงๆ ต้าหลางมองฉินเหยาอย่างประหลาดใจ “ท่านแม่ นี่คือกุญแจเงินนี่ขอรับ”
“ใช่แล้ว ปีนี้หาเงินได้ พวกเจ้าสี่พี่น้องจึงได้กันคนละชิ้น นี่เป็นของขวัญปีใหม่สำหรับพวกเจ้าในปีนี้” ฉินเหยายิ้มพลางบอกให้เขาสวมแล้วพูดกับอาวั่งที่ยืนอยู่ข้างประตูว่า “ของเจ้าก็มีนะ ทุกคนในบ้านมีกันคนละชิ้น”
ปีใหม่ บรรยากาศใหม่ๆ ฉินเหยารู้สึกว่าวันปีใหม่ต้องแต่งตัวด้วยชุดใหม่ทั้งหมดถึงจะรับโชคลาภในปีใหม่ได้!
หลิวจี้ผู้ชอบโอ้อวดรีบยกมือขึ้นจัดแต่งทรงผมของตน อวดปิ่นหยกขาวของเขาทันที
คราวนี้ เอ้อร์หลาง ซานหลางและซื่อเหนียงยิ่งตื่นเต้นมากขึ้นกว่าเดิม
เอ้อร์หลางถูมือไปมา “ท่านแม่ ของข้าเล่า ของข้าเล่า”
ฉินเหยาหยิบหีบหนังสือของหลิวจี้ขึ้นมา ข้างในเต็มไปด้วยของเล่นแปลกๆ อย่างกังหันลมรูปนักษัตรที่เขาต้องการ
ยังมีกุญแจเงินสลักบทสวดมนต์เหมือนกับของต้าหลางอีกหนึ่งอัน
เอ้อร์หลางนั้นไม่เกรงใจเลยสักนิด เขารีบสวมกุญแจเงินแล้วลากหีบหนังสือที่บรรจุกังหันลมไปตรวจสอบด้านข้าง ในใจก็คำนวณว่าจะตั้งราคาขายเท่าไหร่ เมื่อไหร่จะเอาไปขายแล้วจะเอาไปขายที่ไหนดี
เมื่อเห็นสายตาที่แสดงออกว่าอยากได้ของซานหลางและซื่อเหนียง เอ้อร์หลางก็หยิบกังหันออกมาอันหนึ่งอย่างใจกว้างให้ทั้งสองคนเอาไปเล่นข้างๆ
ฝาแฝดรู้สึกดีใจอย่างยิ่ง วันนี้พี่รองช่างใจกว้างจริงๆ!
“ซานหลาง ซื่อเหนียง!” ฉินเหยาเอ่ยเรียก สองพี่น้องก็รีบวิ่งมาตรงหน้านางทันที
ฉินเหยาสวมสร้อยคอเงินสองเส้นบนคอของสองพี่น้อง ตรงกลางของสร้อยคอนั้นห้อยจี้รูปถุงกุญแจเงินเอาไว้ บนถุงกุญแจยังมีกระดิ่งเล็กๆ สามอัน พอเขย่าแล้วจะเกิดเสียงใสดังกังวาน ซื่อเหนียงชื่นชอบมันมากเหลือเกิน
นี่คือเครื่องประดับชิ้นแรกของนาง เด็กหญิงตัวน้อยรักมันมาก สวมอยู่ในห้องสักพักก็จะถอดออกด้วยกลัวว่าจะใส่จนพัง
“ท่านแม่ ข้าจะเก็บไว้รอใส่ตอนปีใหม่”
ซานหลางนั้นเป็นเหมือนแมลงที่คอยตามก้นน้องสาว เขาเลยจะถอดสร้อยคอออกเช่นกัน ให้ฉินเหยาช่วยเก็บไว้ก่อน รอปีใหม่แล้วค่อยใส่พร้อมกับน้องสาวไปรับอั่งเปา
“ได้ เช่นนั้นข้าจะช่วยพวกเจ้าเก็บมันไว้ก่อน” ฉินเหยาหันไปถามต้าหลางและเอ้อร์หลาง “พวกเจ้าจะเก็บไว้เองหรือจะให้ข้าเก็บให้”
“เลือกได้ด้วยหรือ” เอ้อร์หลางถามอย่างประหลาดใจ
ในความคิดของเขา ของมีค่านั้นผู้ใหญ่จะไม่ยอมให้เด็กเก็บเอาไว้เอง วันธรรมดาแม้แต่แตะต้องก็ยังไม่ได้เลย
ฉินเหยาพยักหน้า “ของของพวกเจ้า พวกเจ้าสามารถเก็บไว้เองได้ แต่ข้าก็ขอบอกพวกเจ้าไว้ล่วงหน้า หากเก็บไว้แล้วทำหาย ผลที่ตามมาต้องรับผิดชอบเองและครั้งต่อไปหากมีของมีค่าอีกก็ต้องให้ผู้ใหญ่เก็บให้”