ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว - ตอนที่ 387 ถอนหุ้น แบ่งบัญชี
ตอนที่ 387 ถอนหุ้น แบ่งบัญชี
เอ้อร์หลางรีบพูดว่า “เช่นนั้นข้าขอเก็บไว้เองได้หรือไม่ขอรับท่านแม่”
ฉินเหยาพยักหน้า “แน่นอนว่าได้”
“เช่นนั้นข้าจะสวมไว้ ใส่ไว้ด้านในเสื้อผ้าอย่างไรก็ไม่หาย” เอ้อร์หลางพูดอย่างมั่นใจ
ต้าหลางก็ตัดสินใจที่จะเก็บไว้เอง เขาอยากจะนำไปให้มารดาผู้ให้กำเนิดดู เขาอยากจะถามมารดาว่า จะเรียกฉินเหยาว่าท่านแม่ได้หรือไม่
ฉินเหยาไม่รู้ว่าเหตุใดจู่ๆ ต้าหลางจึงเงียบไป เด็กคนนี้มีความคิดซับซ้อน ได้แต่ปล่อยให้เขาทำตามใจ
ฉินเหยาหยิบปิ่นปักผมเงินสำหรับบุรุษออกมาอันหนึ่ง ตัวปิ่นประกอบด้วยแผ่นเงินรูปวงแหวนกว้างและปิ่นสั้นหนึ่งอัน ใช้สำหรับยึดมวยผมโดยเฉพาะ
เงินเรียบๆ นั้นไม่โดดเด่น แต่เมื่อประดับผมแล้วจะช่วยเสริมให้ดูดีขึ้น
หลิวจี้กดอาวั่งที่กำลังงุนงงเล็กน้อยลงบนม้านั่ง เกล้ามวยผมให้เขาใหม่แล้วปักปิ่นเงินนี้ให้
คนที่แต่ก่อนดูมอมแมม พอประดับปิ่นแล้วกลับดูเปล่งประกายขึ้นไม่น้อย
อาวั่งในตอนนี้ หากไปยืนอยู่ท่ามกลางฝูงชนก็จะไม่หายไปอีกต่อไปแล้ว
อย่างน้อยทุกวันหลังเลิกเรียนพวกต้าหลางสี่พี่น้องก็สามารถมองหาเขาที่ปะปนอยู่ในกลุ่มสารถีของแต่ละบ้านได้ภายในแวบเดียวและลากหีบหนังสือวิ่งเข้าไปหาด้วยความไว้วางใจอย่างเต็มเปี่ยม
ฉินเหยากอดอกชื่นชมอาวั่งอยู่ครู่หนึ่งแล้วพยักหน้าให้หลิวจี้ “เกล้าผมได้ไม่เลว”
“แน่นอนอยู่แล้ว!” หลิวจี้เชิดคางขึ้นอย่างหยิ่งยโส ก็ดูสิว่าฝีมือใคร
ทว่า!
“เมียจ๋า หีบไม้ที่อาจารย์ให้ข้าเล่า” หลิวจี้คันหัวใจจนทนไม่ไหวแล้ว
อาจารย์ให้ของอะไรแก่เขากันแน่?
เป็นทอง เงิน หรืออัญมณีกัน
หรือว่าจะเป็นสุราชั้นดีหลายไห
หลิวจี้ยิ่งคิดก็ยิ่งตื่นเต้น เมื่อได้ยินฉินเหยาบอกว่าหีบไม้อยู่บนโต๊ะในห้องของนาง หลังจากได้รับอนุญาตแล้วเขาก็รีบไปหยิบมันมาทันที
เมื่อเห็นท่าทางตื่นเต้นของหลิวจี้ เด็กทั้งสี่คนรวมถึงอาวั่งต่างก็เข้าไปมุงดูอย่างใคร่รู้
ฉินเหยาที่รู้คำตอบอยู่แล้วนั่งอยู่ที่โต๊ะเล็กอย่างสบายอารมณ์ ยกขนมบัวลอยที่ยังอุ่นๆ ขึ้นมา เพิ่งจะกินเข้าไปคำแรก ข้างหูก็มีเสียงกรีดร้องอย่างบ้าคลั่งของหลิวจี้ดังขึ้นมาอย่างกะทันหัน
“อ๊าาา!!!”
“ทำไม! ทำไมไม่ใช่ทอง เงิน อัญมณีหรือสุราชั้นเลิศ!”
หลิวจี้ค้นหาในหีบไม้อย่างบ้าคลั่ง การบ้านที่เต็มไปด้วยลายมือของกงเหลียงเหลียวปลิวว่อนออกมาเหมือนเกล็ดหิมะ แต่กลับไม่มีตำราลับที่เขาต้องการแม้แต่แผ่นเดียว
หลิวจี้ยกหีบไม้ขึ้น ทำลายเสียเถิด!
อร่อย อร่อยจริงๆ ฉินเหยากินขนมบัวลอยรวดเดียวหมดชาม!
นางลุกขึ้น ตบก้นเตรียมออกจากบ้าน
เมื่อเดินไปถึงประตู เสียงกรีดร้องโหยหวนข้างหลังก็ยังคงดังไม่หยุด คั่นด้วยเสียงปลอบใจที่แฝงไปด้วยความสะใจเป็นระยะๆ
มีเพียงเอ้อร์หลางเท่านั้นที่อิจฉาเขาจากใจจริง “ท่านพ่อ ท่านอาจารย์จัดหาของเหล่านี้ให้ท่านก็เพราะว่าท่านอาจารย์รักท่านนะ ข้ายังอยากให้ท่านอาจารย์สนใจข้าให้มากขึ้น สั่งการบ้านให้ข้าทำคนเดียวเยอะๆ เลย ข้าจะได้ก้าวนำหน้าสหายร่วมชั้นคนอื่นๆ…”
หลิวจี้ที่คุกเข่าถือหีบไม้อยู่บนพื้นเงยหน้าขึ้นมองเขาอย่างไม่อยากจะเชื่อ “หลิวจื่อซู ขอให้เจ้าพูดจริงเถอะ!”
เอ้อร์หลางเอ่ย “จริงแท้แน่นอน หากโกหกท่าน ข้าก็คือสุนัข!”
หลิวจี้กดหน้าอกเอาไว้ โลกนี้ไม่มีใครเข้าใจความทุกข์ของเขาเลย!
อาวั่งยื่นถังหูลู่มาให้ไม้หนึ่ง “นายท่าน กินของหวานหน่อยเถอะ”
ในใจของหลิวจี้ได้รับการปลอบโยนเล็กน้อย หนึ่งผู้ใหญ่สี่เด็กเล็กในห้องต่างก็ถือถังหูลู่กันคนละไม้ กัดกินเสียงดังกรุบกรับ ภาพนั้นช่างดูกลมเกลียวอย่างน่าประหลาด
ฉินเหยาออกมาจากบ้าน เดินไปทางโรงงานเครื่องเขียน ตลอดทางพบว่าคนคุ้นหน้าหายไปหลายคน
นางจากหมู่บ้านไปสิบวัน ทันใดนั้นก็รู้สึกว่าในหมู่บ้านเงียบเหงาลงไปมาก
พอชาวบ้านเห็นนางก็พากันทักทายอย่างอบอุ่น “ผู้จัดการใหญ่ฉิน ท่านกลับมาแล้ว!”
ฉินเหยายิ้มน้อยๆ ตอบพลางถามว่าเหตุใดในหมู่บ้านจึงเงียบเหงาลงไปมากเช่นนี้ ชาวบ้านกล่าวว่า
“พวกชายใบ้กลับบ้านเกิดไปกันหมดแล้ว เพิ่งจะไปเมื่อวานซืน ผู้อพยพคนอื่นๆ ก็กลับไปกันหมดแล้ว นี่ไม่ใช่ว่าเริ่มมีหิมะตกอีกแล้วหรือ กลัวว่าถ้าไปช้ากว่านี้ลมและหิมะบนถนนจะแรงเกินไปจนเดินทางไม่ได้น่ะสิ”
ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้ มิน่านางจึงรู้สึกว่าวันนี้ดูแล้วเงียบเหงาเป็นพิเศษ ที่แท้คนก็จากไปกันหมดแล้วนี่เอง
บ้านของทุกครัวเรือนในหมู่บ้านที่ต้องซ่อมแซมก็ซ่อมแซมกันเสร็จแล้ว พวกชายใบ้จากไปครั้งนี้ ต่อไปน่าจะไม่กลับมาอีกแล้ว
ภูเขาสูงเส้นทางยาวไกล ชาวบ้านธรรมดาหากไม่ประสบเรื่องใหญ่โตใดก็ไม่ค่อยออกเดินทางไกล ชั่วชีวิตของพวกเขาหลายคนอาจจะประสบกับเหตุการณ์นี้แค่ครั้งเดียวเท่านั้น
ฉินเหยาแยกทางกับพวกชาวบ้าน เมื่อมาถึงโรงงานเครื่องเขียน คนงานกำลังจะหยุดทำงานเตรียมไปกินข้าวกลางวันที่โรงอาหาร
ฉินเหยาไปปรากฏตัวที่โรงอาหารแล้วกำชับนางเหอและนางชิวให้ไปกินข้าวที่บ้านของตนในตอนเย็น ให้พวกนางบอกผู้เฒ่าทั้งสองคนด้วย ถึงเวลาจะได้มาด้วยกัน
นางเหอและนางชิวรับปากอย่างยินดี เมื่อเห็นว่าบนศีรษะของฉินเหยาเปลี่ยนปิ่นเงินอันใหม่ก็คาดเดาได้ว่าคืนนี้อาจจะมีของขวัญให้พวกตนด้วย ในใจก็รู้สึกตื่นเต้นขึ้นมาเล็กน้อย
ช่างไม้หลิวได้ยินข่าวว่าฉินเหยากลับมาแล้ว หลังจากกินข้าวกลางวันเสร็จก็รีบไปหาฉินเหยาที่ห้องเล็กเพื่อปรึกษาหารือทันที เขากล่าวอย่างดีใจว่า
“เจ้ากลับมาเสียที วันก่อนญาติฝ่ายภรรยาของข้าส่งข่าวมา บอกว่าปีนี้ฮูหยินผู้เฒ่าจะจัดงานวันเกิดใหญ่ ให้พวกเราทุกคนไปฉลองปีใหม่ที่นั่น เส้นทางก็ไม่ใช่ใกล้ๆ ต้องออกเดินทางแต่เนิ่นๆ ถึงจะดี หากเจ้ายังไม่มา ข้าก็ไม่รู้จะทำอย่างไรแล้ว”
ภรรยาของเขาเร่งเร้าแล้ว หากยังไม่ไปอีก เจอกับหิมะตกหนักเข้าก็จะเดินทางไม่ได้แล้ว
สตรีที่แต่งงานออกไป ปีหนึ่งยากที่จะได้พบหน้าครอบครัว ครั้งนี้ถือเป็นโอกาสดี สามารถกลับไปอยู่บ้านเดิมได้หนึ่งเดือนจึงอยากจะออกเดินทางให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้
ฉินเหยาไม่นึกว่าจะมีเรื่องนี้ด้วยจึงถามไถ่สารทุกข์สุกดิบของแม่เฒ่าไปสองสามประโยค อารมณ์ของช่างไม้หลิวจึงค่อยๆ สงบลง
นางหยิบลูกคิดและสมุดบัญชีออกมา ฉินเหยาเอ่ยเข้าประเด็นทันที “ข้ารู้ว่าในใจท่านร้อนรน นี่มิใช่ว่าเมื่อวานรีบเดินทางกลับมาทั้งคืน เช้าวันนี้ตื่นมาก็มาที่โรงงานเลยรึ”
“เมื่อวานยังมีหิมะตกเล็กน้อย พวกเจ้ารีบเดินทางกลับมาทั้งคืนเลยหรือ” ช่างไม้หลิวถามอย่างประหลาดใจ
เมื่อเห็นฉินเหยาพยักหน้าก็รู้สึกละอายขึ้นมาทันที “ดูเจ้าสิ ข้าเองก็ไม่ได้รีบร้อนอะไรขนาดนั้น เจ้าพักผ่อนวันนี้สักวันพรุ่งนี้ค่อยมาก็ได้ ไม่เป็นอะไรหรอก”
ฉินเหยายิ้มๆ ไม่ได้พูดอะไรต่อ ตั้งใจคำนวณบัญชี
ช่างไม้หลิวดูบัญชีแล้วตาลาย ระหว่างทางก็เรียกเสมียนอย่างเฉียนวั่งมาด้วย ทั้งสามคนช่วยกันตรวจสอบบัญชี
เรื่องที่ช่างไม้หลิวจะถอนหุ้นนั้น ในโรงงานรู้กันทั่วแล้ว ฉินเหยามาถึงก็รีบจัดการเรื่องนี้ทันที เฉียนวั่งจึงไม่ได้รู้สึกแปลกใจแต่อย่างใด
ทว่าเขาคิดว่า เรื่องเงินๆ ทองๆ มักจะทำให้เกิดข้อพิพาทขึ้นได้ ไม่นึกว่าฉินเหยาและช่างไม้หลิวทั้งสองคนจะใจกว้างอย่างยิ่ง
คำสั่งซื้อที่ฉินเหยานำกลับมาครั้งนี้ ช่างไม้หลิวไม่แตะต้องแม้แต่เหวินเดียว ทิ้งไว้ให้โรงงานทั้งหมด
ดังนั้นประเด็นขัดแย้งที่ใหญ่ที่สุดจึงไม่มีโอกาสเกิดขึ้นเลย
จากนั้นก็เป็นเงินสองร้อยห้าสิบตำลึงที่ค้างอยู่ในบัญชี ตอนนี้ฉินเหยามีเงินทุนเพียงพอแล้วจึงหยิบออกมาให้ช่างไม้หลิวทันที
ส่วนที่เหลือก็คำนวณได้ง่ายมาก เงินงวดสุดท้ายของหีบหนังสือชุดที่แล้วได้รับกลับมาแล้ว หลังจากหักค่าใช้จ่ายต่างๆ และภาษีการค้าแล้ว กำไรรวมคือสองร้อยแปดสิบแปดตำลึง
ทั้งสองคนแบ่งบัญชีกันคนละครึ่ง ฉินเหยาหยิบเงินออกมาอีกหนึ่งร้อยสี่สิบสี่ตำลึงยื่นให้ช่างไม้หลิว
ยังเหลืออีกก้อนสุดท้าย คือกำไรจากกล่องบรรจุภัณฑ์เครื่องเขียนในช่วงนี้ อันนี้ไม่มากนัก
เฉียนวั่งคำนวณแล้วพูดว่า “กล่องบรรจุภัณฑ์เครื่องเขียนของพวกเราส่งมอบไปแล้วสองส่วน ก็คือสินค้าสองหมื่นชิ้น พอดีกับเงินมัดจำสองส่วนจำนวนสองร้อยสี่สิบตำลึงที่เถ้าแก่ไป๋จ่ายล่วงหน้า หักค่าใช้จ่ายทั้งหมดแล้ว กำไรแบ่งคนละครึ่ง ช่างไม้หลิวและผู้จัดการใหญ่ฉิน ท่านทั้งสองคนจะได้คนละสามสิบหกตำลึง”
ฉินเหยาไม่ดูบัญชีแล้ว หยิบเงินสามสิบหกตำลึงออกจากกล่องเงินยื่นให้ไปอีกครั้ง
ที่ใจกว้างเช่นนี้ก็เพราะว่าห้างการค้าฟู่หลงครั้งนี้จ่ายเงินมัดจำมาห้าส่วน
มีตั๋วเงินหนึ่งพันตำลึงนี้อยู่ในมือก็เพียงพอที่จะรักษากำลังการผลิตของโรงงานไปจนกว่าจะได้รับเงินงวดสุดท้าย