ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว - ตอนที่ 388 สงสัยอยู่เสมอ
ตอนที่ 388 สงสัยอยู่เสมอ
เพียงครึ่งชั่วยาม บัญชีก็คำนวณเรียบร้อย
ฉินเหยาเขียนเอกสารถอนหุ้นอย่างง่ายขึ้นมาอีกหนึ่งฉบับ ทั้งสองฝ่ายไม่มีข้อโต้แย้งในเนื้อหา ลงนามประทับลายนิ้วมือ เรื่องนี้ก็เป็นอันสิ้นสุดลง
ในขณะที่ประทับลายนิ้วมือลงไป ขอบตาของช่างไม้หลิวก็แดงเรื่อ
เมื่อถึงเวลาที่ต้องจากโรงงานเครื่องเขียนไปอย่างถาวรจริงๆ ภาพที่ผ่านเข้ามาในสมองของเขาล้วนเป็นภาพการต่อสู้ดิ้นรนในช่วงสองปีที่ผ่านมา เขากับฉินเหยาเริ่มต้นจากแบบร่างกังหันน้ำเล็กๆ เพียงหนึ่งฉบับ
ตอนแรกสุดก็เพียงเพื่อสร้างกังหันน้ำขนาดเล็กที่ช่วยประหยัดแรง ใครจะไปคิดว่าช่วงเวลาสั้นๆ เพียงหนึ่งปี พวกเขาจะร่วมกันก่อตั้งโรงงานเครื่องเขียนขนาดใหญ่เช่นนี้ขึ้นมาได้
ช่างไม้หลิวไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่า ของที่ทำออกมาจากมือของตน จะเป็นที่รู้จักของผู้คนมากมาย แพร่หลายไปทั่วหล้า
กังหันน้ำ หีบหนังสือ กล่องบรรจุภัณฑ์เครื่องเขียน ตัวอักษร ‘สร้างจากโรงงานเครื่องเขียนหมู่บ้านตระกูลหลิว’ ที่สลักอยู่บนนั้น ทุกครั้งที่เขาเห็นก็รู้สึกภาคภูมิใจอย่างยิ่ง
ทว่าความภาคภูมิใจนี้จะได้รับการสืบทอดต่อไปโดยฉินเหยา เขาเองก็รู้สึกวางใจอย่างยิ่ง
ขณะที่เก็บเอกสาร ช่างไม้หลิวก็กล่าวอย่างคาดหวังว่า “เหยาเหนียง ข้าชักจะคาดหวังแล้วว่าครั้งหน้าเจ้าจะวาดแบบร่างอะไรออกมาอีก”
ฉินเหยาลุกขึ้นเพื่อไปส่งเขา “เดิมทีข้าอยากจะจัดพิธีเลี้ยงส่งให้ท่านก่อนหยุดงาน แต่ในเมื่อพวกท่านรีบร้อนจะเดินทาง เช่นนั้นท่านก็ไปกับข้าหน่อย ไปกล่าวลากับทุกคนในแต่ละแผนกด้วยกันเถิด”
ช่างไม้หลิวพยักหน้า “ได้”
ดังนั้น คนทั้งสองจึงไปในแต่ละแผนกด้วยกันเพื่อแจ้งให้คนงานทุกคนทราบ
เหล่าคนงานไม่ได้รู้สึกอาลัยอาวรณ์อะไร เพียงแต่อยากรู้ว่าใครจะมารับตำแหน่งต่อจากช่างไม้หลิว
ตำแหน่งผู้จัดการใหญ่ นอกจากช่างไม้หลิวแล้ว ในโรงงานยังมีใครสามารถดำรงตำแหน่งนี้ได้อีก?
ผู้จัดการใหญ่ฉินเตรียมจะเชิญคนนอกเข้ามาอีกหรือว่าจะเลือกจากบรรดาผู้จัดการในโรงงานกัน
เมื่อถูกบรรยากาศนี้กระตุ้น บรรดาผู้จัดการต่างก็แอบมีความคาดหวังขึ้นมาเล็กน้อย
หลิวไป่และหลิวจ้งรู้สึกว่าตนเองมีความหวังมาก อย่างไรเสียตอนนี้โรงงานเครื่องเขียนก็เป็นของฉินเหยาคนเดียวแล้ว พวกเขาเองก็เป็นครอบครัวเดียวกัน นางยังเคยพูดอยู่เสมอว่าเลือกใช้คนก็ให้เลือกใช้คนกันเอง เช่นนั้นก็ต้องให้คนกันเองดูแลสิ นางถึงจะสบายใจไม่ใช่หรือ
แต่พวกเขาก็รู้ว่า ตนเองอาจจะไม่สามารถรับผิดชอบหน้าที่เช่นนี้ได้ ด้านหนึ่งก็กังวล อีกด้านหนึ่งก็แอบคาดหวัง
ทว่าตำแหน่งของช่างไม้หลิวนั้นไม่ใช่ตำแหน่งที่พวกเขาหลายคนจะสามารถดำรงตำแหน่งได้จริงๆ ในรายชื่อตัวเลือกในใจของฉินเหยา ไม่มีชื่อของพวกเขาเลยแม้แต่น้อย
นางมีมาตรฐานการวัดผลที่สำคัญอย่างหนึ่งคือ ผู้จัดการคนใหม่นี้ต้องมีความเชี่ยวชาญในด้านงานไม้
และในบรรดาผู้จัดการในโรงงาน มีเพียงอวิ๋นเหนียงเท่านั้นที่สามารถผ่านเกณฑ์นี้ได้
แต่ว่านางอายุน้อยเกินไปจริงๆ ช่างไม้หลิวอย่างน้อยก็ยังสามารถใช้ความอาวุโสในการควบคุมเด็กหนุ่มเด็กสาวที่ซุ่มซ่ามเหล่านั้นได้
หากเป็นอวิ๋นเหนียง ในโรงงานมีคนงานที่อาวุโสกว่านางมากมาย
ช่างไม้หลิวรีบร้อนที่จะไป หลังจากกล่าวลากับคนงานแล้วก็เก็บหีบไม้ที่เต็มไปด้วยเครื่องมือของเขาแล้วกลับบ้านไป
ฉินเหยาส่งเขาไปถึงริมฝั่งแม่น้ำ โรงโม่น้ำที่หมู่บ้านร่วมกันสร้างขึ้นนั้นสร้างเสร็จแล้ว รอเพียงวันขึ้นปีใหม่ วันที่ทั้งหมู่บ้านจะร่วมกันเปิดผ้าแดงเพื่อเอาฤกษ์เอาชัยและเริ่มใช้งานอย่างเป็นทางการ
“เหยาเหนียง เจ้ากลับไปเถอะ” ช่างไม้หลิวโบกมือ เป็นการบอกให้ฉินเหยาไม่ต้องส่งแล้ว เขาเดินลากกล่องเครื่องมือขึ้นสะพานหินที่บ้านของเขาเพิ่งจะลงทุนสร้างเสร็จไปตามลำพัง
ฉินเหยายืนอยู่ที่เดิมครู่หนึ่ง จัดระเบียบข้อมูลที่ยุ่งเหยิงในสมอง หลังจากจัดระเบียบความคิดเรียบร้อยแล้วก็หันหลังเดินตรงไปยังหน่วยลงสีของโรงงาน
“ผู้จัดการใหญ่ฉิน!”
เด็กสาววัยแรกรุ่นถักผมเปียเดี่ยวยาวลุกขึ้นจากกลุ่มช่างฝีมือหญิงที่กำลังยุ่งอยู่แล้วมองฉินเหยาที่เดินเข้ามาด้วยความประหลาดใจ ในดวงตาเต็มไปด้วยความชื่นชม
“เจ้าคือหยางฟาง?”
ฉินเหยามองเด็กสาวที่เปี่ยมไปด้วยพลังชีวิตตรงหน้าอย่างประหลาดใจ นางไม่ได้เจอหยางฟางมานานแล้ว เด็กสาวในความทรงจำยังคงมีความห้าวหาญอยู่บ้าง ไม่ได้ดูสดใสเช่นนี้
หยางฟางพยักหน้าอย่างแรงแล้วพูดว่า “ใช่ ใช่ ใช่เจ้าค่ะ ผู้จัดการใหญ่ฉินท่านยังจำข้าได้! ข้ามาทำงานที่โรงงานแล้ว”
“ชอบที่นี่มากหรือ” ฉินเหยาถามอย่างขบขัน
หยางฟางพยักหน้าอย่างบ้าคลั่ง พูดอย่างตรงไปตรงมาว่า “ชอบ ข้าชอบที่นี่มากจริงๆ เจ้าค่ะ!”
ที่โรงงานนางสามารถเรียนรู้อะไรได้หลายอย่าง พี่สาว พี่สะใภ้และท่านป้าทั้งหลายที่นี่ดูแลนางเป็นอย่างดี ตอนนี้นางมีเรื่องให้เรียนรู้มากมายทุกวัน ชีวิตเต็มเปี่ยมไปด้วยความสุข
ทำงานที่โรงงานนั้นน่าสนใจกว่าการอยู่บ้านตามท่านย่าและมารดาไปทำนา จัดการกับสัตว์ที่ล่ามาได้เยอะเลย
ที่สำคัญที่สุดคือตอนนี้นางสามารถออกมาหาเงินได้ด้วยตัวเอง ไม่ต้องพึ่งพาพ่อแม่พี่น้อง อาศัยแค่ค่าจ้างก็สามารถเลี้ยงตัวเองได้
แม้ว่าตอนนี้เพิ่งจะมาใหม่ ยังไม่ได้รับค่าจ้าง แต่นางเพิ่งจะเห็นช่างฝีมือหญิงที่ได้รับค่าจ้างของเดือนที่แล้ว อย่างน้อยที่สุดก็ยังมีสามร้อยเหวินเชียว!
ที่โรงงานยังมีอาหารเช้าและอาหารกลางวันให้กิน อายุเท่านาง ตอนกลางวันกินเยอะหน่อย ตอนเย็นก็ยังสามารถประหยัดไปได้อีกหนึ่งมื้อ หากประหยัดหน่อยทุกเดือนก็สามารถเก็บเงินได้สามร้อยเหวินแล้วไม่ใช่หรือ
เมื่อคิดว่าเดือนหน้าตนเองก็จะได้รับค่าจ้างแล้ว รอยยิ้มของหยางฟางก็ยิ่งสดใสขึ้น ผ่านไปครู่ใหญ่จึงค่อยนึกขึ้นได้แล้วถามฉินเหยาว่ามาหาผู้จัดการอวิ๋นใช่หรือไม่
ฉินเหยายิ้มพยักหน้า ทว่านางไม่เห็นแม้แต่เงาของอวิ๋นเหนียงเลย “นางไปไหนรึ”
หยางฟางตอบว่า “ท่านอาจารย์ไปที่โกดังเพื่อตรวจสอบสีที่เพิ่งจะมาถึงเจ้าค่ะ บอกว่าสีที่ซื้อมาครั้งนี้ไม่เหลวเหมือนครั้งก่อน ข้นเกินไปหน่อย ลงสีได้ไม่ค่อยดี”
“แต่ก็อาจจะเป็นเพราะอากาศหนาวก็ได้ ยังไม่รู้เลย กำลังตรวจสอบอยู่เจ้าค่ะ”
ฉินเหยาสังเกตเห็นคำเรียกของหยางฟาง นางเรียกอวิ๋นเหนียงว่าอาจารย์หรือ
อวิ๋นเหนียงรับศิษย์แล้ว?
แถมยังเป็นเด็กหญิงตัวน้อยที่เพิ่งจะเข้าโรงงานมาได้ไม่กี่วัน ไม่รู้อะไรเกี่ยวกับงานไม้เลยสักนิด?
ทว่าเรื่องเช่นนี้ฉินเหยามักจะไม่ค่อยสนใจอยู่แล้ว นางปล่อยให้ทุกคนทำงานอย่างตั้งใจต่อไปแล้วเดินตามหยางฟางมาที่โกดัง
หลิวฉีและหลิวจ้งอยู่ด้วยกัน ของนั้นเป็นสิ่งที่หลิวจ้งรับผิดชอบจัดซื้อมา เมื่ออวิ๋นเหนียงบอกว่าสีไม่ดี หลิวจ้งย่อมต้องมาดูเพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของตนเอง
หลิวฉีรับผิดชอบจัดการคลังสินค้า การเข้าออกโกดังเขาต้องตรวจสอบทั้งหมด ขณะเดียวกันก็ต้องรับผิดชอบต่อปัญหาการเสื่อมสภาพของสิ่งที่เก็บไว้ด้วย
ตอนที่ฉินเหยามาถึง ชายร่างใหญ่สองคนกำลังนั่งยองๆ อยู่ข้างอวิ๋นเหนียง ดูนางตรวจสอบสีที่เพิ่งจะมาใหม่เหล่านั้น
ไหดินเผาสิบกว่าใบวางอยู่บนพื้น อวิ๋นเหนียงไม่ได้ร้อนรนเลยแม้แต่น้อย ตรวจสอบตัวอย่างทีละใบเปรียบเทียบกัน ดูมีสมาธิอย่างยิ่ง
ทั้งสามคนไม่ทันสังเกตว่ามีคนมา หยางฟางคิดจะเข้าไปแจ้ง ฉินเหยาก็โบกมือห้ามเป็นการบอกให้นางเงียบไว้
นางจะดูว่าอวิ๋นเหนียงจะจัดการเรื่องนี้อย่างไร
เมื่อตรวจสอบสีในไหดินเผาสิบกว่าใบเสร็จแล้ว อวิ๋นเหนียงก็ถอนหายใจยาว “โชคดีที่เป็นเพียงเพราะอากาศหนาวเลยแข็งตัวไปบ้าง ถึงตอนนั้นก่อนใช้ก็เอาถ่านมาอุ่นสักเล็กน้อยก็พอ”
เมื่อได้ยินคำพูดนี้ หลิวฉีก็ถอนหายใจอย่างโล่งอก
หลิวจ้งที่ถูกสงสัยก็รู้สึกดีขึ้นบ้าง แต่ก็ยังอดพูดกับอวิ๋นเหนียงไม่ได้ว่า
“สีพวกนี้ข้าล้วนไปหามาตามที่เจ้าบอก ที่อำเภอเราไม่มีร้านขายสี ข้ายังต้องขอให้เถ้าแก่ร้านโลงศพแนะนำคนรู้จักให้ ไปถึงอำเภอหลินถึงจะสั่งสีได้ หลายเดือนมานี้ก็ใช้ของร้านเขามาตลอด คุณภาพก็ดีมาตลอด ไม่เคยมีข้อผิดพลาด ครั้งนี้ก็ย่อมเป็นไปไม่ได้ที่จะเอาของไม่ดีมาให้พวกเรา”
อวิ๋นเหนียงเคยช่วยขายของชำที่บ้านมาก่อน นางเคยเจอพ่อค้าที่ไม่ซื่อสัตย์จริงๆ ตอนแรกให้ของดีมาตลอด ตอนหลังก็แอบผสมของด้อยคุณภาพเข้ามา ดังนั้นจึงยังคงมีความสงสัยต่อพ่อค้าเหล่านี้อยู่เสมอ
นางกล่าวอย่างชัดเจนว่า “ชั้นเรียนสอนหนังสือเพิ่งสอนคำสองคำ ไม่มีพ่อค้าใดไร้เล่ห์กล น้ำใจคนเปลี่ยนง่าย ระวังไว้ก่อนย่อมดีกว่า หากกระทบรายได้ของโรงงาน พวกเราใครจะรับผิดชอบได้เล่า”