ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว - ตอนที่ 431 ไร้ชีพจรแต่กำเนิด
ตอนที่ 431 ไร้ชีพจรแต่กำเนิด
“รถม้าสองคันไม่พอ อย่างน้อยต้องสามคัน!”
ขณะที่รองนายอำเภอกำลังนำคนเตรียมตัวออกเดินทาง ฉินเหยาก็กำชับด้วยความหวังดีจากในโถงใหญ่
รองนายอำเภอสูดหายใจเข้าลึกๆ แล้วสั่งให้ลูกน้องไปหารถม้ามาเพิ่มอีกคัน
แม้จะยังไปไม่ถึงที่เกิดเหตุ แต่เขาก็เตรียมใจพร้อมที่จะเผชิญหน้ากับเหตุการณ์นองเลือดแล้ว
ซ่งจางมองตามรองนายอำเภอที่นำคนเดินจากไปจนลับตา จากนั้นจึงกลับมาที่โถงใหญ่แล้วพาฉินเหยาที่กำลังรอทานอาหารและอินเยว่ที่อยู่ในอาการประหม่าไปยังห้องทำงานเล็กๆ ในเรือนหลังจวนที่ว่าการอำเภอ
ภายในห้อง บนโต๊ะทำงานเล็กๆ เอกสารสำนวนคดีถูกปัดไปไว้ข้างหนึ่ง มีเพียงกับข้าวสามอย่างและข้าวสองชามวางอยู่ซึ่งเพิ่งจะถูกคีบไปไม่กี่คำ
ซ่งจางสั่งให้คนไปยกข้าวมาเพิ่มอีกหนึ่งถัง เชิญฉินเหยาและอินเยว่นั่งลง บอกให้ทานอะไรไปก่อนแก้หิว เติมท้องให้เต็มก่อน
ฉินเหยาเอ่ยเตือน “เหล่าหวงของข้ายังอยู่ข้างนอก”
ซ่งจางส่งสัญญาณบอกให้นางวางใจ “เมื่อครู่ข้าให้คนพามันไปรักษากับหมอรักษาสัตว์แล้ว”
ฉินเหยาจึงวางใจและยกถังข้าวขึ้นมาจัดการกับอาหารตรงหน้า
เมื่อทานไปได้ครึ่งหนึ่งก็พบว่าอินเยว่กำลังถือชามข้าวและมองมาที่ตนอย่างนิ่งอึ้งตกตะลึง ฉินเหยาจึงเตือนนางว่า “รีบทานเถอะ กับข้าวจะเย็นหมดแล้ว”
“อ้อ อ้อ!” อินเยว่เพิ่งจะดึงสติกลับมาจากความตกตะลึงในปริมาณการกินอันมหาศาลของฉินเหยาได้ ก่อนจะก้มหน้าก้มตาทานอย่างรวดเร็ว
ซ่งจางหมดสิ้นอารมณ์จะทานอาหารต่อ เขาข่มความร้อนใจของตนเอง นั่งรอทั้งสองคนทานอาหารจนเสร็จแล้วรีบเอ่ยปากถามทันที
“ฉินเหนียงจื่อ เจ้ายังไม่ได้แนะนำเลยว่าแม่นางที่เจ้าพามาด้วยชื่ออะไร”
ฉินเหยากระแอมในคอหลังจากจิบชาไปหนึ่งอึกแล้วตอบว่า “นางคือเยว่เหนียงที่ท่านกำลังตามหา ข้าคิดว่าในเมื่อพยานคนนี้สำคัญกับท่านมาก ข้าเลยตัดสินใจพานางกลับมาให้ท่านโดยตรงเลย”
“คาดไม่ถึงว่าคู่ต่อสู้ของท่านจะลงมือรวดเร็วขนาดนี้ หากมิใช่เพราะข้าได้รับข่าวแล้วรีบออกเดินทางตั้งแต่เมื่อวาน ป่านนี้เยว่เหนียงคงไม่มีชีวิตรอดแล้ว”
น้ำเสียงของฉินเหยาสงบนิ่งราวกับว่าเรื่องที่เพิ่งสังหารนักฆ่ามืออาชีพไปสิบห้าคนนั้นเป็นเพียงเรื่องธรรมดาสามัญดั่งการกินข้าวและดื่มน้ำสำหรับนาง เมื่อฆ่าจบแล้วก็คือจบสิ้นกันไป จะไม่สิ้นเปลืองพลังงานแม้แต่น้อยนิดไปกับคนตายเหล่านั้นอีก
แม้ซ่งจางจะไม่ได้เห็นเหตุการณ์ที่นางสังหารสิบห้าคนด้วยตาตนเอง แต่เมื่อได้เห็นปฏิกิริยาที่เฉยเมยเช่นนี้ของฉินเหยา การประเมินความสามารถในการต่อสู้ของนางในใจเขาก็พุ่งสูงขึ้นไปอีกขั้นใหญ่
“จริงสิ!” ฉินเหยานึกถึงยาพิษที่พวกนักฆ่าโปรยออกมาได้จึงพูดกับซ่งจางว่า “ใต้เท้า ท่านพอจะเชิญหมอมารักษาพวกเราสองคนได้หรือไม่ เมื่อครู่ตอนที่ปะทะกับคนร้าย พวกมันโปรยของบางอย่างออกมา ข้าเกรงว่ามันจะเป็นยาพิษ”
ซ่งจางพยักหน้า ในเมื่อเยว่เหนียงมาถึงเขตอิทธิพลของตนแล้ว ก้อนหินขนาดใหญ่ที่ถ่วงอยู่ในใจของเขาก็ถูกยกออกไปเสียที เขาจึงรีบตะโกนเรียกคนให้ไปตามหมอชันสูตรมา
“หมอชันสูตร?” ฉินเหยาถามอย่างสงสัย “นั่นไม่ใช่คนที่ตรวจคนตายหรอกหรือ”
ซ่งจางยิ้มอย่างมั่นใจ “ก็สาขาเดียวกันทั้งนั้น เหล่าหวังน่ะตรวจได้ทั้งคนเป็นและคนตาย”
ฉินเหยาร้องอ้อออกมาช้าๆ หวังว่าเขาจะพึ่งพาได้นะ
หมอชันสูตรกำลังชันสูตรศพอยู่ที่ห้องเก็บศพในจวนที่ว่าการอำเภอ วันนี้ใต้เท้านายอำเภอเพิ่งจะนำคนไปขุดศพสตรีสองสามร่างกลับมาจากเนินฝังรวม เรื่องนี้เกี่ยวข้องกับพานเหม่ยเหริน ผลการชันสูตรที่ล่าช้าออกไปทุกเค่อก็ยิ่งเพิ่มแรงกดดันบนบ่าของใต้เท้านายอำเภอมากขึ้น เขาไม่ได้พักผ่อนมาตลอดทั้งวันแล้ว
แต่หมอชันสูตรหวังก็ยังมาถึงอย่างรวดเร็ว เพราะรีบมาเกินไปจึงไม่ได้เปลี่ยนผ้ากันเปื้อนและปลอกแขนบนตัว เมื่อก้าวเข้ามา กลิ่นเหม็นเน่าจนน่าคลื่นไส้ก็โชยออกมาจากตัวเขาโดยอัตโนมัติ
ซ่งจางทนไม่ไหวทันทีและเบือนหน้าหนีไปทางอื่น
อินเยว่เห็นมือที่หมอชันสูตรยื่นออกมา บนนิ้วนั้นมีเศษสีแดงปนขาวติดอยู่ ดูคล้ายเศษเนื้อแต่ก็ไม่เชิง ทำเอานางรู้สึกชาวาบไปทั้งศีรษะ
แต่เมื่อเห็นฉินเหยายังคงนั่งดื่มชาอยู่ที่เดิมราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้นราวกับไม่ได้รับรู้ถึงสิ่งใด นางจึงรู้สึกว่าตนจะทำให้ผู้มีพระคุณขายหน้าไม่ได้จึงกัดฟันเลิกแขนเสื้อขึ้นแล้ววางข้อมือลงในมือของหมอชันสูตร
“แม่นาง ชีพจรของเจ้าเต้นเร็วจนเกินไปหน่อยนะ…”
อินเยว่ถามอย่างประหม่า “ข้าถูกพิษหรือเจ้าคะ”
หมอชันสูตรหวังยิ้มน้อยๆ อย่างใส่ใจ แต่ชีพจรใต้ปลายนิ้วกลับเต้นรัวแรงยิ่งขึ้นไปอีก ประหนึ่งหยดน้ำที่ตกลงไปในกระทะน้ำมันเดือด แตกกระจายสับสนอลหม่านไปหมด
หมอชันสูตรหวังยิ้มอย่างจนใจแล้วปล่อยมือของอินเยว่ “ชีพจรเต้นแรงและทรงพลังดี ไม่น่าจะมีปัญหาอะไร”
แล้วหันไปทางฉินเหยา “ฉินเหนียงจื่อ เชิญยื่นมือของท่านมาให้ข้า”
ฉินเหยาพยักหน้าแล้วยื่นมือออกไป
นี่เป็นครั้งแรกที่นางถูกจับชีพจรนับตั้งแต่ที่ข้ามภพมา ฉินเหยารู้สึกแปลกใหม่ ไม่รู้ว่าเหล่าหวังจะสามารถจับชีพจรเจออะไรที่แม้แต่ตัวนางเองก็ยังไม่รู้ได้หรือไม่
หมอชันสูตรหวังเอามือไปเช็ดที่ด้านหลังของตนเองก่อนจะวางลงบนมือนาง
ทันทีที่ได้สัมผัสชีพจรของฉินเหยา เขาก็เบิกตากว้างในบัดดล เงยหน้าขึ้นมองฉินเหยาแล้วถามด้วยความตกตะลึงว่า “ไร้ชีพจรแต่กำเนิด?”
“หมายความว่าอย่างไร” ฉินเหยาถามอย่างไม่เข้าใจ
ซ่งจางเองก็มองมาอย่างสงสัย อะไรคือไร้ชีพจรแต่กำเนิดหรือ คนเป็นๆ จะไม่มีชีพจรได้อย่างไร
หรือว่าจะเกี่ยวข้องกับพลังประหลาดของนาง
“…เดี๋ยวก่อน” หมอชันสูตรหวังมีท่าทีเดี๋ยวตื่นตระหนกเดี๋ยวสงบ เขาไม่ตอบคำถามของฉินเหยาและก็ไม่อธิบายว่าอะไรคือไร้ชีพจรแต่กำเนิด แต่กลับหลับตาลง กลั้นหายใจและรวบรวมสมาธิทั้งหมดไปที่ปลายนิ้ว
ราวกับว่า…มีการเคลื่อนไหวอยู่เล็กน้อย
มีชีพจรจริงๆ ด้วย!
แต่เพราะมันเต้นเร็วและราบรื่นเกินไป เต้นด้วยความเร็วสูงเกินกว่าคนทั่วไปจึงทำให้รู้สึกราวกับว่าไม่มีชีพจร
หมอชันสูตรหวังถอนหายใจยาวอย่างโล่งอก เมื่อครู่เขาเกือบจะคิดว่าตนเองกำลังจับชีพจรให้คนตายเสียแล้ว
ในสายตาของฉินเหยา หมอชันสูตรคนนี้มีท่าทีแปลกๆ เดี๋ยวก็ตื่นตระหนก เดี๋ยวก็ผ่อนคลาย พูดจาไม่รู้เรื่อง
หากไม่ใช่นางมีจิตใจที่เข้มแข็งพอ ป่านนี้คงคิดว่าตัวเองเป็นโรคร้ายแรงอะไรไปแล้ว
“หมอชันสูตรหวัง ท่านตรวจพบอะไรหรือไม่เจ้าคะ” ฉินเหยาขมวดคิ้วถาม
หมอชันสูตรทอดถอนใจด้วยความประหลาดใจอยู่หลายวินาที ก่อนจะอธิบายให้ฉินเหยาฟังว่า “ฉินเหนียงจื่อ ชีพจรของท่านช่างแปลกประหลาดยิ่งนัก ในชีวิตนี้ข้าเพิ่งเคยจับชีพจรเช่นนี้เป็นครั้งแรก มันเต้นเร็วมาก เร็วเสียจนข้าเกือบจะจับไม่ได้ว่ามันกำลังเต้นอยู่หรือไม่ จนคิดไปว่าท่านไม่มีชีพจร”
ฉินเหยาเลิกคิ้วขึ้น ลองใช้มือของตนเองจับที่ข้อมือดูก็ไม่รู้สึกถึงอะไรเลยจริงๆ ทำให้คนเข้าใจผิดได้ง่ายมากว่านางไม่มีชีพจร
ถ้าเช่นนั้น…
“ถ้าข้าแกล้งตายก็คงจะง่ายมากเลยน่ะสิ?” ฉินเหยาถามอย่างกระตือรือร้น
หมอชันสูตรหวังสูดปากซี๊ดเสียงดัง “ที่ฉินเหนียงจื่อพูดมา ก็ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้”
“ทว่าในร่างกายคนเรานั้นยังมีชีพจรอีกหลายจุด ชีพจรที่คอของท่านก็เต้นชัดเจนจนมองเห็นได้ เกรงว่าจะแกล้งตายได้ไม่ง่ายขนาดนั้น”
ฉินเหยารู้สึกเสียดายเป็นอย่างยิ่ง “ข้ายังนึกว่าตัวเองจะได้ทักษะพิเศษเพิ่มมาอีกอย่างเสียอีก”
เมื่อถูกนางชวนคุยออกนอกเรื่องเช่นนี้ ประเด็นเรื่องชีพจรที่แปลกประหลาดของนางก็ถูกเปลี่ยนไปโดยปริยาย
หมอชันสูตรหวังยังมีงานที่ยังทำไม่เสร็จ เขาหยิบชามข้าวและกับข้าวที่เหลืออยู่บนโต๊ะขึ้นมาแล้วเดินจากไปพลางกินไปพลาง
แววตาของซ่งจางหม่นแสงลงเล็กน้อย ที่แท้ผู้มีพลังพิเศษก็ย่อมมีชีพจรที่พิเศษเช่นกัน
“ใต้เท้าเจ้าคะ” ฉินเหยามองมาทางเขาแล้วส่งยิ้มให้
ซ่งจางรู้สึกเย็นวาบในใจขึ้นมาอย่างไม่มีสาเหตุ เกิดความรู้สึกร้อนรนราวกับความคิดทั้งหมดของตนถูกนางมองออกอย่างทะลุปรุโปร่ง
คงเป็นเพราะนางสังเกตเห็นว่าตนเองสนใจเรื่องชีพจรของนางเข้าแล้ว
“ขอคุยด้วยเป็นการส่วนตัวหน่อย” ฉินเหยาชี้นิ้วไปยังห้องเล็กๆ ข้างๆ พร้อมกับส่งสายตาให้อินเยว่รออยู่ที่เดิม
ซ่งจางสูดหายใจเข้าลึกๆ กดความรู้สึกสับสนในใจลง แล้วพานางเข้าไปในห้องเล็กข้างๆ ที่เขาใช้พักผ่อนเป็นประจำ ก่อนจะปิดประตูลง
“เจ้าหน้าที่ทางการและยามในที่ว่าการอำเภอถูกรองนายอำเภอพาตัวไปหมดแล้ว ที่เหลืออยู่ล้วนเป็นคนของข้า”
ซ่งจางอธิบายเมื่อรู้ว่าฉินเหยาระแวดระวังคนในจวนที่ว่าการอำเภอ
ฉินเหยาเงี่ยหูฟังอยู่ครู่หนึ่ง เมื่อแน่ใจว่าไม่มีบุคคลน่าสงสัยอยู่แถวนั้นจึงค่อยหยิบเอี๊ยมปักลายรูปนกเป็ดน้ำสีชาดที่ซ่อนอยู่ในกระเป๋าลับของเสื้อตัวในออกมา
“ให้ท่าน…” ฉินเหยาพูดพลางยื่นเอี๊ยมให้แล้วเงยหน้าขึ้น
เดี๋ยวนะ นายอำเภอซ่ง ท่าทีที่ท่านถอยหลังกรูดไปสองก้าวใหญ่นี่คือเรื่องจริงหรือ