ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว - ตอนที่ 432 ร่มเงาคุ้มครอง
ตอนที่ 432 ร่มเงาคุ้มครอง
“ไม่ใช่ว่าข้าจะว่าอะไรนะ ฉินเหนียงจื่อ เจ้าช่วยเลิกทำอะไรที่มันน่าสะพรึงกลัวเช่นนี้ทุกครั้งได้หรือไม่!”
รองนายอำเภอที่เพิ่งกลับมาจากการเก็บศพก้าวพรวดๆ เข้ามาในเรือนส่วนหลังของจวนที่ว่าการอำเภอ เขาอัดอั้นมาตลอดทาง ในที่สุดก็สุดที่จะทนเก็บไว้ได้อีกต่อไปจึงบ่นออกมาว่า
“ชาวบ้านในตำบลชิงสุ่ยแทบจะถูกศพสองศพที่ยืนอยู่บนถนนนั่นทำให้ขวัญหนีดีฝ่อกันหมดแล้ว!”
จะฆ่าคนก็ฆ่าไปสิ แต่นี่ถึงกับเอาศพสองศพมาตั้งไว้กลางถนน มันวิปริตเกินไปแล้วไม่ใช่หรือไง!
เสียงบ่นของรองนายอำเภอดังเข้ามาทำลายบรรยากาศที่ทั้งแปลกประหลาดและน่าอึดอัดระหว่างฉินเหยาและนายอำเภอซ่งภายในห้องเล็กๆ ลงในที่สุด
ฉินเหยาเอ่ยขึ้น “อย่าเข้าใจผิด ของชิ้นนี้ น่าจะเป็นหลักฐานชิ้นสำคัญที่ท่านต้องการ”
เมื่อยัดเอี๊ยมสีแดงสดนั้นใส่มือของซ่งจางแล้ว ฉินเหยาก็ตบมือสองสามทีก่อนจะเปิดประตูเดินออกไป
นางกลัวจริงๆ ว่าหากอยู่ต่ออีกแค่วินาทีเดียว ซ่งจางคงจะขุดกระเบื้องปูพื้นของจวนที่ว่าการอำเภอจนเป็นรูไปเสียก่อน
แต่เมื่อคิดอีกที การที่จู่ๆ ก็เห็นสตรีนางหนึ่งหยิบเอี๊ยมออกมาจากอกเสื้อแล้วเตรียมจะยัดใส่มือตัวเอง ภาพนั้นมันก็น่าตกใจจริงๆ นั่นแหละ
ฉินเหยาจึงยักไหล่ นางเข้าใจ
เมื่อเห็นรองนายอำเภอที่เดินเข้ามาอย่างหัวเสีย ฉินเหยาก็อธิบายอย่างจริงจังอีกครั้ง
“ข้าไม่ได้ตั้งใจจะตั้งศพไว้บนถนน เพียงแต่พวกเขาตายเร็วเกินไปเลยล้มลงไม่ทัน”
รองนายอำเภอที่กำลังหัวเสีย “…”
ความโกรธพลันมลายหายไปในทันที
เมื่อเห็นซ่งจางเดินออกมาจากห้องเล็กด้วยสีหน้าแปลกๆ รองนายอำเภอก็พยักหน้าให้ฉินเหยาเป็นการขอโทษแล้วเดินเข้าไปรายงานสถานการณ์ฝั่งตนเองให้ซ่งจางฟัง
ซ่งจางเกิดความสงสัยขึ้นมาอีกครั้ง อยากจะไปดูนักฆ่าทั้งสิบห้าคนนั้น
รองนายอำเภอเมื่อนึกถึงสภาพน่าสังเวชของเขาที่พอเห็นแล้วก็อาเจียนในสองครั้งก่อนหน้าจึงแนะนำว่า “วันนี้ก็ดึกมากแล้ว ท่านใต้เท้ารอไปดูพรุ่งนี้แทนดีหรือไม่ขอรับ”
ซ่งจางไม่ยอม เขาจะดูเดี๋ยวนี้
เมื่อรองนายอำเภอเห็นว่าพูดเกลี้ยกล่อมไม่สำเร็จก็ได้แต่ปล่อยเลยตามเลย
ฉินเหยาและอินเยว่ยังคงรออยู่ที่ห้องโถงเล็ก ไม่ได้ตามไปด้วย ศพมีอะไรน่าดูนักหนา ยิ่งไปกว่านั้นยังเป็นคนที่นางฆ่าด้วยตัวเองอีก
ส่วนใบหน้าที่แท้จริงของนักฆ่าเหล่านั้น นางไม่ได้สนใจ
ในไม่ช้า ซ่งจางและรองนายอำเภอก็กลับมาด้วยใบหน้าที่ซีดเผือดเล็กน้อย แต่เพราะถูกกระตุ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนเส้นประสาทเริ่มชาชิน วันนี้เขาจึงไม่อาเจียนออกมา
ช่างเป็นความก้าวหน้าที่ยิ่งใหญ่จริงๆ ซ่งจางคิดในใจอย่างตื่นเต้น
ยามนี้ดึกมากแล้ว ต่อให้รองนายอำเภอจะแข็งแกร่งปานเหล็กก็ทนไม่ไหว เขาแสดงสีหน้าเหนื่อยล้าและขอตัวลาไปก่อน
ซ่งจางนำทางฉินเหยาและอินเยว่มายังบ้านของตน
ฮูหยินนายอำเภออายุมากกว่านายอำเภอซ่งสามปี ปีนี้นางอายุสามสิบห้าแล้ว
บิดามารดาของทั้งสองบ้านเป็นสหายสนิทกัน ตั้งแต่ลูกยังไม่เกิดก็ได้หมั้นหมายกันไว้แล้ว โดยตกลงกันว่าหากเกิดมาเป็นชายหนึ่งหญิงหนึ่ง ในภายภาคหน้าก็จะให้แต่งงานกัน
คาดไม่ถึงว่า ฮูหยินนายอำเภอจะเกิดก่อน ส่วนซ่งจางมาช้าไปสามปี
แต่ทั้งสองก็เติบโตมาด้วยกัน อีกทั้งบิดามารดาก็คอยเป็นพ่อสื่อแม่ชัก ความสัมพันธ์จึงไม่ธรรมดา
คู่รักที่เติบโตมาด้วยกันตั้งแต่เล็กคู่นี้มีความรู้สึกที่ลึกซึ้งต่อกันมากกว่าคู่สามีภรรยาทั่วไป เวลาอยู่กันตามลำพังซ่งจางจะเรียกฮูหยินว่าพี่สาว ส่วนฮูหยินก็จะเรียกซ่งจางว่าน้องชาย
ครั้งก่อนที่ฉินเหยาส่งนายอำเภอกลับเข้าเมืองและแวะนั่งเล่นที่บ้านของเขาครู่หนึ่งก็ทำเอานางต้องมาทนดูความหวานเลี่ยนของคู่รักวัยกลางคนคู่นี้ พอดื่มชาหมดถ้วยก็รีบปลีกตัวออกมาทันที
ฮูหยินนายอำเภอมีนิสัยโอบอ้อมอารีและร่าเริง นางต้อนรับฉินเหยาและอินเยว่อย่างอบอุ่น จัดห้องพักแขกให้ทั้งสองคน ทั้งยังใส่ใจสั่งให้คนเตรียมน้ำร้อนไว้ให้พวกนางได้อาบน้ำชำระร่างกายด้วย
เมื่อเห็นว่าเสื้อผ้าของฉินเหยาสกปรก นางก็ให้บุตรีของตนนำชุดกระโปรงของนางมาชุดหนึ่งเพื่อให้ฉินเหยาได้เปลี่ยน
คุณหนูซ่งมีรูปร่างหน้าตาเหมือนบิดาของนาง คือมีใบหน้าที่ดูองอาจและรูปร่างสูงโปร่ง ความสูงของนางก็ใกล้เคียงกับฉินเหยา
เสื้อผ้าของนาง ฉินเหยาจึงสวมใส่ได้พอดี
เพียงแต่ชุดผ้าไหมสีเหลืองอ่อนชุดนี้เมื่ออยู่บนตัวของฉินเหยาแล้วทำให้นางรู้สึกอึดอัดเล็กน้อย
มันนุ่มนวลและบอบบางเกินไป คงไม่กล้าใส่ไปฆ่าคนแน่ๆ เสียดายเกินกว่าจะยอมให้เลือดสดๆ มาเปรอะเปื้อนกระโปรงที่สวยงามเช่นนี้!
เสียงนกเค้าแมวดังมาจากนอกหน้าต่าง บ่งบอกว่าดึกสงัดแล้ว ความง่วงงุนเริ่มคืบคลานเข้ามา ฉินเหยาในอาภรณ์นุ่มนิ่มของเด็กสาวก็ห่มผ้าห่มที่ฮูหยินนายอำเภออบร่ำด้วยเครื่องหอมจนกลิ่นหอมกรุ่นแล้วหลับใหลไปอย่างเป็นสุข
วันรุ่งขึ้น ทันทีที่ฟ้าสางฉินเหยาก็ตื่นขึ้นมาแล้ว
เมื่อมาเป็นแขกบ้านคนอื่น จะให้นอนตื่นสายเหมือนอยู่ที่บ้านตัวเองคงไม่เหมาะ
ซ่งจางและอินเยว่ก็ตื่นแต่เช้าเช่นกัน ทั้งสองกำลังสนทนากันอยู่ที่ห้องโถง โดยมีฮูหยินนายอำเภอนั่งอยู่ด้วย
ซ่งจางใช้คำพูดเพียงไม่กี่ประโยคก็อธิบายสถานการณ์ในปัจจุบันให้อินเยว่ฟังอย่างชัดเจน เพื่อให้นางได้รับรู้เรื่องราวไว้
เนื่องจากเป็นการพูดคุยในห้องโถงที่ตกแต่งอย่างอบอุ่น อีกทั้งยังมีฮูหยินนายอำเภอคอยปลอบโยนอยู่ข้างๆ อินเยว่จึงไม่รู้สึกเหมือนกำลังถูกสอบสวนเลยแม้แต่น้อย นางรู้สึกผ่อนคลายอย่างเต็มที่และเกิดความเชื่อมั่นต่อใต้เท้าผู้เป็นดั่งบิดามารดาของปวงชนที่อยู่เบื้องหน้า
อินเยว่กล่าวว่า “ตราบใดที่ข้ารู้ ข้าจะพูดออกมาให้หมดสิ้น ไม่มีสิ่งใดปิดบังแน่นอนเจ้าค่ะ”
“ดี!” ซ่งจางกล่าวอย่างยินดี “ได้ยินเยว่เหนียงกล่าวเช่นนี้ ข้าก็วางใจแล้ว”
“แต่ว่า…” คิ้วของเขาขมวดเข้าหากัน บทสนทนาเปลี่ยนไปพร้อมๆ กับถอนหายใจอย่างจนใจ “หากสตรีผู้น่าสงสารที่ช่วยออกมาจากหอคณิกาสามารถเป็นได้อย่างเยว่เหนียงก็คงจะดี”
เหล่าสตรีที่ได้รับการช่วยเหลือต่างก็เป็นกังวลเรื่องชื่อเสียงของตนเอง เมื่อพูดถึงเรื่องราวที่ประสบมาในหอคณิกาจึงได้แต่อ้ำๆ อึ้งๆ และไม่ยินยอมที่จะขึ้นศาลเพื่อให้ผู้คนพินิจพิจารณา
ดังนั้น ตอนนี้ในมือของซ่งจางจึงมีเพียงอินเยว่เป็นเหยื่อเพียงคนเดียวที่ยินยอมขึ้นศาลให้การเป็นพยาน
แน่นอนว่า สถานการณ์ของวันนี้แตกต่างไปจากเมื่อวานนี้มากแล้ว
เมื่อมีบทกวีบนเอี๊ยมนั่นแล้ว ผู้คุ้มครองที่อยู่เบื้องหลังพานเหม่ยเหรินก็อาจจะไม่ปกป้องนางอีกต่อไป
เหล่าผู้ที่ยกย่องตนเองว่าเป็นกลุ่มขุนนางตงฉินย่อมไม่อนุญาตให้ชื่อเสียงของตนเองต้องมัวหมองแม้เพียงน้อยนิด
ฉินเหยาเดินมาถึงห้องโถง เห็นซ่งจางมีท่าทีเปี่ยมไปด้วยความมั่นใจจึงเอ่ยถามด้วยความสงสัย
“ใต้เท้า จ้าวต๋าผู้แต่งกลอนนั่นเป็นใครกันหรือเจ้าคะ”
ซ่งจางได้ยินเสียงก็เงยหน้าขึ้นมอง เกือบจะคิดว่าตัวเองจำคนผิด
เด็กสาวในชุดผ้าไหมสีเหลืองอ่อนนุ่มคนนี้ คือฉินเหยาผู้สังหารนักฆ่ามืออาชีพสิบห้าคนแน่หรือ
ฮูหยินนายอำเภอลุกขึ้นยืนด้วยความประหลาดใจระคนยินดีแล้วกล่าวพลางยิ้ม “เหยาเหนียง เจ้าใส่ชุดนี้แล้วดูดีจริงๆ!”
ฉินเหยายิ้มอย่างสบายๆ นางเองก็คิดว่ามันดูดีมากเช่นกัน นอกจากเนื้อผ้าจะบอบบางไปหน่อยแล้ว ความสวยงามนั้นก็เป็นของจริง
ไว้กลับไปนางจะเอาผ้าไหมที่บ้านออกมาแล้วไปขอร้องให้พี่สะภ้รองช่วยตัดเย็บชุดกระโปรงสีสันสดใสให้นางใส่บ้างดีกว่า
ซ่งจางพลันนึกขึ้นได้ว่า ปีนี้ฉินเหยาเพิ่งจะอายุยี่สิบเอ็ดปีเท่านั้น แก่กว่าลูกสาวคนโตของเขาไม่เท่าไหร่เอง
ช่างน่าอัศจรรย์นัก ปกติเขามักจะรู้สึกเหมือนกำลังพูดคุยกับสตรีที่เติบโตเป็นผู้ใหญ่และอยู่ในวัยเดียวกันเสมอ
กลับลืมอายุที่แท้จริงของนางไปเสียสนิท
แต่ประเด็นสำคัญในตอนนี้ไม่ได้อยู่ตรงนี้ คดียังไม่สิ้นสุด ก่อนจะเปิดศาลไต่สวน ยังมีเรื่องอีกมากที่ต้องจัดการ
ซ่งจางไม่ได้ตอบคำถามของฉินเหยาโดยตรง เขาพูดเป็นนัยว่า “เมื่อมีของสิ่งนี้อยู่ก็จะไม่มีใครมาสร้างความลำบากให้ที่ว่าการอำเภอไคหยางในการสืบสวนพานเหม่ยเหรินอีกต่อไป”
ฉินเหยาพยักหน้า เข้าใจแล้วว่าจ้าวต๋าคนนี้ก็คือร่มเงาคุ้มครองที่อยู่เบื้องบนของพานเหม่ยเหรินนั่นเอง
เมื่อเห็นว่าฉินเหยาไม่ได้มีทีท่าว่าจะติดตามตนไป ซ่งจางจึงเรียกอินเยว่แล้วทั้งสองคนก็มุ่งตรงไปยังจวนที่ว่าการอำเภอทันที
เขาจะพาอินเยว่ไปเกลี้ยกล่อมเหล่าสตรีที่ได้รับการช่วยเหลือ โดยหวังว่าพวกนางจะสามารถลุกขึ้นมาทวงความยุติธรรมให้ตัวเอง เพื่อให้พานเหม่ยเหรินได้รับโทษที่นางสมควรจะได้รับ
นอกจากนี้ เมื่อวานยังได้ขุดพบศพสตรีอีกหลายร่าง หนึ่งในนั้น อินเยว่คงจะคุ้นเคยดี เพราะคือนางคณิกาอันดับหนึ่งคนก่อนหน้า…เสาเย่า
ตามผลการชันสูตรของหมอชันสูตรหวัง ในร่างกายของเสาเย่าไม่เพียงแต่มียาขับเลือดตกค้างอยู่เป็นจำนวนมาก แต่ยังมีผงสารหนูซึ่งเป็นยาพิษร้ายแรงอีกด้วย
ยิ่งไปกว่านั้น ในคืนที่อินเยว่หลบหนีออกมานั้น เสาเย่าก็ตั้งครรภ์ได้สองเดือนแล้ว
ส่วนตัวนางเองในตอนนั้นจะรู้หรือไม่ว่าตนเองตั้งครรภ์อยู่ บัดนี้เมื่อคนตายไปแล้วจึงไม่อาจพิสูจน์ได้