ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว - ตอนที่ 433 ใต้เท้าผู้เที่ยงธรรม
ตอนที่ 433 ใต้เท้าผู้เที่ยงธรรม
ยาขับเลือดถูกแก้ไขดัดแปลงเพื่อต้องการเอาชีวิตของทั้งเสาเย่าและลูกในท้อง เพราะมีเพียงคนตายเท่านั้นที่จะเก็บความลับได้ตลอดไป
และสาเหตุที่พานเหม่ยเหรินเหี้ยมโหดถึงเพียงนี้ก็น่าจะมาจากการบงการจากเบื้องบน
หอคณิกามีกฎระเบียบที่เข้มงวดในการจัดการดูแลหญิงสาวในสังกัด หญิงสาวทุกคนที่ต้องออกรับแขกล้วนถูกพานเหม่ยเหรินกรอกยาป้องกันการตั้งครรภ์
แน่นอนว่าเสาเย่าก็ไม่มีข้อยกเว้น
แต่ที่นางยังสามารถตั้งครรภ์ได้ เหตุผลมีเพียงหนึ่งเดียว
คือนางไม่ได้ดื่มยาเข้าไปเอง นางต้องการเก็บเด็กคนนี้ไว้
และสิ่งที่นางอาจคาดไม่ถึงก็คือ คนที่นางคิดว่าจะใช้ลูกรั้งเขาเอาไว้ได้นั้นกลับไม่ต้องการให้เด็กคนนี้กลายมาเป็นจุดอ่อนของตนเองจึงได้มีคำสั่งให้พานเหม่ยเหรินลงมือสังหารคน
อินเยว่ยืนอยู่ในห้องเก็บศพ มองร่างที่เน่าเปื่อยบนแผ่นไม้ซึ่งถูกคลุมด้วยผ้าขาวจนมองไม่เห็นเค้าความงามในวันวานอีกต่อไป พลางฟังการวิเคราะห์คาดเดาของใต้เท้าที่ข้างหู น้ำตาก็ไหลรินลงมาอย่างไม่อยากจะเชื่อ
“เหตุใดจึงเป็นเช่นนี้ไปได้”
“พี่เสาเย่า ท่านช่างโง่เขลาเสียจริง อุตส่าห์หวงแหนตัวอักษรที่เขาเขียนทิ้งไว้ให้ถึงเพียงนั้น คืนนั้นไฟไหม้รุนแรงปานใดท่านยังยอมย้อนกลับไปเพื่อนำของที่เขามอบให้ติดตัวมาด้วย…แล้วเหตุใดเขาจึงทำกับท่านได้ถึงเพียงนี้!”
เมื่อเห็นว่าอารมณ์ของอินเยว่พลุ่งพล่าน ซ่งจางจึงรีบให้เจ้าหน้าที่ในจวนพานางออกจากห้องเก็บศพไป
อินเยว่นั่งอยู่ตรงมุมหนึ่งของโถงศาล มือของนางกำแน่นเป็นหมัดด้วยความโกรธแค้น นางสูดหายใจลึกเพื่อสงบสติอารมณ์อยู่เนิ่นนาน ก่อนจะลุกพรวดขึ้นมา พุ่งไปยังกลางโถงแล้วเอ่ยถาม
“ใต้เท้านายอำเภอ ท่านสามารถแก้แค้นให้เสาเย่าได้หรือไม่เจ้าคะ”
ซ่งจางมองนางแล้วถอนหายใจอย่างสียดาย “ข้าทำได้เพียงนำตัวพานเหม่ยเหรินมาลงโทษตามกฎหมายเท่านั้น”
อินเยว่ผิดหวังอย่างยิ่ง นางรู้ดีว่าจ้าวต๋าผู้แต่งกลอนนั่นต่างหากคือตัวการใหญ่
แต่ว่า คนที่ฆ่าเสาเย่ากลับไม่ต้องรับโทษทัณฑ์ใดๆ เลยอย่างนั้นหรือ
ซ่งจางมองอินเยว่ที่อารมณ์เริ่มพลุ่งพล่านขึ้นอีกครั้งด้วยความกังวลเล็กน้อย เขาจึงส่งสายตาให้เจ้าหน้าที่ในจวน คอยเตือนให้พวกเขาจับตาดูนางไว้
แต่สิ่งที่ทำให้ทุกคนคาดไม่ถึงก็คือ อินเยว่กลับสงบลงอย่างกะทันหัน นางคุกเข่าลงแล้วกล่าวอย่างจริงจังว่า “ข้าน้อยเข้าใจแล้วเจ้าค่ะ”
นางเข้าใจอะไร? ซ่งจางเต็มไปด้วยความสงสัย
อย่างไรก็ตาม การที่อินเยว่ไม่ห่วงเกียรติของสตรีและยอมขึ้นศาลเป็นพยาน เขาก็รู้สึกขอบคุณนางมากแล้ว
ส่วนสตรีผู้น่าสงสารคนอื่นๆ ที่เกลี้ยกล่อมไม่สำเร็จ หลังจากได้อินเยว่ช่วยพูดคุยเกลี้ยกล่อมแล้ว พรุ่งนี้ก็ไม่รู้ว่าจะมีกี่คนที่ยอมขึ้นศาล
ซ่งจางให้คนนำตัวอินเยว่ไปพักผ่อนที่เรือนของฮูหยินของตนก่อน เมื่อคนไปแล้ว เขาก็เรียกตัวรองนายอำเภอเข้ามาถามว่าจับกุมพานเหม่ยเหรินได้แล้วหรือยัง
รองนายอำเภอพยักหน้าเบาๆ เมื่อเอี๊ยมปักลายรูปนกเป็ดน้ำสีชาดถูกส่งไปให้ การจับกุมพานเหม่ยเหรินก็ ‘ราบรื่นอย่างยิ่ง’
เพียงแต่ว่า ใต้เท้าท่านนั้นมีสีหน้าไม่สู้ดีนัก ทั้งยังฝากให้เขามาบอกกล่าวแก่นายอำเภอซ่งสองประโยค
“เขาว่าอย่างไร” ซ่งจางเอ่ยถามด้วยความอยากรู้
รองนายอำเภอทวนคำพูด “เขาบอกว่า คนหนุ่มอย่าผยองให้มันมากนัก”
“อ้อ จริงสิ เขายังมอบของขวัญให้ท่านชิ้นหนึ่งด้วย บอกว่าเป็นคำขอบคุณที่ท่านช่วยให้เขาได้หวนนึกถึงความทรงจำอันงดงาม”
รองนายอำเภอกลั้นความขยะแขยงแล้วพูดประโยคนี้จบก็รีบโบกมือให้ทหารใต้บังคับบัญชานำของขวัญเข้ามา
มันเป็นกล่องไม้แดงสลักเสลาอย่างงดงามใบหนึ่ง ซ่งจางเปิดออกดูทันที ก้อนเงินขาวโพลนข้างในเกือบจะส่องประกายจนทำให้ตาของพวกเขาบอด
เหล่าเจ้าหน้าที่ที่ยืนดูอยู่ต่างก็หายใจหอบแรงด้วยความตื่นเต้น เงินมากมายขนาดนี้ ตลอดชีวิตยังไม่เคยเห็นเลย!
ใบหน้าของซ่งจางกลายเป็นสีคล้ำ นี่มันหมายความว่าอย่างไร
สินบน? หรือว่าซื้อตัว?
กุนซือมองออกถึงความไม่พอใจของเจ้านายตนเองจึงลองเอ่ยถาม “จะให้ส่งคืนเขากลับไปดีหรือไม่ขอรับ”
“คืนอะไร” ซ่งจางตวาดเสียงเย็น “ในเมื่อเขาให้มาแล้วก็จงนำไปแจกจ่ายให้เหล่าหญิงสาวผู้เสียหาย ให้เขาได้สั่งสมบุญกุศลไว้บ้าง!”
รองนายอำเภอถึงกับหายใจสะดุด “ใต้เท้า จะแจกจ่ายทั้งหมดนี้เลยหรือขอรับ?”
ซ่งจางมองไปรอบๆ กลุ่มคนตรงหน้าอย่างพูดไม่ออก นายอำเภอหลายรุ่นก่อนหน้านี้เลี้ยงดูหนอนแมลงอะไรกันไว้บ้าง!
ในใจก็ได้แต่สาปแช่งคนรุ่นก่อนอย่างสาดเสียเทเสีย แต่ต่อหน้าก็ยังต้องกล่าวชมเชยและให้กำลังใจว่าพวกเขาทำได้ดีแล้ว เพื่อไม่ให้คนที่ยังพอทำงานอยู่ไม่กี่คนนี้หนีหายไปอีก
แต่เงินก้อนนั้น คนของที่ว่าการอำเภอห้ามแตะต้องแม้แต่อีแปะเดียว!
เมื่อนึกถึงแขกที่อยู่ในบ้านของใต้เท้านายอำเภอ ทุกคนก็จำต้องรับคำอย่างไม่เต็มใจนัก ท้ายที่สุดแล้วก็ยังไม่มีใครกล้าพอที่จะท้าทายขีดจำกัดของนายอำเภอ
มิฉะนั้น ใครจะรู้ได้ว่าเทพสังหารผู้นั้นจะถือว่าพวกเขาเป็นโจรแล้วฆ่าทิ้งไปด้วยหรือไม่!
เมื่อมีฉินเหยาอยู่ที่บ้าน ตอนนี้ซ่งจางจึงรู้สึกใจกล้าขึ้นมาก
เพราะหวั่นว่าหากปล่อยไว้นานจะเกิดเรื่องไม่คาดฝัน เขาจึงรวบรวมความกล้าจัดการในคราวเดียว วันรุ่งขึ้นก็เปิดศาลไต่สวนคดีของพานเหม่ยเหรินทันที
มีทั้งพยานบุคคลและพยานวัตถุพร้อมสรรพ หลักฐานมัดตัวแน่นหนา นางถูกตัดสินโบยห้าสิบไม้ ณ ที่นั้น โกนผมและสักอักษรบนใบหน้า ก่อนจะถูกคุมตัวเข้าคุกหลวง รอการประหารชีวิตในฤดูใบไม้ร่วง!
คนชั่วได้รับโทษทัณฑ์ที่นางสมควรได้รับ เป็นที่สะใจของผู้คนยิ่งนัก ชาวบ้านทั่วทั้งเมืองต่างก็โห่ร้องยินดี ตะโกนก้องว่า “ใต้เท้าผู้เที่ยงธรรม!”
ทว่าภายใต้ความยินดีและเสียงอึกทึกครึกโครมนี้ เหล่าหญิงสาวที่ได้รับการช่วยเหลือกลับมีสีหน้าสับสนงุนงง ยืนอยู่ในเรือนส่วนหลังของจวนที่ว่าการอำเภอ ไม่รู้ว่าจะไปทางไหนต่อ
พวกนางส่วนใหญ่ถูกครอบครัวนำไปขายให้กับบ่อนพนันแล้วบ่อนพนันก็นำมาขายต่อให้หอคณิกาอีกทอดหนึ่งจึงไม่มีที่ให้กลับไปโดยสิ้นเชิง
ส่วนหนึ่งก็ถูกคนรู้จักหลอกลวงมาแล้วถูกพานเหม่ยเหรินซื้อตัวไว้
แต่ว่า หายตัวไปนานขนาดนี้ครอบครัวก็ไม่เคยออกตามหา จู่ๆ จะให้กลับไปตอนนี้ก็คงจะไม่ได้รับการต้อนรับ
สิ่งที่ทำให้พวกนางหวาดกลัวยิ่งกว่า คือคำนินทาว่าร้ายของชาวบ้าน
ในวันที่ขึ้นศาล หญิงสาวหลายคนที่เคยรับปากอินเยว่ไว้กลับไม่ได้ปรากฏตัว
ตั้งแต่ต้นจนจบ มีเพียงอินเยว่คนเดียวที่ขึ้นศาลชี้ตัวความผิดของพานเหม่ยเหริน
แม้ว่าตอนนั้นนางจะใช้ผ้าคลุมหน้าไว้ แต่ก็ยังถูกคนในครอบครัวที่มาดูการไต่สวนคดีจำได้อยู่ดี
หลังจากให้การเสร็จสิ้นและหันกลับไปเห็นร่างของพี่ชายที่ยืนตกตะลึงอยู่นอกศาล หัวใจของอินเยว่ก็เต้นรัวเหมือนกลอง นางต้องจิกฝ่ามือตัวเองจนเลือดออก ถึงจะสามารถสบตากับพี่ชายที่มองมาด้วยความไม่อยากจะเชื่อและเจ็บปวดได้โดยไม่หลบหนี
จนกระทั่งนายอำเภอสั่งให้นางถอยออกมา อินเยว่จึงผ่านพ้นช่วงเวลาอันแสนทรมานนี้ไปได้
ขนาดนางยังเป็นถึงเพียงนี้ นับประสาอะไรกับพี่น้องคนอื่นๆ ที่เปราะบางกว่านาง
หากพวกนางถูกญาติสนิทมิตรสหายหรือคนในครอบครัวจำได้ คงไม่มีทางทนรับไหวอย่างแน่นอน
เพียงแต่ตอนนี้พานเหม่ยเหรินได้รับโทษตามกฎหมายแล้ว ภารกิจของนางก็ลุล่วงแล้วเช่นกันแล้วก้าวต่อไปควรทำอย่างไรดี
อินเยว่ตกอยู่ในความสับสนงุนงง
…
“ฮูหยิน นายท่านกลับมาแล้วเจ้าค่ะ!”
คนรับใช้รายงานอย่างตื่นเต้นจากนอกประตู
เมื่อมองซ่งจางที่ถือหมวกข้าราชการไว้ในมือ สวมชุดขุนนางตำแหน่งนายอำเภอแล้วก้าวเข้ามา ทุกคนในตระกูลซ่งต่างก็มองเขาด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความเคารพยกย่อง
เสียงตะโกน “ใต้เท้าผู้เที่ยงธรรม” ในเมืองดังมาถึงในเรือน เหล่าคนรับใช้ของตระกูลซ่งต่างก็รู้สึกมีเกียรติและภาคภูมิใจไปด้วยอย่างยิ่ง
ภายในห้องโถง ฮูหยินนายอำเภอและเหล่าคุณหนูคุณชายที่กำลังขอคำชี้แนะจากฉินเหยาเรื่องวิธีการจับกุมคนร้าย เมื่อได้ยินคนรับใช้รายงานก็รีบหยุดท่าทุ่มข้ามไหล่แล้วยิ้มแย้มเดินเข้าไปต้อนรับ
ซ่งจางเมื่อเห็นใบหน้าที่คุ้นเคยเหล่านี้ ร่างกายที่เกร็งมาตลอดทั้งช่วงเช้าพลันก็ผ่อนคลายลง เขาก้าวไปนั่งลงบนเก้าอี้ราชครู รับถ้วยชาที่พี่สาวยื่นให้มาดื่มรวดเดียวจนหมดถ้วยจึงรู้สึกโล่งใจขึ้น
ฉินเหยาเอ่ยหยอก “ความรู้สึกที่ถูกชาวบ้านเรียกว่าใต้เท้าผู้เที่ยงธรรมเป็นอย่างไรบ้างหรือเจ้าคะ”
ซ่งจางหัวเราะฮ่าๆ “สะใจอย่างยิ่ง!”
ฮูหยินนายอำเภอก็หัวเราะตามไปด้วย ส่วนลูกๆ นั้นดวงตาทอประกาย มองบิดาของตนด้วยความชื่นชม
แม้ฉินเหยาจะไม่อยากขัดจังหวะช่วงเวลาอันอบอุ่นของครอบครัวนี้ แต่ก็ยังต้องเตือนว่า “ข้าต้องกลับแล้ว”
ซ่งจางลุกขึ้นยืนอย่างตื่นเต้นจนเกือบจะทำถ้วยชาหล่นแตก “ฉินเหนียงจื่อช้าก่อน!”
เขากลัวว่าฉินเหยาจะไปทันทีที่พูดจบจึงรีบให้คนไปตามกุนซือมา “อย่าลืมบอกให้เขานำคันธนูใหม่ของฉินเหนียงจื่อมาด้วย!”
ดวงตาของฉินเหยาสว่างวาบขึ้น นางกล่าวอย่างมีเหตุผลและเข้าใจสถานการณ์ “ถ้าเช่นนั้น ข้าขอนั่งต่ออีกสักครู่แล้วกัน”
ที่บ้านก็มีเจ้าหลิวจี้นั่นอยู่ การดูแลลูกๆ และจัดการงานบ้านงานเรือนล้วนเป็นสิ่งที่เขาถนัด ที่จริงแล้วก็ไม่มีอะไรให้นางต้องเป็นห่วง