ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว - ตอนที่ 434 ยอมฟังคำแนะนำ
เมื่อเห็นฉินเหยานั่งลงอีกครั้ง ซ่งจางก็ถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอกครึ่งหนึ่ง
แต่ก็ยังไม่วางใจเต็มที่ เขาจึงกำชับนางซ้ำแล้วซ้ำเล่าให้รอสักครู่ เขาจะไปส่งนางด้วยตนเอง เมื่อได้รับคำตอบรับแล้ว เขาจึงรีบร้อนกลับไปยังห้องนอนพร้อมกับฮูหยินเพื่อเปลี่ยนไปสวมชุดลำลอง
กุนซือมาถึงก่อน ธนูแขนเทวะที่ซ่งจางให้คนสร้างขึ้นใหม่นั้นยาวกว่าธนูทั่วไปถึงหนึ่งเท่าตัว เมื่อตั้งขึ้นจะสูงถึงหนึ่งร้อยสามสิบหกเซนติเมตร
คันธนูทำจากแผ่นไม้ไผ่หลายชิ้นประกบเข้าด้วยกัน บนคันธนูยังพันด้วยเชือกอีกชั้นหนึ่ง ส่วนด้ามจับนั้นใช้เชือกเส้นเล็กที่ถักจากเส้นไหมสามเส้นซึ่งทั้งนุ่มนวลและเหนียวมาพันไว้เป็นชั้นๆ
คันธนูเป็นสีดำ ด้ามจับเป็นสีเงินอ่อนๆ เมื่อถือขึ้นมาก็รู้สึกหนักอึ้ง ฉินเหยาลองถือดูแล้วรู้สึกหนักมือกำลังดี มีเนื้อสัมผัสที่ดีมาก
เมื่อมองดูสายธนูก็เห็นเงาสะท้อนแวววาวของโลหะจางๆ ไม่รู้ว่าใช้โลหะชนิดใดตีขึ้นมา แต่มีความยืดหยุ่นสูงมาก
ธนูดีก็ต้องคู่กับลูกศรที่ดี กุนซือยื่นกระบอกใส่ลูกศรให้ ฉินเหยาเปิดออกดู ข้างในมีลูกศรขนาดใหญ่กว่าลูกธนูทั่วไปสิบดอก ซึ่งทั้งหนาและยาวกว่ามาก
ลูกศรยาวเต็มที่หนึ่งร้อยยี่สิบเซนติเมตร หนาเท่ากับนิ้วมือคน หัวลูกศรทำจากเหล็กกล้าชั้นดีเป็นรูปสามเหลี่ยมมีเงี่ยงย้อนกลับ ส่วนหางลูกศรใช้ขนนกหายากซึ่งแต่ละเส้นแข็งและเรียบลื่น ฉินเหยาลูบแล้วลูบอีก ชอบใจจนแทบวางไม่ลง
เมื่อมีธนูเช่นนี้อยู่ในมือ ไม่ต้องพูดถึงการยิงคนเลย แม้แต่ม้าศึกก็ยังสามารถยิงทะลุได้!
“กุนซือ นี่เป็นผลงานของยอดฝีมือท่านใดหรือ ข้าชอบมันมาก อยากจะไปเยี่ยมคารวะเพื่อขอบคุณเขาด้วยตนเอง” ฉินเหยาถือคันธนูแล้วเอ่ยถามเชิงหยั่งเชิงด้วยท่าทีตื่นเต้น
นางอยู่ที่อำเภอไคหยางมานานขนาดนี้ก็ไม่เคยได้ยินว่ามีปรมาจารย์ช่างตีเหล็กที่ร้ายกาจเช่นนี้อยู่ที่ไหน
กุนซือส่ายหน้า “ฉินเหนียงจื่อ ไม่ใช่ว่าข้าไม่อยากจะบอกท่าน แต่เป็นเพราะข้าเองก็ไม่ทราบเช่นกัน”
ในขณะนั้น ซ่งจางที่เปลี่ยนเสื้อผ้าเสร็จแล้วก็กลับมาพอดี ได้ยินคำถามของฉินเหยาเข้าจึงยิ้มแล้วถามนางว่าพอใจหรือไม่
ฉินเหยาแสดงความชื่นชอบต่อคันธนูชุดนี้อย่างไม่ปิดบัง ธนูดีๆ เช่นนี้ นางแม้แต่ง้างสายธนูเปล่าๆ ก็ยังเสียดาย
นางนำลูกศรพาดขึ้นบนคันธนู ง้างสายจนสุดแล้วค่อยๆ คลายออกช้าๆ ทำเอากุนซือเหงื่อกาฬไหลซึม เกรงว่าลูกศรจะหลุดมือพุ่งออกไป
พละกำลังแขนของคนทั่วไปไม่มีทางง้างธนูคันนี้จนสุดได้อย่างแน่นอน แต่ฉินเหยากลับสามารถง้างจนสุดแล้วยังค่อยๆ คลายออกได้ ช่างจินตนาการไม่ออกเลยว่านางมีพละกำลังมหาศาลเพียงใดกัน
หากไม่ใช่เพราะสถานการณ์จำกัดและไม่มีทางเลือกอื่น ฉินเหยาย่อมอยากจะถือปืนไรเฟิลจู่โจมหนักหลายสิบจินมากกว่า
อย่างไรก็ตาม วันนี้ที่ได้รับธนูแขนเทวะคันนี้มา นางก็พอใจอย่างยิ่งแล้ว
หากสามารถหลอกล่อถามข้อมูลของยอดฝีมือท่านนั้นได้อีกก็จะสมบูรณ์แบบยิ่งขึ้น
ฉินเหยาเอ่ยถามอย่างตรงไปตรงมา ซ่งจางเองก็ไม่ได้มีความคิดที่จะปิดบังนาง เพียงแต่กล่าวอย่างเสียดายว่า
“พูดไปแล้วก็คงเป็นวาสนา ปรมาจารย์ท่านนั้นท่องเที่ยวพเนจรมาถึงเขตอำเภอไคหยาง พอดีกับที่ข้าได้พบเจอจึงได้ธนูชุดนี้มาเพื่อชดใช้ให้แก่ฉินเหนียงจื่อ”
“หากจะตั้งใจไปตามหาเขา เกรงว่าจะพบเจอได้ยาก”
ฉินเหยาคิดในใจ ‘ข้าเชื่อท่านก็ผีหลอกแล้ว’
แต่นางก็พอจะเดาได้ว่า ซ่งจางคงต้องจ่ายไปไม่น้อยเพื่อธนูชุดนี้และคงไม่ต้องการให้บุคคลอันตรายเช่นนางได้พบเจอกับช่างตีเหล็กฝีมือฉกาจเช่นนั้น
เพราะท้ายที่สุดแล้ว แม้แต่นางเองก็ยากที่จะรับประกันได้ว่าตนเองจะไม่ไปบีบบังคับให้ยอดฝีมือท่านนั้นสร้างอาวุธที่ฝืนชะตาฟ้าดินขึ้นมา
“พบไม่ได้ก็ช่างเถิด” ฉินเหยาคิดได้อย่างปลงตก นางสะพายคันธนูขึ้นบ่าอย่างคล่องแคล่วแล้วกล่าวพลางยิ้ม “ใต้หล้ากว้างใหญ่ไพศาล ไยต้องกังวลว่าจะไม่มีช่างฝีมือที่ดี!”
หากธนูชุดนี้สามารถใช้ไปได้จนแก่เฒ่าก็ถือเป็นโชคดีอีกรูปแบบหนึ่งแล้ว
ที่น่ากลัวก็คือ ครั้งหน้าอาจจะมีคนอย่างซ่งจางมาหานางไม่สิ้นสุดและภารกิจก็จะยากขึ้นเรื่อยๆ
เมื่อเก็บคันธนูเรียบร้อย ฉินเหยาก็ลุกขึ้นยืนแล้วกำชับซ่งจางว่า “พอท่านหมดวาระก็อย่ามาหาข้าอีกเลยนะ”
สีหน้าของซ่งจางมีแววอึดอัดไปชั่วขณะ เขาไอ “แค่กๆ” ออกมาอย่างไม่เป็นธรรมชาติสองครั้งแล้วกล่าวเสียงแผ่วเบาว่า “ตอนนี้มีเรื่องหนึ่งอยากจะปรึกษาหารือกับฉินเหนียงจื่อ ไม่ทราบว่าสะดวกหรือไม่”
ฉินเหยา “ไม่สะดวก!”
ซ่งจาง “…”
แต่สุดท้ายแล้ว เมื่อเห็นแก่ที่เขาคือใต้เท้านายอำเภอ ฉินเหยาจึงยังคงตามซ่งจางมายังเรือนส่วนหลังของจวนที่ว่าการอำเภอ นางมองผ่านประตูทรงแจกันเข้าไปก็เห็นบรรดาหญิงสาวมากมายที่ไม่รู้จะทำอย่างไรดี พวกนางพากันยืนอย่างสิ้นหวัง ร้องไห้สะอึกสะอื้น
เมื่อแผนที่คลี่จนสุดปลายทาง มีดสั้นก็ปรากฏ ซ่งจางไม่เสแสร้งอีกต่อไป เขาเปิดไพ่
“สตรีเหล่านี้ไม่มีบ้านให้กลับ ทั้งยังไม่มีที่ไหนยินดีจะรับพวกนางไว้ ข้าได้ยินมาว่าโรงงานเครื่องเขียนของฉินเหนียงจื่อรับสมัครสตรีทำงานฝีมือ ไม่ทราบว่าจะพอให้ที่พักพิงแก่สตรีผู้น่าสงสารเหล่านี้ได้หรือไม่”
พูดจบ ซ่งจางก็พบว่ารอยยิ้มของฉินเหยาที่เพิ่งได้รับคันธนูเมื่อครู่ได้หายไปหมดสิ้นแล้ว บัดนี้นางกำลังมองเขาด้วยใบหน้าไร้ความรู้สึก แววตาอันตรายราวกับกำลังมองคนตาย
ฉินเหยากล่าวเสียงเข้ม “ใต้เท้า ท่านคิดว่าข้าทำบุญทำการกุศลอยู่หรือ ในโรงงานคนงานเพียงพอแล้ว แถมยังมีเกินมาเพราะต้องรับคนตามเส้นสายต่างๆ ด้วยซ้ำ ท่านมีคนถึงยี่สิบสามคน โรงงานเครื่องเขียนเล็กๆ ของข้ารับไว้ไม่ไหวหรอก”
ซ่งจางขมวดคิ้วเล็กน้อย พูดอย่างร้อนรน “แต่มีเพียงเจ้าเท่านั้นที่สามารถรับพวกนางไว้ได้ หรือจะให้มองดูพวกนางสิ้นไร้หนทางแล้วไปกระโดดน้ำตายอย่างนั้นหรือ”
ฉินเหยาพูดไม่ออกจนไม่อยากจะโกรธแล้ว กล้าดีอย่างไรจะมารีดไถเอาจากนางแต่เพียงผู้เดียว
ฉินเหยามองซ่งจางแล้วเอ่ยย้ำทีละคำ “เรื่องนี้ใต้เท้าไม่ควรมาหาข้า ท่านควรจะไปถามพ่อค้าคนอื่นๆ ที่เปิดโรงงานว่าเหตุใดโรงงานของพวกเขาจึงไม่รับสมัครสตรีทำงานฝีมือ”
ฉินเหยาหยิบห่อผ้าของตนขึ้นมาแล้วหันหลังเดินจากไปอย่างรวดเร็ว
เมื่อเดินถึงประตู นางก็หันกลับมากำชับ “ใต้เท้าอย่าลืมดาบของข้าและคนที่ท่านจะมอบให้ข้าด้วย”
“อ้อ ใช่แล้ว ขอมอบคำพูดให้ท่านประโยคหนึ่ง หากต้องการจะแก้ปัญหาอย่างแท้จริงก็ต้องไปทำความเข้าใจถึงต้นตอของเรื่องราวและจัดการแก้ไขมันเสีย”
ไม่ใช่มาใช้ศีลธรรมบีบบังคับคนเดินถนนผู้บริสุทธิ์อย่างนาง
ซ่งจางนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะตอบอย่างจนใจ “ข้าจะส่งคนไปให้เจ้าในวันพรุ่งนี้…”
สิ้นเสียงของเขา ร่างของนางก็เดินหายลับตาไปแล้ว
ซ่งจางกุมขมับ รู้สึกหงุดหงิดจนอยากจะทำลายข้าวของเพื่อระบายอารมณ์
แต่เขาเป็นชายวัยกลางคนที่สุขุมแล้ว อารมณ์ชั่ววูบเช่นนี้จึงถูกควบคุมไว้ได้อย่างรวดเร็ว
แม้ว่าการปฏิเสธอย่างเย็นชาของฉินเหยาจะเหนือความคาดหมาย แต่คำพูดของนางทุกประโยคล้วนถูกต้อง
ซ่งจางตะโกนออกไปข้างนอก “มีใครอยู่บ้าง!”
บ่าวรับใช้คนสนิทรีบวิ่งเข้ามา ก้มศีรษะรอรับคำสั่ง
ซ่งจางจรดพู่กันเขียนบัตรเชิญสิบฉบับอย่างรวดเร็วแล้วให้บ่าวรับใช้นำไปส่งยังบ้านของคหบดีใหญ่ในอำเภอ “บอกไปว่าใต้เท้าอย่างข้าจะจัดงานวันเกิด เชิญพวกเขามาทานข้าวฉลองที่บ้าน”
เมื่อมาร่วมงานเลี้ยงวันเกิดก็ต้องนำของขวัญวันเกิดมาด้วย นอกจากจะช่วยเหลือเหล่าหญิงสาวผู้เสียหายแล้ว ยังสามารถขูดรีดไขมันจากวัวอ้วนๆ พวกนี้ได้อีก
เมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว สำนักศึกษาที่ไม่เก็บค่าเล่าเรียนในปีหน้า เด็กๆ ก็จะได้เข้าเรียนกันถ้วนหน้า
ซ่งจางไม่ใช่คนหัวโบราณที่ยึดติดกับหลักการจนโงหัวไม่ขึ้น เขามีขีดจำกัดของเขาและก็มีหลักการของเขาเช่นกัน
แต่ในขณะเดียวกัน ด้วยภูมิหลังของตระกูลที่สั่งสมมานานปี เขาก็รู้ลึกรู้จริงถึงเล่ห์เหลี่ยมในแวดวงขุนนางเป็นอย่างดี
จะจัดการกับคนประเภทไหนต้องใช้วิธีใด เขามีแผนอยู่ในใจหมดแล้ว
ส่วนฉินเหยานั้น ถือเป็นข้อยกเว้นโดยสิ้นเชิง
คนเช่นนี้ เขาควบคุมไม่ได้และไม่สามารถนำมาไว้ใต้บังคับบัญชาเพื่อใช้งานได้
แต่เพียงแค่รักษาสภาพต่างคนต่างอยู่ไว้ได้ก็เพียงพอที่จะช่วยให้เขาก้าวหน้าในหน้าที่การงานอย่างราบรื่นแล้ว
ตอนที่ฉินเหยาจูงเจ้าเหล่าหวงที่ได้รับการรักษาจากหมอรักษาสัตว์แล้วออกมาจากโรงม้าของจวนที่ว่าการอำเภอก็พอดีกับที่เห็นบ่าวรับใช้ข้างกายของซ่งจางกำลังถือบัตรเชิญนั่งเกี้ยวออกไป
นางคิดในใจว่า ซ่งจางคนนี้ยังพอมีทางเยียวยาได้อยู่ พูดอะไรไปเขาก็ยอมฟังคำแนะนำจริงๆ
ฉินเหยาจูงม้าเดินไปตามถนนเพื่อออกจากเมือง ระหว่างทางผ่านแผงลอยขายขนมก็ซื้อมาไม่น้อย ตั้งใจจะนำกลับไปฝากเด็กๆ ให้กินแก้อยาก
นับตั้งแต่หมดช่วงปีใหม่ ที่บ้านก็ไม่ได้ซื้อขนมกินเล่นมานานแล้ว
ไม่ต้องพูดถึงเด็กเลย แม้แต่นางเองก็ยังอยากกิน
“เมียจ๋า! เมียจ๋า!”
“ทางนี้! ทางนี้ไง!”
ฉินเหยาเพิ่งจะจูงม้าเดินพ้นประตูเมือง เสียงที่คุ้นเคยก็ดังมาจากข้างหน้า
นางเงยหน้าขึ้นมองอย่างประหลาดใจ เจ้าหลิวจี้นี่มาได้อย่างไรกัน?