ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว - ตอนที่ 435 ขวางทาง
ตอนที่ 435 ขวางทาง
“เจ้ามาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร” ฉินเหยาเอ่ยถามอย่างสงสัย
หลิวจี้เดินเข้าไปจูงม้าให้นางอย่างรู้งานพลางสำรวจนางตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า
ดูสุขสบายดีทุกประการ ใบหน้าก็ดูมีเลือดฝาด ไม่เพียงเท่านั้น บนบ่ายังมีคันธนูที่ดูแล้วรู้ได้ทันทีว่าราคาไม่ธรรมดาเพิ่มขึ้นมาอีกหนึ่งคัน
หลิวจี้ลอบถอนหายใจอย่างโล่งอก
เมื่อวานได้ยินหลิวจ้งที่กลับมาจากตัวอำเภอบอกว่า ที่จวนว่าการมีการลากศพโจรกลับมาสิบห้าศพ ใจของเขาก็พลันบีบรัด
พอได้ยินอีกว่าเรื่องนี้ดูเหมือนจะเกี่ยวข้องกับคดีหอคณิกาของพานเหม่ยเหรินในเมืองด้วย หลิวจี้ก็ใจหายวาบ
ไม่จำเป็นต้องใช้สัญชาตญาณ เขาก็มั่นใจได้เลยว่าโจรทั้งสิบห้าศพที่ว่านั้นต้องเกี่ยวข้องกับสตรีใจร้ายของเขาเป็นแน่
หนึ่งต่อสิบห้า! ซ่งจาง เจ้าไม่ใช่คนแล้ว!
แน่นอนว่าความคิดในใจเหล่านี้หลิวจี้ไม่กล้าแสดงออกมาแม้แต่น้อย เขาไม่ต้องการให้สตรีใจร้ายรู้หรอกว่าตนเองกังวลว่านางจะตายอย่างน่าอนาถ
ไม่ใช่ เขาแค่อยากจะเกาะภรรยากินไปชั่วชีวิตเท่านั้นเอง!
“นี่มิใช่ว่าได้ยินว่าวันนี้จะมีการไต่สวนคดีของพานเหม่ยเหรินในศาลหรือ ทุกคนต่างก็มาดูความครึกครื้น ข้าก็เลยตามมาดูด้วย เผื่อจะได้เปิดหูเปิดตาบ้าง”
หลิวจี้อธิบายพลางส่งยิ้มประจบประแจงให้ฉินเหยา “แล้วก็รอเมียจ๋ากลับบ้านพร้อมกันด้วยเลย”
ฉินเหยาแค่นเสียงใส่เขาทีหนึ่ง “ใกล้จะถึงเวลาไปเข้าร่วมการสอบฝู่ซื่อแล้ว เจ้าไม่รู้จักอยู่บ้านทบทวนตำรากับท่านอาจารย์ดีๆ วิ่งมาดูความครึกครื้นอะไรในอำเภอ”
หลิวจี้ร้องโอดโอยว่าตนไม่ได้รับความเป็นธรรม รีบหยิบหีบหนังสือบนหลังลงมา ค้นเอาเอกสารสอบคัดเลือกขุนนางข้างในออกมา บนนั้นมีตราประทับของทางการขนาดใหญ่ประทับอยู่
เขาโบกมันไปมาต่อหน้าฉินเหยาพร้อมทำท่าทางน่าหมั่นไส้ราวกับจะพูดว่า ‘เจ้าคิดไม่ถึงล่ะสิ’ “ไม่ปิดบังเมียจ๋า จริงๆ แล้วข้ามาทำเอกสารสอบคัดเลือกขุนนางที่อำเภอ การมาดูความครึกครื้นเป็นแค่เรื่องรอง”
ฉินเหยาคิดในใจ ทนอีกหน่อยดีหรือไม่
ไม่ไหว ทนต่อไปอีกนิดก็ไม่ไหวแล้ว!
นางยกมือขึ้นตบไปที่ใบหน้าหล่อเหลาที่กำลังอวดดีนั้นด้วยแรงไม่หนักไม่เบา หลิวจี้ตกใจจนหน้าถอดสี ร้องโหยหวนออกมาเสียงหนึ่งแล้วหลบอย่างรวดเร็ว
ปลายนิ้วเฉียดผ่านติ่งหูของเขาไป ใบหน้าหล่อเหลาปลอดภัยดี แต่หูกลับเจ็บแปลบแสบร้อน
หลิวจี้อยากจะร้องไห้แต่ก็ไร้น้ำตา ทั้งยังกลัวว่าคนเดินถนนข้างๆ จะสังเกตเห็นจึงได้แต่ปิดปากเอาไว้ ส่งเสียงอู้อี้ไม่กล้าร้องออกมา
แต่พอโดนเข้าไปหนึ่งที เขาก็สงบเสงี่ยมลงมาก ไม่ทำตัวน่าหมั่นไส้ต่อหน้าฉินเหยาอีก เขาสะพายหีบหนังสือกลับขึ้นหลัง จูงเหล่าหวงแล้วพูดอย่างน่าสงสารว่า
“เหล่าหวงเอ๋ยเหล่าหวง เหตุใดเจ้าถึงบาดเจ็บเช่นนี้ มีคนรังแกเจ้าหรือ บอกนายท่านใหญ่มา นายท่านใหญ่จะจัดการให้เจ้า จะตีมันให้ตายเลย!”
ฉินเหยามองกลับมา น้ำเสียงเย็นชาเอ่ยตอบแทนเหล่าหวงด้วยสี่คำว่า “ตายไปหมดแล้ว”
หลิวจี้เลิกคิ้วอย่างหวาดผวา เร่งให้เหล่าหวงเดินเร็วขึ้น เดินตามไปอยู่ข้างกายฉินเหยาแล้วเอียงศีรษะถามอย่างสงสัย
“เมียจ๋า โจรทั้งสิบห้าคนนั่นไม่ได้ทำเจ้าบาดเจ็บใช่หรือไม่ ข้าเห็นดาบของเจ้าก็หายไปด้วย…”
ฉินเหยาส่งยิ้มชั่วร้ายให้เขา “เจ้าคิดว่าหากพวกเขามีความสามารถนั้น ตอนนี้จะยังไปนอนอยู่ในห้องเก็บศพที่จวนว่าการอำเภออยู่อีกหรือ”
สีหน้าที่หลากหลายของเขาทำให้นางพอใจเป็นอย่างยิ่ง ฉินเหยาเอ่ยเสียงเบาด้วยท่าทางชั่วร้าย “ส่วนดาบเล่มนั้น…ตอนที่ฟันคนเลยหักไปแล้ว”
“แต่เจ้าวางใจได้!” นางตบแขนของเขาเบาๆ แล้วยิ้ม “ซ่งจางจะชดเชยให้ข้าเอง”
พลางพยักพเยิดคางไปที่ด้านหลัง ถือโอกาสอวดอาวุธชิ้นใหม่ของตนเอง
หลิวจี้รับคำเสียงหนึ่งอย่างทึ่มทื่อ เพราะถูกทำให้ตกใจจึงได้แต่เอ่ยคล้อยตามนางไปด้วยน้ำเสียงฝืดฝืน “คนพวกนั้นกระดูกแข็งจริงๆ ไม่ได้ทำให้เมียจ๋าเมื่อยมือใช่หรือไม่”
พูดจบก็ตบก้นเหล่าหวงให้มันเดินไปเองแล้วลงมือนวดไหล่และแขนให้ฉินเหยาอย่างเอาอกเอาใจและห่วงใย
ฉินเหยาแหงนหน้ามองแสงสุดท้ายของวันที่งดงามบนขอบฟ้า หรี่ตาลงเล็กน้อยอย่างสบายใจ นางชะลอฝีเท้าลง อารมณ์ดีขึ้นมาก
แต่ด้วยความเร็วขนาดนี้ เที่ยงคืนก็คงกลับไม่ถึงบ้าน
ฉินเหยารู้สึกว่านวดพอแล้วจึงส่งสัญญาณให้หลิวจี้หยุด นางงอนิ้วจรดที่ริมฝีปากแล้วผิวปากเสียงดัง เหล่าหวงที่เดินตามมาอย่างเชื่องช้าก็พลันมีชีวิตชีวาขึ้นมาทันที มันรีบวิ่งกุบกับเข้ามา ก้มศีรษะลงอย่างว่าง่ายอยู่เบื้องหน้า
ฉินเหยาสั่งหลิวจี้ “ขึ้นม้า”
หลิวจี้ขานรับพลางนึกถึงภาพที่คนทั้งสองขี่ม้าตัวเดียวกันวิ่งอยู่ใต้แสงอาทิตย์ยามอัสดง มุมปากก็ยกสูงขึ้นอย่างห้ามไม่อยู่
ทว่า ขณะที่เขากำลังจะขึ้นม้าก็มีเงาร่างหนึ่งพุ่งตรงเข้ามาที่เบื้องหน้าของสองสามีภรรยาราวกับลมพายุ
ตุบ! สิ้นเสียง คนผู้หนึ่งก็คุกเข่าลงเบื้องหน้าฉินเหยา เมื่อเงยหน้าขึ้นก็เผยให้เห็นใบหน้าครึ่งหนึ่งที่เต็มไปด้วยรอยแผลเป็น
ดวงตาของหลิวจี้เบิกกว้างในทันที ร่างสั่นสะท้านพลางหลบไปอยู่ด้านหลังฉินเหยา สองมือจับไหล่ของนางไว้แน่นแล้วตะโกนลั่น “ผีหลอก!”
ฉินเหยาถอนหายใจอย่างเหนื่อยใจ พลิกมือตบหลิวจี้เบาๆ เป็นเชิงให้เขาลืมตาดูให้ชัดๆ ว่านี่เป็นคน
ฝ่ามือนั้นตบลงที่ข้างเอวของเขาพอดี
หืม? สัมผัสที่มือนั้นดีเกินคาด นุ่มและแน่นกำลังดี แอบไปฝึกร่างกายมาหรือ
ฉินเหยาเหลือบมองเขาด้วยหางตา คนบางคนกำลังตัวสั่นงันงกด้วยความตกใจ นางแอบหยิกเขาเพิ่มไปอีกทีเขาก็ยังไม่รู้ตัว
นางเลิกคิ้วแล้วดึงมือกลับ รู้สึกยังไม่หนำใจเล็กน้อย
ทว่าเมื่อสายตาตกลงบนคนที่คุกเข่าอยู่แทบเท้า แววตาก็พลันเย็นชาลงในทันที
“อินเยว่ เจ้าจะทำอะไร”
อินเยว่ผู้ที่มาขวางทางยกสองมือขึ้นสูง ก้มศีรษะลงคารวะ “ขอผู้มีพระคุณโปรดรับข้าเป็นศิษย์ด้วย! นับจากนี้ไป อินเยว่จะปฏิบัติต่อผู้มีพระคุณดุจดั่งบิดามารดาผู้ให้กำเนิด จะกตัญญูและปรนนิบัติท่านไปชั่วชีวิต!”
น้ำเสียงที่จริงใจของสตรีผู้นั้นเจือไปด้วยความหวานตามธรรมชาติ ใบหูของหลิวจี้กระดิก เงยหน้าขึ้นมองอย่างประหลาดใจ รอยแผลเป็นนั้นเด่นชัดเป็นพิเศษทำเขาตกใจจนต้องรีบซบหน้าลงที่ด้านหลังฉินเหยาอีกครั้ง ในใจก็ร้องตะโกนลั่น ถอยไปๆๆ!
ฉินเหยาเข้าใจความหมายของอินเยว่แล้วกลับรู้สึกว่าเป็นเรื่องไร้สาระ
“ข้าจะสอนอะไรเจ้าได้” นางรู้ตัวดีว่าตนเองไม่ได้มีวิชาฝีมือใดที่สูงส่งพอจะถึงขั้นรับศิษย์สืบทอดได้
“เจ้าไม่มีที่ไป เลยอยากจะหาที่พักพิงใช่หรือไม่” ฉินเหยาเอ่ยถามหยั่งเชิง
ก่อนหน้านี้ซ่งจางเพิ่งจะพานางไปดูเหล่าสตรีที่ได้รับการช่วยเหลือออกมา แต่นางไม่คิดว่าสถานการณ์ของอินเยว่จะเหมือนกับพวกนาง
อย่างน้อยจิตใจของนางก็แข็งแกร่งพอ ทั้งยังใจเด็ดกับตนเองมากพอ คำนินทาว่าร้ายในหมู่บ้านก็ทำอันใดนางไม่ได้เลย
นางสามารถกลับไปที่หมู่บ้านซิ่งฮวาหรือไม่ก็ไปจากอำเภอไคหยาง ไปเริ่มต้นชีวิตใหม่ในที่ซึ่งไม่มีผู้ใดรู้จักอดีตของนางก็ได้
ทว่าคำตอบของอินเยว่กลับเหนือความคาดหมายของฉินเหยา
นางตอบกลับด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความเหี้ยมโหด “พานเหม่ยเหรินเป็นแค่หมากตัวหนึ่งเท่านั้น คนที่ฆ่าเสาเย่าจริงๆ คือจ้าวต๋าที่ทิ้งลายมือเอาไว้ผู้นั้น ข้าไม่รู้ว่าแท้จริงแล้วเขาเป็นใคร ใต้เท้านายอำเภอก็ไม่ยอมบอกข้า แต่ข้าสามารถไปสืบให้รู้แน่ชัดได้ด้วยตนเองและจะล้างแค้นให้พี่เสาเย่าด้วยมือของข้าเอง!”
ขมับของฉินเหยากระตุกเล็กน้อย คำพูดของอินเยว่ในความคิดของนางนั้นช่างไร้เดียงสาจนน่าปวดหัว
“เจ้าจะเอาอะไรไปล้างแค้น”
“ดังนั้นข้าจึงอยากจะขอร้องให้ผู้มีพระคุณรับข้าเป็นศิษย์ สอนวรยุทธ์ให้ข้า!” อินเยว่มองฉินเหยาด้วยแววตาเปี่ยมความหวัง นี่เป็นหนทางที่ดีที่สุดเท่าที่นางจะคิดได้ในยามนี้แล้ว
ฉินเหยาถามนาง “เจ้ายังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตัวตนของอีกฝ่ายคือใคร หากอีกฝ่ายเป็นคนแก่ที่ใกล้จะลงโลงแล้วเล่า กว่าเจ้าจะฝึกวรยุทธ์สำเร็จ เขาก็ลงโลงไปแล้ว เจ้าจะไปล้างแค้นอะไรได้อีก”
“ยิ่งไปกว่านั้น ข้าก็จะไม่สอนศิษย์ของตนเองให้เป็นนักฆ่าที่ถูกครอบงำด้วยความแค้นและอารมณ์ชั่ววูบ”
“เจ้าลุกขึ้นแล้วกลับไปเถอะ”
ฉินเหยาลากหลิวจี้ที่แอบดูเรื่องสนุกอยู่ข้างหลังตนเองออกมา โยนเขาขึ้นไปบนหลังม้าในคราเดียว จากนั้นก็พลิกตัวขึ้นม้า ควบเหล่าหวงจากไป