ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว - ตอนที่ 436 อาหารรสเลิศเยียวยาทุกสิ่ง
ตอนที่ 436 อาหารรสเลิศเยียวยาทุกสิ่ง
หลิวจี้หันกลับไปมองสตรีที่ยังคุกเข่าอยู่บนพื้นไม่ยอมลุกด้วยท่าทีเหมือนพวกชอบมุงดูเรื่องชาวบ้านพลางเอ่ยถามอย่างใคร่รู้
“เมียจ๋า นั่นใครรึ เจ้าเห็นว่านางน่าเกลียดเกินไปเลยไม่อยากรับศิษย์ขี้เหร่แบบนี้ถึงได้ปฏิเสธไปใช่หรือไม่”
ฉินเหยาเตือนเขา “เจ้าหลิวสาม หัดสงบปากสงบคำเสียบ้าง นางมีชื่อว่าอินเยว่ รอยแผลเป็นบนใบหน้านั้นเป็นนางที่จงใจใช้ฟืนร้อนๆ มาทำร้ายตนเอง”
แม่เจ้าโว้ย โหดเหี้ยมกับตนเองถึงเพียงนี้เชียวหรือ หลิวจี้ลอบสูดหายใจเข้าเฮือกหนึ่ง
ขณะเดียวกันก็รู้สึกโชคดีที่สตรีใจร้ายไม่ได้ตอบรับนาง มิฉะนั้นหากมีคนใจเหี้ยมสองคนอยู่ข้างกาย วันคืนหลังจากนี้ก็ไม่รู้ว่าจะผ่านไปได้อย่างไรจริงๆ
“จริงสิ เมื่อครู่นี้นางพูดอะไรนะ พานเหม่ยเหรินเป็นแค่หมากตัวหนึ่ง จ้าวอะไรถ่าๆ นั่นต่างหากคือคนที่ฆ่าเสาเย่า เสาเย่าคือใคร แล้วเจ้าอะไรถ่านั่นเป็นใครอีก” ความอยากรู้อยากเห็นของหลิวจี้พลันลุกโชนขึ้นมา
ฉินเหยาหันกลับไปมองเขาอย่างเย็นชาแวบหนึ่ง “เจ้าอยากรู้หรือ”
หลิวจี้ลังเลไปชั่วอึดใจ ก่อนจะส่ายหน้าอย่างเด็ดเดี่ยว “ข้าไม่อยากรู้”
“นับว่าเจ้ายังรู้จักดูสถานการณ์”
ฉินเหยาคิดในใจ สัญชาตญาณการเอาตัวรอดสูงไม่เบา
เรื่องของจ้าวต๋านั้น แม้แต่ซ่งจางยังต้องปิดบังนาง เห็นได้ชัดว่าอีกฝ่ายไม่ใช่คนที่จะรับมือง่ายๆ
นางฆ่านักฆ่าที่อีกฝ่ายบ่มเพาะไปสิบห้าคน แต่อีกฝ่ายกลับไม่ถือสาเอาความต่อ ก็หมายความว่าอีกฝ่ายเองก็ไม่อยากจะยุ่งเกี่ยวกับเรื่องนี้ต่อไป
โยนพานเหม่ยเหรินออกมาคนหนึ่ง ชาวบ้านก็พอใจ ผู้เสียหายก็พอใจ ใต้เท้านายอำเภอก็พอใจ
เรื่องราวมากมายในโลกนี้ ไม่จำเป็นต้องสืบสาวให้ถึงต้นตอเสมอไป เพียงแค่บอกใบ้ให้รู้ความนัยกันก็พอ กลายเป็นความเข้าใจกันระหว่างผู้ใหญ่ไปเสียแล้ว
ซ่งจางไม่คิดจะสืบสวนต่อให้ลึกซึ้งอีก สตรีชาวบ้านธรรมดาเช่นนางก็ยิ่งไม่ควรเข้าไปยุ่งเกี่ยว
“เมียจ๋า…นางดูเหมือนจะตามมา” หลิวจี้เอ่ยเตือนอย่างประหลาดใจ
ฉินเหยาเอ่ย “ไม่ต้องไปสนใจนาง เดี๋ยวเหนื่อยแล้วก็หยุดไปเอง”
หลิวจี้หันกลับไปมอง สตรีผู้นั้นวิ่งเหยาะๆ ตามมาตลอดทาง ไม่นานก็ไล่ตามมาทัน รอยแผลเป็นบนใบหน้าถูกกล้ามเนื้อที่ออกแรงวิ่งดึงรั้ง ภายใต้แสงสุดท้ายสีแดงฉานนี้ ยิ่งทำให้ดูแปลกประหลาดและน่าสะพรึงกลัว
หลิวจี้ไม่กล้ามองอีกต่อไป ได้แต่เตือนสตรีใจร้ายของตนว่าคนตามมาจนเกือบจะทันแล้ว
ฉินเหยาตวาดเสียงหนึ่ง “ย่าห์!” ม้าใต้ร่างพลันเร่งความเร็วขึ้นในทันที ในไม่ช้าก็ทิ้งห่างเงาร่างด้านหลังไปไกล
สองสามีภรรยาควบม้าผ่านเส้นทางหมู่บ้านเซี่ยเหอเข้าสู่หมู่บ้านตระกูลหลิวจนกระทั่งเงาร่างนั้นลับสายตาไปโดยสมบูรณ์
หลิวจี้พึมพำ “นางคงไม่ตามมาแล้วกระมัง”
ฉินเหยาเอ่ย “ก็หวังว่าจะเป็นเช่นนั้น”
ก่อนที่ฟ้าจะมืดสนิท ฉินเหยาและหลิวจี้ก็มาถึงหมู่บ้านตระกูลหลิวได้อย่างราบรื่น
ระหว่างทางได้พบกับเหล่าคนงานที่เลิกงานจำนวนไม่น้อย เมื่อพวกเขาเห็นฉินเหยาต่างก็ร้องทักอย่างยินดีปรีดา “ผู้จัดการใหญ่ฉิน ท่านกลับมาแล้ว!”
ฉินเหยายิ้มและพยักหน้าตอบรับ เพียงรู้สึกว่าการต่อสู้ฆ่าฟันและเรื่องน่าตื่นเต้นที่ประสบมาเมื่อหลายวันก่อนเป็นเพียงความฝัน
หมู่บ้านและผู้คนที่สงบสุขตรงหน้านี้ต่างหากคือความจริงที่ทำให้รู้สึกมั่นคงในใจ
เมื่อเช้านี้ตอนที่อาวั่งไปส่งเด็กๆ ที่สำนักศึกษา ได้แวะพานายท่านใหญ่ของเขาไปที่อำเภอด้วย เขาคาดเดาได้อยู่แล้วว่าตอนบ่ายสองสามีภรรยาจะกลับมาพร้อมกันจึงได้แจ้งข่าวแก่พี่น้องต้าหลางไว้ล่วงหน้า
ตอนนี้ ทันทีที่สองสามีภรรยาฉินเหยาเข้ามาในหมู่บ้านก็ได้ยินเสียงกรีดร้องลั่นด้วยความตื่นเต้นของซื่อเหนียงที่ปีนขึ้นไปยืนดูต้นทางบนต้นไม้อยู่นานแล้วว่า “ท่านแม่!” แล้วร่างเล็กๆ ก็วิ่งมาทางพวกเขา
สี่วันที่ไม่ได้พบเจอกัน สำหรับเด็กๆ แล้วราวกับเวลาผ่านไปสี่เดือนอย่างนั้น
เมื่อเสาหลักของบ้านไม่อยู่ ทุกคนในบ้านต่างก็เหี่ยวเฉา รู้สึกราวกับเรี่ยวแรงและกำลังใจถูกดูดออกไปพร้อมกัน ทำอะไรก็ไม่กระปรี้กระเปร่า
ในตอนนี้เมื่อได้เห็นฉินเหยา ต้าหลาง เอ้อร์หลาง ซานหลาง และซื่อเหนียงต่างก็กลับมามีชีวิตชีวาในทันที
ฉินเหยาลงจากหลังม้า กางแขนออก สี่พี่น้องก็กระโจนเข้ามาในอ้อมกอดทันที
นางรวบตัวอุ้มพวกเด็กๆ ขึ้นมาพร้อมกัน สี่พี่น้องตัวลอยหวือ ส่งเสียงหัวเราะอย่างตื่นเต้นและชอบใจออกมาดังลั่น
ภาพการทักทายอันเป็นเอกลักษณ์ของแม่ลูกทั้งห้า ทำเอาเด็กคนอื่นๆ ที่อยู่ข้างๆ มองจนตาค้าง ทั้งยังแอบอิจฉา
มีเด็กบางคนแอบหมายมาดในใจว่าจะลองอ้อนวอนท่านพ่อท่านแม่ของตนเองดู พอกลับบ้านไปจะให้พวกเขายกตนเองให้สูงๆ บ้าง
ไม่ขอให้ยกพี่ๆ น้องๆ ขึ้นพร้อมกัน แค่สองเท้าลอยจากพื้นได้สามฉื่อก็พอใจแล้ว
“ท่านแม่ ท่านไปนานจังเลย คราวหน้าพาข้าไปด้วยได้หรือไม่” ซานหลางจูงมือซ้ายของท่านแม่พลางเงยหน้าถาม
เมื่อฉินเหยาบอกว่าไม่ได้ เจ้าตัวเล็กก็ร้องอ้อออกมาด้วยความผิดหวัง แต่ไม่นานก็ลืมความผิดหวังไปแล้วพูดอย่างตื่นเต้นว่า “เมื่อวานข้าอธิบายโจทย์ให้เพื่อนร่วมโต๊ะฟัง ท่านอาจารย์ชมข้าด้วย”
ฉินเหยายิ้มอย่างประหลาดใจ “ซานหลางของพวกเราเก่งจริงๆ”
ซื่อเหนียงจูงมือขวาของท่านแม่ไว้ ใบหน้าเล็กๆ ถูไถกับแขนของนางไปมาเหมือนลูกแมวกำลังออดอ้อน “ท่านแม่ ข้าคิดถึงท่านมากเลย เนื้อที่ท่านอาอาวั่งทำข้ายังไม่มีกะจิตกะใจจะกินเลยนะ”
หลิวจี้สูดจมูกฟุดฟิด กลิ่นหอมยั่วยวนโชยมาจากทางบ้านของตน เขานี่แหละที่มีกะจิตกะใจจะกินอย่างยิ่ง
เขาก้มหน้าลงแล้วพูดกับบุตรีที่ไม่มีกะจิตกะใจจะกินข้าวว่า “ดีเลย งั้นคืนนี้เนื้อที่ท่านอาอาวั่งผัดให้ พ่อจะช่วยเจ้ากินเอง ไม่ต้องซาบซึ้งใจไป พ่อไม่รู้สึกว่าเป็นเรื่องลำบากอะไร”
ซื่อเหนียงแยกเขี้ยวใส่ท่านพ่อแล้วทำหน้ายู่ “ข้าจะให้ท่านแม่ป้อนข้า ท่านพ่ออย่าอิจฉาไปเลยนะ~”
หัวใจของหลิวจี้กระตุกวูบ ให้ตายสิ เขากลับรู้สึกอิจฉาขึ้นมาจริงๆ นี่มันเรื่องอะไรกัน
ต้าหลางและเอ้อร์หลางสบตากันแวบหนึ่ง น้าเหยา/ท่านแม่กลับมาแล้วดีจริงๆ!
ครอบครัวทั้งหกคนกลับถึงบ้านอย่างครื้นเครง อาวั่งเดินออกมาต้อนรับกล่าวว่า “อาหารตั้งโต๊ะแล้ว ล้างมือแล้วก็กินข้าวได้เลย”
เขาพยักหน้าให้ฉินเหยา จูงม้าไปผูกไว้ที่โรงเรือนเลี้ยงสัตว์ เตรียมหญ้าสดและน้ำไว้ให้เหล่าหวง เขาลูบหัวมันแล้วกลับบ้านไปล้างมือเพื่อเตรียมกินข้าว
อันที่จริงอาหารของบ้านซ่งจางเองก็อร่อยมาก แต่ฉินเหยาคิดว่า ไม่ว่าจะเป็นของอร่อยล้ำค่าจากขุนเขาหรือทะเลก็เทียบไม่ได้กับผัดผักตามฤดูกาลธรรมดาๆ จานนี้และข้าวอบหมูสามชั้นตุ๋นซีอิ๊วที่ข้าวทุกเม็ดอวบอิ่มชุ่มฉ่ำตรงหน้า
อาหารรสเลิศสามารถเยียวยาทุกสิ่งได้
ฉินเหยากินอาหารเย็นที่หอมกรุ่นอย่างมีความสุข หลังอาบน้ำเสร็จก็มานั่งพักผ่อนที่หน้าประตูห้องโถงในสภาพที่ผมยังไม่แห้งดี
ในห้องหนังสือที่สวนหลังบ้าน หลิวจี้กำลังสอนการบ้านให้ต้าหลางและเอ้อร์หลาง บิดาและบุตรชายทั้งสาม ‘ปรองดอง’ กันอย่างยิ่ง
ข้างกายนางคือฝาแฝดที่นั่งคุกเข่าอยู่บนเก้าอี้ ยืนกรานที่จะนั่งคัดลายมืออยู่ข้างๆ นาง
นางแค่ยื่นมือออกไปก็สามารถลูบหัวเด็กอ้วนจ้ำม่ำขาวสะอาดสองคนได้ จะมีความสุขสบายใดเทียบเทียมได้อีก
ฉินเหยามองฝาแฝดที่นางอุตส่าห์เลี้ยงดูมาเนิ่นนาน จากเด็กมอมแมมตัวน้อยที่เคยทั้งดำทั้งมอมแมม ผอมแห้งกรัง ตอนนี้กลับสะอาดสะอ้านมีชีวิตชีวาน่ารัก
อีกทั้งหน้าตาก็ยังสืบทอดรูปโฉมอันงดงามมาจากบิดามารดาของพวกเขา ดวงตากลมโต ปากนิดจมูกหน่อย พอโตขึ้นจนเต็มที่ หน้าตาต้องโดดเด่นมากแน่ๆ
ฉินเหยากำลังเพลิดเพลินกับการจิ้มแก้มของเด็กน้อยทั้งสองจนลืมนึกถึงอินเยว่ที่มาขวางทางขอเป็นศิษย์เมื่อตอนเย็นไปแล้ว
คาดไม่ถึงเลยว่า ในยามนี้ ประตูรั้วที่ปิดสนิทอยู่จะถูกเคาะ
รอยยิ้มบนมุมปากของฉินเหยาในห้องโถงพลันหุบลง นางขมวดคิ้วถาม “ใครรึ”
เป็นเสียงของหลิวฉี
“ท่านอาสะใภ้สาม ท่านช่วยเปิดประตูหน่อย!”
ฉินเหยาลอบถอนหายใจอย่างโล่งอก นางนึกว่าอินเยว่ตามมาถึงหน้าประตูบ้านเสียอีก
นางกำชับให้ฝาแฝดกลับไปคัดลายมือในห้องของตนเองแล้วให้อาวั่งไปเปิดประตู
หลิวฉีเดินเข้ามาคนเดียว เมื่อเห็นว่าฉินเหยาอยู่ในชุดที่เตรียมจะเข้านอนแล้วก็หลีกเลี่ยงที่จะไม่เข้าห้องโถงเพื่อไม่ให้เป็นที่ครหา เขาเพียงยืนอยู่ที่ลานบ้านแล้วพูดว่า
“ท่านอาสะใภ้สาม เมื่อครู่นี้พ่อของข้าเพิ่งจะไปรับท่านปู่กลับมาจากโรงหมอในเมือง ระหว่างทางเจอแม่นางคนหนึ่งถูกอันธพาลจากหมู่บ้านเซี่ยเหอสองคนตามตอแยก็เลยช่วยนางเอาไว้ แต่นางบอกว่านางเป็นศิษย์ของท่าน พ่อของข้ากลัวว่าจะเป็นพวกสิบแปดมงกุฎเลยให้ข้ามาถามท่านก่อน…”
หางตาของฉินเหยากระตุก นางไปสร้างเวรกรรมอะไรไว้นักหนา!