ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว - ตอนที่ 437 หากเป็นบุรุษคงจะดี
ตอนที่ 437 หากเป็นบุรุษคงจะดี
หลิวฉีที่ยืนอยู่ในลานบ้าน สัมผัสได้ถึงความเงียบอันน่าประหลาดในห้องโถงจึงตั้งใจเหลือบมองฉินเหยาแวบหนึ่ง
เมื่อเห็นสีหน้าของนางแตกต่างจากความอ่อนโยนกระตือรือร้นเมื่อครู่อย่างเห็นได้ชัด ในใจก็คาดเดาได้แล้วว่าแม่นางที่บิดาของตนพามาด้วยนี้ ต้องเป็นตัวปัญหาที่น่าปวดหัวเป็นแน่
“เจ้ารอข้าสักครู่”
ฉินเหยาหันหลังกลับเข้าห้องไปเปลี่ยนเสื้อผ้าแล้วใช้ปิ่นเงินรวบผมยาวที่แห้งแล้วขึ้น
นางเลือกขนมหนึ่งห่อที่ซื้อกลับมาจากอำเภอในวันนี้แล้วไปที่ห้องครัวตักข้าวฟ่างในโอ่งข้าวออกมาประมาณสิบจิน ส่งสัญญาณให้อาวั่งไปบอกพวกหลิวจี้พ่อลูกคำหนึ่ง จากนั้นจึงตามหลิวฉีออกจากประตูไป
หลิวฉีถือโคมไฟเดินนำหน้า ฉินเหยาเดินตามอยู่ด้านหลังพลางเอ่ยถามด้วยความห่วงใย “ท่านผู้ใหญ่บ้านสุขภาพเป็นอย่างไรบ้าง”
หลิวฉีถอนหายใจเฮือกหนึ่ง “นับตั้งแต่ป่วยเป็นไข้หวัดคราวก่อน สุขภาพของท่านปู่ก็ไม่เคยดีขึ้นเลย เมื่อหลายวันก่อนอาการทรุดลงกะทันหัน ไอออกมาเป็นเลือด พ่อกับท่านอาของข้ารีบพาท่านปู่ไปรักษาที่โรงหมอในเมือง วันนี้เพิ่งจะรับกลับมา ดูเหมือนจะดีขึ้นมากแล้ว”
“แต่ท่านก็อายุมากแล้ว พอถูกอาการป่วยทรมานเช่นนี้ พละกำลังก็ถูกโรคร้ายนี้สูบไปจนหมดสิ้น ท่านหมอกำชับว่าต่อไปจะกังวลใจหรือทำงานหนักอีกไม่ได้แล้ว ยังต้องบำรุงด้วยข้าวสารอย่างดี บอกว่าดื่มยามานานเกินไป ข้าวช่วยบำรุงกระเพาะอาหารได้”
ฉินเหยาจากหมู่บ้านไปสี่วัน ไม่นึกเลยว่าท่านผู้ใหญ่บ้านจะเข้าโรงหมอไปครั้งหนึ่ง
ไข้หวัดเล็กๆ น้อยๆ ก่อนหน้านี้กลับลุกลามจนรุนแรงถึงเพียงนี้
จริงดังว่า คนเราพออายุมากขึ้น ภูมิต้านทานของร่างกายก็สู้เมื่อก่อนไม่ได้
ฉินเหยาเองก็รู้สึกเสียดายอยู่บ้าง “เมื่อตอนขายหมาป่าก่อนสิ้นปี ท่านยังงัดข้อกับคนอื่นได้อยู่เลย”
“นั่นน่ะสิ” หลิวฉีเอ่ยด้วยน้ำเสียงหดหู่ “ตอนนี้จู่ๆ ก็รู้สึกเหมือนท่านปู่แก่ลงไปสิบปี พูดจายังไม่ดังเท่าเมื่อก่อนเลย”
ฉินเหยาเองก็ไม่รู้จะปลอบอย่างไร ได้แต่เดินตามอยู่ด้านหลังเงียบๆ คนทั้งสองมาถึงบ้านผู้ใหญ่บ้านในเวลาไม่นาน
ทันทีที่เข้าประตูไป สายตาเร่าร้อนสายหนึ่งก็จับจ้องมาที่ฉินเหยา
ฉินเหยาเงยหน้าขึ้นมองก็คืออินเยว่ที่ปล่อยผมลงครึ่งหนึ่ง ใช้เส้นผมปิดบังใบหน้า นั่งอยู่บนม้านั่งเตี้ยในห้องโถงบ้านผู้ใหญ่บ้านนั่นเอง
เมื่อเห็นนางมาถึง อินเยว่ก็รีบวางถ้วยน้ำแกงในมือลงแล้วลุกขึ้นยืน อาจจะเพราะรู้สึกละอายใจอยู่บ้างจึงไม่กล้าสบตานางตรงๆ ได้แต่ก้มหน้าลง
เมื่อครู่หลิวฉีบอกแล้วว่าพ่อของเขาช่วยอินเยว่มาจากเงื้อมมือของอันธพาลสองคนในหมู่บ้านเซี่ยเหอ
ฉินเหยาเดินเข้าไป สำรวจนางขึ้นๆ ลงๆ หนึ่งรอบ ไม่ได้บาดเจ็บ เพียงแต่ผมเผ้ายุ่งเหยิงไปบ้าง
“ไม่เป็นไรนะ” ฉินเหยาถาม
อินเยว่รีบส่ายหน้า เหลือบมองนางอย่างรวดเร็วแวบหนึ่ง สายตาที่มองมานั้นร้อนแรง ความหวังที่จะได้เป็นศิษย์พลันลุกโชนขึ้นอีกครั้ง
นางรู้ดี ผู้มีพระคุณไม่ใช่คนเลือดเย็นเหมือนที่แสดงออกภายนอกเป็นแน่ หัวใจของนางพลันอบอุ่นขึ้นมา
เมื่อฉินเหยาเห็นว่านางไม่เป็นไรก็ไม่สนใจนางอีกต่อไป ถือขนมและข้าวฟ่างที่ตนนำมาด้วยเข้าไปดูอาการผู้ใหญ่บ้านในห้อง
ทั้งครอบครัวเพิ่งจะกลับมาถึงบ้านได้ไม่นาน ผู้ใหญ่บ้านนอนมาหลายวันจนเบื่อแล้ว ตอนนี้จึงกระปรี้กระเปร่าเต็มที่
ฉินเหยาตามพ่อของหลิวฉีเข้าไปในห้องด้านใน ผู้ใหญ่บ้านกำลังนั่งพิงหัวเตียงดื่มโจ๊กอยู่
เมื่อเห็นฉินเหยาก็ยิ้มกว้าง “เจ้ามาแล้ว!”
ฉินเหยาพยักหน้า ชูข้าวฟ่างและขนมขึ้นให้เขาดูแวบหนึ่ง “ได้ยินหลิวฉีบอกว่าคราวนี้ท่านลำบากไม่น้อย ข้านำของหวานมาให้ท่านล้างความขมในปากเจ้าค่ะ”
มารดาของหลิวฉีรีบเดินเข้ามารับของพลางบอกว่าฉินเหยาเกรงใจเกินไปแล้ว ทั้งยังถามนางว่าจะดื่มน้ำชาหรือไม่
“ไม่ต้องหรอกเจ้าค่ะ พี่สะใภ้ ข้าแค่แวะมาเยี่ยมท่านผู้ใหญ่บ้าน พูดคุยสองสามประเดี๋ยวก็จะกลับแล้ว” ฉินเหยายิ้มปฏิเสธอย่างนุ่มนวล
“ได้ งั้นเจ้านั่งคุยไปก่อนนะ ข้าออกไปดูแลแม่นางที่น่าสงสารคนนั้นก่อน”
พอเดินมาถึงประตู มารดาของหลิวฉีก็เอ่ยถามขึ้นอย่างสงสัยอีกครั้ง “น้องสะใภ้ แม่นางคนนั้นบอกว่าเป็นศิษย์ของเจ้า จริงหรือเท็จกัน”
ฉินเหยาไม่ได้ยอมรับแต่ก็ไม่ได้ปฏิเสธ ได้แต่ขอร้องให้มารดาของหลิวฉีช่วยดูแลนางหน่อย พร้อมทั้งขอบคุณพวกเขาที่ช่วยนางกลับมา
บิดาของหลิวฉีร้องขึ้นมาเสียงหนึ่ง “จะขอบคุณอะไรกัน ในเมื่อเป็นคนที่เจ้ารู้จัก พวกเราก็ยิ่งต้องช่วยอยู่แล้ว”
พอนึกถึงอันธพาลสองคนในหมู่บ้านเซี่ยเหอ เขาก็ยังโมโหอยู่เลย เอ็ดขึ้นเสียงดังว่า
“ชายหนุ่มร่างกายสมบูรณ์แข็งแรงสองคน ไม่ทำงานทำการเป็นชิ้นเป็นอัน คราวหน้าถ้าไปหมู่บ้านเซี่ยเหอ ข้าจะต้องคุยกับพ่อแม่ของพวกเขาดีๆ เสียหน่อย ลูกเต้าอบรมสั่งสอนไม่ดี ปล่อยให้ไปรังแกแม่นางดีๆ!”
หากเจอพวกนักเลงหัวไม้จริงๆ แม่นางคนนั้นจะเป็นอย่างไรก็สุดจะรู้
“แต่แม่นางคนนั้นก็ร้ายกาจไม่เบา…” พ่อของหลิวฉีถือว่านั่นเป็นศิษย์ของฉินเหยาไปแล้วเรียบร้อย เพราะเมื่อครู่นางไม่ได้เอ่ยปฏิเสธ เขาจึงยกนิ้วโป้งขึ้นบอกฉินเหยา
“อันที่จริงก็ไม่นับว่าพวกเราช่วยนางหรอก ตอนที่พวกเราไปถึง แม่นางคนนี้ถือก้อนหินที่เก็บมาจากซอกหลืบไหนก็ไม่รู้ริมทาง ทุบไอ้พวกไร้น้ำยาสองคนนั้นอยู่หลายครั้ง ทุบจนคนร้องไห้ครวญครางหาพ่อหาแม่…”
พ่อของหลิวฉีนึกถึงรอยแผลเป็นน่ากลัวบนใบหน้าของแม่นางผู้นั้นขึ้นมาก็รู้ได้ทันทีว่านี่ไม่ใช่คนธรรมดาอย่างแน่นอน
เจ้าคนไร้น้ำยาสองคนนั้น เกรงว่าคงเป็นเพราะฟ้ามืดเกินไปจนมองไม่ชัด ถึงได้กล้าเข้าไปหาเรื่องเดือดร้อนใส่ตัว
ฉินเหยาลอบเลิกคิ้ว ไม่คิดว่าจะมีเรื่องราวเช่นนี้แทรกอยู่ด้วย
มิน่าเล่า ตอนที่ได้ยินหลิวฉีบอกว่าอินเยว่ถูกนักเลงสองคนรังแก นางถึงรู้สึกแปลกๆ อยู่ตลอด
“เหยาเหนียงเอ๋ย” ผู้ใหญ่บ้านเรียกฉินเหยาขึ้นเสียงหนึ่ง
ฉินเหยาและบิดาของหลิวฉีที่กำลังคุยกันอย่างออกรสหยุดลงแล้วหันไปมองผู้อาวุโส
ผู้ใหญ่บ้านเผยรอยยิ้มขมขื่นอย่างจนใจแล้วพูดว่า “ข้ารู้สึกว่าร่างกายของข้าคงจะไม่ไหวแล้วจริงๆ ต่อไปเรื่องในหมู่บ้าน คงต้องรบกวนพวกเจ้าคนหนุ่มสาวให้ช่วยเป็นธุระให้มากกว่านี้แล้วนะ”
ฉินเหยาไม่ได้คิดลึกถึงความหมายของชายชราที่จู่ๆ ก็เอ่ยเรื่องนี้ขึ้น อย่างไรเสียเขาก็เพิ่งจะหายดีจากการป่วยหนัก จิตใจย่อมอ่อนแอลงบ้าง จะมองโลกในแง่ร้ายบ้างก็เป็นเรื่องธรรมดา
นางยิ้มปลอบใจ “ตอนนี้ในหมู่บ้านก็ไม่มีเรื่องใหญ่อะไร ทุกคนสบายดี ไม่มีอะไรให้ท่านต้องกังวลหรอกเจ้าค่ะ”
“ท่านผู้เฒ่าอย่าคิดมากเลย พักผ่อนให้ดีๆ สักสองสามวันก่อน รอให้ร่างกายแข็งแรงแล้ว ค่อยไปหาพวกหัวหน้าตระกูลเล่านิทานให้เด็กๆ ฟังอย่างมีความสุขเถอะเจ้าค่ะ”
ผู้ใหญ่บ้านถอนหายใจยาว พอได้ยินนางพูดเช่นนี้ อารมณ์ก็ดีขึ้นไม่น้อย
แต่เขาเองก็ได้ตัดสินใจได้แล้ว ตำแหน่งผู้ใหญ่บ้านของเขานี้ ถึงเวลาที่ต้องส่งมอบออกไปแล้ว
เมื่อถึงตอนนั้น คงต้องขอฟังความคิดเห็นของเหยาเหนียงเสียหน่อยเพราะนางมองคนได้เฉียบขาดมาก
ฉินเหยาลุกขึ้นยืน “ท่านผู้ใหญ่บ้าน งั้นท่านพักผ่อนก่อนนะเจ้าคะ ข้าขอไปดูเด็กโง่คนนั้นที่ด้านหน้าก่อน รอท่านหายดีแล้ว พวกเรามาดื่มสุราด้วยกัน”
“ดี เจ้าไปเถอะ” ผู้ใหญ่บ้านมองนางยิ้มๆ มองอย่างไรก็พึงพอใจ ทั้งยังรู้สึกเสียดายเป็นอย่างยิ่ง
หากเหยาเหนียงเป็นบุรุษจะดีเพียงใดกันนะ
ตำแหน่งผู้ใหญ่บ้านนี้ เขาจะเลือกนางอย่างไม่ลังเลเลย!
ฉินเหยารู้สึกได้ว่าสายตาของท่านผู้เฒ่าค่อนข้างซับซ้อน แต่ในใจนางยังกังวลเรื่องอินเยว่เจ้ากรรมนายเวรผู้นั้นจึงพยักหน้าให้ผู้ใหญ่บ้านแล้วเดินออกไป
อินเยว่กินข้าวเสร็จแล้ว ปกติบ้านผู้ใหญ่บ้านไม่กล้ากินโจ๊กที่ต้มจากข้าวสารอย่างดี วันนี้เป็นเพราะบารมีของผู้ใหญ่บ้านโดยแท้ ทั้งครอบครัวรวมถึงแขกคนนอกเช่นอินเยว่จึงพลอยได้กินอยู่อย่างฟุ่มเฟือยไปด้วย
ทันทีที่ฉินเหยาปรากฏตัว อินเยว่ก็รีบลุกขึ้นยืน แอบย่องเงียบๆ ไปอยู่ข้างหลังนาง
ไม่ว่าใครเห็นก็ต้องคิดว่านี่คือศิษย์คนใหม่ที่ฉินเหยารับมา
ฉินเหยาขอบคุณบิดามารดาของหลิวฉีที่ให้การต้อนรับ ไม่อยากสร้างความลำบากให้พวกเขาอีกจึงถือโคมไฟพาอินเยว่จากไป
“ผู้มีพระคุณ” อินเยว่รีบเดินให้เร็วขึ้นเพื่อให้ทันฝีเท้าที่แข็งแรงของฉินเหยา
ฉินเหยาหันกลับมามองนางแล้วตะคอกเสียงเย็น “เจ้าตามข้ามาทำไม ข้าบอกแล้วว่าจะไม่รับเจ้าเป็นศิษย์ก็คือไม่รับเด็ดขาด!”
“ข้าจะขอเป็นศิษย์ของท่าน จะฝึกวรยุทธ์กับท่าน” อินเยว่กล่าวอย่างดื้อรั้น
ฉินเหยารำคาญเต็มที จงใจตะคอกใส่นาง “ถ้าตามมาอีก เชื่อหรือไม่ว่าข้าจะตีเจ้าให้ตาย!”
ในแววตาของอินเยว่เต็มไปด้วยความเชื่อใจ นางส่ายหน้า พูดทีละคำอย่างชัดถ้อยชัดคำ “ข้า-ไม่-เชื่อ”
ดี เจ้าไม่เชื่อใช่หรือไม่
ฉินเหยาปล่อยหมัดออกไปอย่างรวดเร็ว ลมจากหมัดพัดจนใบหน้าของอินเยว่บิดเบี้ยว
ใครจะรู้ว่านางไม่หลบไม่หลีก
แม้ว่านางจะรู้ดีว่าหมัดนี้สามารถทุบนางจนสมองกระจายได้
ในชั่วพริบตาสั้นๆ นั้น ฉินเหยาถึงกับมองเห็นความคิดอันน่ากลัวอย่าง ‘ถูกตีให้ตายก็ดีเหมือนกัน’ จากแววตาอันดื้อรั้นของนาง!