ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว - ตอนที่ 438 ความรู้สึกเหมือนมีบ้าน
ตอนที่ 438 ความรู้สึกเหมือนมีบ้าน
ฉินเหยาสูดหายใจลึกๆ รับเอาอากาศเย็นชื้นในคืนฤดูใบไม้ผลิเข้าไป หมัดที่ปล่อยออกไปเบี่ยงทิศทางอย่างหวุดหวิดในชั่วพริบตาก่อนที่จะกระแทกศีรษะของอินเยว่
ลมจากหมัดอันเฉียบคมพัดผ่านข้างแก้มของอินเยว่ไป นางเพียงขนตาสั่นไหวเล็กน้อยสองครั้ง
ดูออกว่าตกใจอยู่บ้าง แต่ก็ไม่ได้ตกใจมากนัก
“เจ้านี่มันร้ายกาจจริงๆ!” ฉินเหยาใช้หมัดเคาะหน้าผากของอินเยว่ไม่หนักไม่เบาพลางกัดฟันพูด
ช่างมันปะไร อยากจะทำอะไรก็ทำไป!
พรุ่งนี้ฟ้าสางเมื่อใด จะจับนางโยนเข้าไปทำงานหนักในโรงงานเสีย!
ตอนที่ฉินเหยาพานางเข้าประตูไป ในบ้านก็เงียบสงบลงแล้ว พวกพ่อลูกนอนหลับกันหมดแล้ว
ฉินเหยาชี้ไปที่โอ่งน้ำหน้าประตูห้องครัว “ไปจัดการตัวเองให้เรียบร้อยเสีย”
จากนั้นก็เข้าไปในห้องเพื่อหาผ้าห่มและผ้าผืนสำรอง ยื่นผ้าให้อินเยว่แล้วนำผ้าห่มไปปูที่ห้องข้างเล็กๆ ข้างระเบียง
เมื่อปูผ้าห่มเสร็จ อินเยว่ก็ล้างหน้าล้างตาเสร็จและตามเข้ามา
ในยามค่ำคืนมืดเกินไป มองอะไรก็ไม่ชัดเจน อินเยว่เพียงรู้สึกได้ว่าลานบ้านหลังนี้จัดวางอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย พื้นดินสะอาดสะอ้าน ในห้องยังมีกลิ่นหอมของดอกไม้และผลไม้จางๆ
อากาศแห้งสบาย แสงเทียนสว่างไสว มีชีวิตชีวา แตกต่างจากกระท่อมมุงหญ้าคาที่ทั้งชื้นและมืดมนในหมู่บ้านซิ่งฮวาของนางโดยสิ้นเชิง
ที่นี่…ให้ความรู้สึกเหมือนบ้าน
“คืนนี้เจ้านอนที่นี่ไปก่อน” ฉินเหยาตั้งเชิงเทียนทิ้งไว้ สั่งเสร็จก็ทำท่าจะเดินจากไป
อินเยว่รีบกล่าวขอบคุณ มองส่งนางเข้าห้องนอนใหญ่ไป จากนั้นจึงปิดประตูแล้วนอนลงในห้องข้างเล็กๆ ห้องนี้
ในคืนนี้ อินเยว่ฝัน
นางฝันว่าพี่ชายและพี่สะใภ้ใหญ่มาตามหานาง บอกว่าที่บ้านได้ปฏิเสธการแต่งงานกับคหบดีเฒ่าคนนั้นแล้วและจะพานางกลับบ้าน ยังบอกอีกว่าต่อไปนี้นางอยากจะทำอะไรที่บ้านก็ได้ ท่านพ่อท่านแม่จะไม่บังคับให้นางแต่งงานอีกต่อไป
เพราะในความฝันนั้นนางได้ตื่นขึ้นมารอบหนึ่งแล้วและรู้ดีว่าครอบครัวเช่นนั้นมีอยู่เพียงในฝันเท่านั้น
โดยปกติแล้วหลิวจี้จะเป็นคนตื่นเช้าที่สุดในบ้าน แต่วันนี้เมื่อเขากลับมาจากห้องน้ำก็ต้องประหลาดใจเมื่อพบว่าในเรือนส่วนหน้ากลับมีเสียงกุกกักๆ แว่วมา
วันนี้อาวั่งกล้าตื่นเช้ากว่านายท่านใหญ่เช่นเขาอย่างนั้นรึ
ยังอยากมีชีวิตอยู่หรือไม่ ธรรมเนียมปฏิบัติง่ายๆ แค่นี้ก็ไม่เข้าใจ!
หลิวจี้เดินผ่านระเบียงไปยังเรือนส่วนหน้าด้วยความสงสัย เมื่อเห็นอินเยว่ที่กำลังถือไม้กวาดกวาดลานบ้านอยู่ก็ตกใจจนแทบขวัญหนีดีฝ่อ
“เจ้ามาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร” หลิวจี้เอ่ยถามอย่างตกตะลึง
เขากลัวว่าตนเองจะตาฝาดจึงขยี้ตาแรงๆ แล้วมองอีกครั้ง อินเยว่หันกลับมาแล้วย่อตัวลงเล็กน้อยเพื่อคารวะเขา
ฉินเหยาไม่ยอมรับตนเป็นศิษย์ แต่ในใจของอินเยว่ได้ยอมรับไปแล้วว่านางคืออาจารย์ของตน
เช่นนั้นแล้ว คนที่อยู่ตรงหน้าก็ย่อมเป็นท่านอาจารย์เช่นกัน
เมื่อพบสามีของท่านอาจารย์ ผู้เยาว์ย่อมต้องทำความเคารพ
อินเยว่เองก็ไม่ได้คิดจะปิดบังเอ่ยตอบตามตรง “เรียนท่านอาจารย์ เป็นข้าที่แอบตามมาเมื่อคืนนี้เองเจ้าค่ะ ผู้มีพระคุณใจอ่อนจึงได้พาข้ากลับมาพักด้วยชั่วคราวหนึ่งคืน”
แน่นอนว่าหากเป็นไปได้ นางก็ไม่เกี่ยงที่จะปูเสื่อนอนในลานบ้านนี้ไปยาวๆ
“เจ้าเรียกข้าว่าอะไรนะ” หลิวจี้ถามย้ำ
อินเยว่วางไม้กวาดลง เดินเข้ามาข้างหน้าแล้วย่อตัวคารวะอย่างเป็นทางการ “อินเยว่คารวะท่านอาจารย์ ท่านอาจารย์มีอะไรจะสั่งสอนหรือไม่เจ้าคะ อินเยว่ยินดีรับใช้”
หลิวจี้คิดในใจ ในที่สุดภรรยาของเขาก็เจอคู่ต่อกรแล้ว
เขารีบโบกมือ “ข้าไม่มีอะไร เจ้าทำงานของเจ้าต่อไปเถอะ อาจารย์อย่างข้าขอตัวก่อน”
ทำการบ้านช่วงเช้าเสร็จ เขาก็ต้องไปรับใช้ที่เรือนปทุม ไม่เพียงแต่ต้องเป็นตัวสร้างความบันเทิงให้ท่านผู้เฒ่า ยังต้องเตรียมพร้อมรับการทดสอบจากผู้เฒ่าตลอดเวลา ไม่ได้ว่างไปกว่าฉินเหยาเท่าใดนัก
“อินเยว่น้อมส่งท่านอาจารย์” อินเยว่คารวะอีกครั้ง เมื่อเห็นหลิวจี้เข้าไปในห้องหนังสือแล้วจึงค่อยลุกขึ้น
นางเพิ่งจะหันกลับไปหยิบไม้กวาดเพื่อจะทำความสะอาดต่อก็พบว่าไม้กวาดของตนถูกคนอื่นยึดไปแล้วและกำลังก้มหน้ากวาดอย่างขะมักเขม้น
นางเดาว่าน่าจะเป็นคนในบ้านของผู้มีพระคุณ แต่เนื่องจากอินเยว่ไม่เคยพบหน้ามาก่อนจึงได้แต่เอ่ยถามอย่างระมัดระวัง
“ท่านคือ?”
เพราะกลัวว่าอีกฝ่ายจะตกใจใบหน้าของตนเอง นางจึงจงใจปัดปอยผมข้างแก้มมาด้านหน้าเล็กน้อยเพื่อปิดรอยแผลเป็น
อาวั่งเงยหน้าขึ้น มองสำรวจนางหนึ่งรอบ เมื่อเหลือบเห็นความพิเศษบนใบหน้าของนางก็ประหลาดใจเล็กน้อย แต่ไม่ได้ตกใจกลัว
เขาพูดน้อยแต่ได้ใจความ “ข้าชื่ออาวั่ง”
พูดจบก็ทำงานที่ตนควรทำต่อไป
อินเยว่แนะนำตนเอง “อาวั่ง ข้าชื่ออินเยว่ เจ้าจะเรียกข้าว่าเยว่เหนียงก็ได้”
ทั้งสองคนดูอายุไล่เลี่ยกัน อินเยว่ไม่รู้ว่าตนเองหรือเขาใครแก่กว่ากันจึงไม่ได้เรียกว่าพี่
อาวั่งรับคำเสียงหนึ่งแล้วมองนางอย่างระแวดระวังราวกับกลัวว่าจะถูกแย่งงานไป ท่าทีเต็มไปด้วยความรู้สึกถึงวิกฤต
หลังจากกวาดพื้นเสร็จ อาวั่งก็ไปจุดไฟในห้องครัว ต้มน้ำร้อนพลางเทเศษอาหารที่เหลือลงในถังรำ เติมรำข้าวที่ร่อนจากการสีข้าวลงไปสองสามกระบวย คนให้เข้ากันแล้วหั่นเศษผักเน่าผสมเข้าไป ยกไปหลังบ้านเพื่อให้อาหารไก่และวัว
สูตรอาหารนี้ ไก่และวัวชอบกินที่สุด พออาวั่งถือถังเข้าไปใกล้ เมื่อรู้ว่าอาหารมาแล้ว ไก่ในเล้าก็ตื่นเต้นจนกระพือปีก ส่งเสียงร้องกุ๊กๆ ออกมา
หลังจากให้อาหารสัตว์ในบ้านเสร็จ อาวั่งยังจะจูงเหล่าหวงไปที่ริมแม่น้ำตีนเขา ปล่อยให้มันเดินเล่นหาหญ้าสดกินเอง
หลังจากปล่อยม้ากลับมา ระหว่างทางผ่านสวนผักก็เด็ดผักสดมาหนึ่งหัวแล้วจึงกลับเข้าบ้านเพื่อลงมือเตรียมอาหารเช้าสำหรับทั้งครอบครัว
ตอนนั้นเด็กๆ ก็ตื่นกันแล้ว อาวั่งแบ่งข้าวปั้นที่ทำเสร็จแล้วให้พวกเขาแล้วห่ออาหารกลางวันของเด็กทั้งสี่คนยัดใส่หีบหนังสือของพวกเขา
ทั้งหมดเป็นไปอย่างเร่งรีบ วิ่งไปยังเรือนเก่า ขึ้นรถม้าที่หลิวจ้งขับแล้วมุ่งหน้าไปยังสำนักศึกษา
เรื่องที่มีพี่สาวคนหนึ่งเพิ่มขึ้นมาในบ้าน พวกต้าหลางสี่พี่น้องรีบไปสำนักศึกษาจนไม่มีเวลาได้ถาม
แต่เช้านี้ฉินเหยาไม่ได้ถูกปลุกด้วยเสียงร้องเรียกท่านแม่ซ้ำๆ เพราะอินเยว่ที่ไม่มีอะไรทำในที่สุดก็หางานที่ตนเองทำได้จนเจอ นั่นก็คือการรวบผมให้เด็กๆ
เรื่องในห้องครัวนางทำไม่เป็นเลยสักอย่างเพราะเมื่อก่อนฐานะทางบ้านดีจึงยังไม่ถึงคราวนางต้องลงมือเอง
แต่เรื่องการรวบผม อินเยว่นั้นมีพรสวรรค์มาก ตั้งแต่เล็กก็เรียนรู้วิธีการเกล้าผมมากมาย
วันนี้ทรงผมของซานหลาง ในที่สุดก็ไม่ใช่แค่มวยผมที่ทำอย่างลวกๆ อีกต่อไป
อินเยว่เกล้ามวยให้เขาไว้บนศีรษะ ยังเหลือผมสองปอยไว้ข้างขมับแล้วถักเป็นเปียเล็กๆ แล้วปล่อยลงมา
ผิวของซานหลางไม่ได้ขาวราวหิมะ เด็กชนบทไม่มีใครขาวมากนัก เว้นเสียแต่ว่าจะไม่ออกไปวิ่งเล่นข้างนอก
แต่ผิวของเขาเนียนละเอียดเป็นอย่างมาก
ฉินเหยาจงใจซื้อน้ำมันบำรุงผิวมา ให้พวกเขาทาก่อนไปสำนักศึกษาทุกวัน ผิวของเด็กๆ ทุกคนจึงเรียบเนียนสะอาดสะอ้าน บวกกับหน้าตาที่ไม่เลว พอทำผมเสร็จก็ดูคล้ายกับคุณชายน้อยจากตระกูลไหนสักแห่ง
ในที่สุดซื่อเหนียงก็ได้ทรงผมใหม่เอี่ยม มวยผมคู่แยกข้างประบ่า
ประดับด้วยที่คาดผมประดับมุกที่ฉินเหยาซื้อให้ ความสวยเพิ่มขึ้นไปอีกสองระดับ
ซื่อเหนียงส่องกระจกทองแดงซ้ำไปซ้ำมา พอใจอย่างยิ่ง แอบหวังว่าพรุ่งนี้เช้าพี่สาวที่มาเป็นแขกที่บ้านคนนี้จะช่วยนางรวบผมอีก
หลังจากส่งเด็กๆ ที่บ้านไปแล้ว หลิวจี้ก็ถือหีบหนังสือออกจากบ้าน มุ่งหน้าไปยังเรือนปทุม
ไม่ทันเวลาแล้ว มือหนึ่งเขาถืออาหารเช้า มือหนึ่งลากหีบหนังสือ พละกำลังถูกฝึกฝนมานานแล้วจึงวิ่งเหยาะๆ ไปพลางกินไปพลาง ไม่หอบเลยสักนิด
ภายในลานบ้านเงียบสงบลงอีกครั้ง เหลือเพียงอาวั่งที่กำลังจัดการอาหารเช้าอยู่ในห้องครัวและอินเยว่ที่ไม่รู้จะทำอะไรได้แต่ยืนนิ่งอยู่ใต้ชายคาห้องโถง
ส่วนฉินเหยา หากไม่มีเรื่องด่วนอะไร ยามนี้ยังไม่ถึงเวลาตื่นของนาง
ในห้องครัว กลิ่นหอมของอาหารโชยมาตลอดเวลา อินเยว่ลูบท้อง แอบกลืนน้ำลายลงคอ
ตื่นเช้าขนาดนี้ ตอนนี้ท้องของนางร้องโครกครากแล้ว
แต่นางยังไม่ได้ทำงานอะไรเลย พอคิดจะทำอะไรสักอย่าง คนที่ชื่ออาวั่งผู้นั้นก็โผล่มาราวกับผีแล้วแย่งงานไปทำเสียอย่างนั้น
ตอนแรกอินเยว่คิดว่าเขาแค่เกรงใจ แต่ตอนหลังนางถึงได้เข้าใจว่าคนผู้นี้แปลกมาก เขากลัวนางจะแย่งงานของเขาไปทำ!
แต่ว่า…แค่ทำงาน นี่มันเป็นเรื่องดีที่ต้องแย่งกันทำขนาดนั้นเลยหรือ
อินเยว่เกาหัว ไม่ค่อยเข้าใจนัก