ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว - ตอนที่ 439 ระดับความรู้มีจำกัด
ตอนที่ 439 ระดับความรู้มีจำกัด
อาวั่งกินข้าวปั้นไปสองลูกรวด ถึงได้นึกอะไรขึ้นมาได้
เขาหันกลับไป มองไปยังอินเยว่ที่ยืนมองตนเองตาแป๋วอยู่หน้าประตูห้องโถงแล้วถาม “เจ้ากินกี่ลูก”
อินเยว่ดีใจอย่างยิ่ง คนหิวย่อมไม่สนศักดิ์ศรีอะไรทั้งนั้น นางรีบวิ่งยิ้มแฉ่งเข้ามาแล้วตอบ “สองลูก”
อาวั่งพยักหน้า ลุกขึ้นไปล้างมือแล้วปั้นข้าวปั้นให้สองลูกด้วยตนเอง
ข้าวปั้นนี้ไม่ใช่ข้าวล้วนๆ ข้างในยังผสมข้าวเหนียวลงไปด้วย มีความหนืดเล็กน้อยแต่ก็ไม่เลี่ยนจนเกินไป ข้างในยังห่อด้วยหัวไชเท้าดองเปรี้ยวหั่นเต๋าและกากหมู
หากอยากกินเผ็ดก็สามารถใส่พริกลงไปได้ด้วย
ข้าวปั้นคำนี้พอกินเข้าไปก็อร่อยจนดวงตาของอินเยว่เป็นประกาย “อร่อยจังเลย!”
อาวั่งร้องอืมพลางพยักหน้า ความมั่นใจเพียงเท่านี้เขายังมีอยู่
“เจ้ากำลังรอฮูหยินอยู่ใช่หรือไม่” อาวั่งเก็บกวาดห้องครัวไปพลางชวนคุยไปเรื่อยเปื่อย
นายท่านใหญ่เคยกล่าวไว้ว่า บุรุษต้องเป็นฝ่ายเริ่มก่อน อย่าปล่อยให้หญิงสาวต้องรู้สึกกระอักกระอ่วน
อินเยว่นั่งลงบนม้านั่งตัวเล็กหน้าเตาไฟ กลืนข้าวปั้นในปากลงไปให้หมดก่อน ถึงได้พยักหน้าตอบรับ
“อาวั่ง ผู้มีพระคุณจะตื่นนอนยามไหนหรือ” นางเอ่ยถามอย่างใคร่รู้
อาวั่งตอบ “ไม่รู้ แล้วแต่อารมณ์ฮูหยิน”
เขาเงยหน้ามองดูสีของท้องฟ้านอกบ้าน “แต่ก็น่าจะใกล้แล้วล่ะ”
อินเยว่กล่าวอย่างมองโลกในแง่ดี “งั้นข้ารออีกหน่อย”
แต่การรอเฉยๆ เช่นนี้ก็ช่างน่าอึดอัด อินเยว่กินข้าวปั้นเสร็จแล้วก็ลุกขึ้นเตรียมจะช่วยงาน
นางถามอาวั่งว่า “ข้าพอจะทำอะไรได้บ้างหรือไม่ ข้าทำงานเก่งนะ อาวั่ง เจ้าช่วยหางานให้ข้าทำหน่อยเถอะ”
อาวั่งทำท่าจะโพล่งออกไปตามสัญชาตญาณว่า ไม่ได้
แต่ในชั่วพริบตา ในสมองก็พลันนึกถึงเสียงของนายท่านใหญ่ขึ้นมาอีกครั้ง บุรุษห้ามพูดว่าไม่ได้เด็ดขาด!
“งั้น…” อาวั่งมองไปรอบๆ ห้องครัวหนึ่งรอบ ในที่สุดก็หาอะไรให้นางทำได้อย่างยากลำบาก เขาชี้ไปที่ซึ้งนึ่งที่ยังไม่ทันได้ล้างตรงมุมห้องแล้วพูดว่า “เจ้าไปล้างนั่นเถอะ”
“ได้!” อินเยว่รับคำทันที ท่าทางดีอกดีใจนั้น หากใครไม่รู้คงนึกว่าให้นางไปล้างทองคำเสียอีก
นางรีบหาแปรงมาทันที ถือซึ้งนึ่งไปยังอ่างหินใหญ่นอกบ้าน ตักน้ำขึ้นมาขัดๆ ถูๆ
อาวั่งกำลังเตรียมวัตถุดิบสำหรับมื้อกลางวันอยู่ในห้องครัวพลางฟังเสียงเคลื่อนไหวที่ดังมาจากนอกบ้าน
แค่ล้างซึ้งนึ่งเท่านั้น เหตุใดถึงมีเสียงแตกร้าวดัง “เปรี๊ยะๆ” ออกมาด้วยเล่า
ในใจรู้สึกไม่วางใจจึงแอบยื่นศีรษะออกไปสังเกตการณ์ พอมองดูเท่านั้นแหละ หัวใจของอาวั่งก็พลันบีบรัด
ไม้ไผ่บนซึ้งนึ่งกลับพลิกอออกมาราวกับดอกไม้ที่บานสะเปะสะปะ
และแม่นางคนนั้นก็ยังไม่รู้ตัวว่ามีอะไรผิดปกติ ถือแปรงฮัมเพลงเบาๆ พลางขัดล้างไม้ไผ่ที่หลุดออกมาทีละเส้นอย่างมีความสุข
‘อย่าไปสนใจว่าสตรีกำลังทำอะไรอยู่ แม้ว่านางกำลังรื้อบ้าน ขอเพียงนางยังยิ้มอยู่ก็อย่าได้เข้าไปขัดจังหวะเด็ดขาด มิฉะนั้นผลที่ตามมาจะคาดเดาไม่ได้!’
ในช่วงเวลาสำคัญ คำสั่งสอนของนายท่านใหญ่ก็ผุดขึ้นมาในสมองอีกครั้ง
อาวั่งขมวดคิ้วมุ่น ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วหดเท้าที่เตรียมจะก้าวออกไปห้ามกลับมา
ช่างเถอะ รอให้ฮูหยินมาจัดการนางก็แล้วกัน!
พูดถึงฮูหยิน ฮูหยินก็มา
ประตูห้องนอนใหญ่ที่ปิดสนิทอยู่ค่อยๆ เปิดออก
ฉินเหยายืนอยู่ที่ประตูอย่างสบายอารมณ์ แหงนหน้าขึ้นอาบแดดพลางบิดขี้เกียจอย่างพึงพอใจ
“ฮูหยิน” อาวั่งเรียกนาง สายตาก็เหลือบไปทางอ่างหินอย่างร้อนรน ฮูหยิน ท่านรีบดูนางเร็วเข้า!
ฉินเหยามองตามคำเตือนของอาวั่งไป อินเยว่ก็ยกซึ้งนึ่งที่แตกเป็นดอกไม้ขึ้นมา ส่งยิ้มสดใสให้นาง “ผู้มีพระคุณ! ข้าล้างซึ้งนึ่งจนสะอาดแล้ว!”
ฉินเหยาขมวดคิ้วเล็กน้อย นางจำได้ว่าซึ้งนึ่งไม่ได้มีหน้าตาแบบนี้นี่นา
ช่างเถอะ ไม่สำคัญ ฉินเหยาเดินมาที่ห้องครัว ถามอาวั่งว่ามีอะไรกินบ้าง
อาวั่งตอบ “ข้าวปั้น”
ฉินเหยาพยักหน้า “ได้ ข้าเอาข้าวปั้นห้าลูก ใส่พริกด้วย”
อาวั่งรับคำ หันกลับมามองนางอีกครั้ง แววตาเต็มไปด้วยความไม่เข้าใจ เขาคิดไม่ตกว่าเหตุใดฮูหยินถึงไม่จัดการอินเยว่ที่ล้างซึ้งนึ่งจนพังเหมือนกับที่จัดการนายท่านใหญ่
หรือว่า จะเป็นอย่างที่อินเยว่พูดจริงๆ ว่าฮูหยินรับนางเป็นศิษย์แล้ว
แต่ในไม่ช้า อาวั่งก็รู้ว่าตนเองคิดมากไป
ฮูหยินของเขาปฏิบัติต่อทุกคนที่สร้างความเสียหายอย่างเท่าเทียมกัน!
กินอาหารเช้าเสร็จ เก็บกวาดเรียบร้อย ฉินเหยาก็กวักมือเรียก จับตัวอินเยว่ออกไปข้างนอก
อินเยว่เอ่ยถามอย่างใคร่รู้ “ผู้มีพระคุณ พวกเราจะไปที่ไหนกันหรือ”
“โรงงานเครื่องเขียน”
อินเยว่ไม่เข้าใจ “ไปโรงงานเครื่องเขียนทำไมหรือ”
“ก็ไปทำงานน่ะสิ มิเช่นนั้นเจ้าคิดว่าจะไปทำอะไร”
ในที่สุดอินเยว่ก็สังเกตเห็นความผิดปกติ รีบหันหลังกลับหมายจะวิ่งหนีทันที
น่าเสียดายที่ยังไม่ทันได้ยกขาก็ถูกฉินเหยาคว้าคอเสื้อด้านหลังไว้ได้
อินเยว่ร้องขออย่างน่าสงสาร “ผู้มีพระคุณ ท่านสอนวรยุทธ์ให้ข้าเถอะนะ รอข้าฝึกวรยุทธ์สำเร็จแล้ว ข้าจะไม่มารบกวนท่านอีกเด็ดขาด!!”
“เจ้าอ่านหนังสือออกหรือไม่” ฉินเหยาถามกลับ
หัวข้อเปลี่ยนเร็วเกินไป อินเยว่มึนงงไปชั่วขณะ ถึงได้ส่ายหน้า “นี่เกี่ยวข้องกับการฝึกวรยุทธ์ด้วยหรือ”
ฉินเหยาแค่นหัวเราะเสียงหนึ่ง “ตัวอักษรยังไม่รู้จักแล้วยังจะคิดฝึกวรยุทธ์อีกรึ เจ้ารู้หรือไม่ว่าหัวใจของคนอยู่ที่ไหน รู้หรือไม่ว่าคำว่า ‘ตาย’ เขียนอย่างไร รู้หรือไม่ว่ากฎหมายแคว้นเซิ่งกำหนดไว้ว่าฆาตกรต้องชดใช้ด้วยชีวิต”
อินเยว่อ้าปากค้าง อยากจะโต้เถียง แต่เรื่องเหล่านี้ตนไม่รู้จริงๆ จึงได้แต่ก้มหน้าลงอย่างพ่ายแพ้
คนทั้งสองมาถึงโรงงานแล้ว ฉินเหยาโยนนางเข้าไปในโรงอาหารแล้วพูดกับนางเหอและนางชิวว่า
“นางชื่ออินเยว่ มาช่วยทำงาน พี่สะใภ้ใหญ่ พี่สะใภ้รอง พวกท่านมีอะไรก็สั่งนางได้เลย”
พูดจบก็นึกขึ้นได้ว่าอินเยว่ยังไม่มีที่อยู่จึงหันไปมองนางเหอแล้วพูดว่า “พี่สะใภ้ใหญ่ ท่านช่วยหานางที่พักให้นางด้วย ค่าเช่าก็หักจากค่าจ้างของนาง”
นางเหอรับคำอย่างงุนงงแล้วพยักหน้า “ได้”
อย่างไรเสียน้องสะใภ้สามสั่งให้ทำอะไรก็ทำอย่างนั้น ไม่จำเป็นต้องถามให้มากความ
นางจัดการเช่นนี้ย่อมต้องมีเหตุผลของนาง!
เมื่อเห็นว่าฉินเหยาโยนตนเองให้คนแปลกหน้าสองคนแล้วกำลังจะจากไป อินเยว่ก็รีบวิ่งตามไปอย่างร้อนรน “อาจารย์!”
พอร้อนรนก็เผลอเรียกคำที่อยู่ในใจออกมา
ฉินเหยาหันกลับมาถลึงตาใส่ อินเยว่รีบหยุดฝีเท้าลงทันที
นางฝืนกลั้นความชื้นในดวงตาเอาไว้แล้วพูดอย่างยากลำบาก “ข้าไม่รู้ว่าจะไปที่ไหน ไม่รู้ว่าจะทำอะไรได้ การฝึกวรยุทธ์เพื่อล้างแค้นให้เสาเย่า เป็นสิ่งเดียวที่ข้าคิดออก…”
ตุบ! สิ้นเสียง อินเยว่ก็คุกเข่าลง คารวะอย่างหนักหน่วงหนึ่งครั้ง “ขอผู้มีพระคุณโปรดช่วยเหลือให้ข้าสมปรารถนาด้วย!”
สีหน้าของฉินเหยาไหววูบเล็กน้อย มองดูอินเยว่ที่คุกเข่าอยู่บนพื้นแล้วมองดูนางเหอและนางชิวที่ถือตะหลิวยืนตาค้างอยู่หน้าเตาไฟ นางหันหลังกลับแล้วยกมือกุมขมับอย่างเหนื่อยใจ
พอหันกลับมาอีกครั้งก็เก็บซ่อนอารมณ์ทั้งหมดเอาไว้แล้วกล่าวอย่างเย็นชา “รอเจ้าเรียนรู้ตัวอักษรครบหนึ่งพันตัวแล้วค่อยมาหาข้า”
พูดจบก็หันหลังเดินจากไปอย่างรวดเร็ว
อินเยว่เงยหน้าขึ้นอย่างตื่นเต้น น้ำตากลิ้งไหลลงมาพร้อมรอยยิ้ม
นางปาดหยดน้ำตาทิ้งไป ลุกขึ้นยืน พับแขนเสื้อขึ้นแล้วเดินไปทางนางเหอและนางชิว ถามพวกนางว่าตนต้องทำอะไรบ้าง
ก่อนหน้านี้ใต้เท้านายอำเภอบอกว่า สวัสดิการในโรงงานเครื่องเขียนของหมู่บ้านตระกูลหลิวดีมาก ไม่เพียงแต่มีอาหารให้สองมื้อต่อวัน ตอนเย็นเลิกงานยังสามารถไปเข้าชั้นเรียนสอนหนังสือเพื่ออ่านเขียนได้อีกด้วย
อีกไม่นาน นางก็จะเรียนรู้ครบหนึ่งพันตัวอักษรแล้ว อินเยว่เต็มไปด้วยความมั่นใจในตนเอง
งานในโรงอาหารเสร็จสิ้นลงในช่วงบ่ายแก่ๆ
หลังจากเลิกงาน นางเหอพาอินเยว่ไปเช่าห้องในเรือนเก่าของหลิวต้าฝูซึ่งอยู่ติดกับบ้านของเฉียนวั่ง
เมื่อเห็นว่าอินเยว่ไม่มีสัมภาระอะไรเลยก็ไปหาผ้าห่มจากที่บ้านมาให้นางหนึ่งผืน
ส่วนของที่เหลือ ให้นางรอรับค่าจ้างแล้วค่อยไปหาซื้อเอง
หลังจากทำภารกิจที่ฉินเหยามอบหมายให้เสร็จสิ้น นางเหอก็กลับบ้านไป
อินเยว่เก็บกวาดห้องเล็กๆ ของตนอยู่ครู่หนึ่งก็มุ่งหน้าไปยังชั้นเรียนสอนหนังสืออย่างกระตือรือร้น
เมื่อมองดูตัวอักษรห้าตัวที่หลิวฉีซึ่งเป็นผู้สอนเขียนไว้บนกระดาน อินเยว่ถึงได้ตระหนักว่าสถานการณ์ไม่สู้ดีนัก
เพื่อดูแลเหล่าคนงานที่อายุมากในโรงงาน ตอนนี้ชั้นเรียนสอนหนังสือจึงสอนเพียงวันละห้าตัวอักษรเท่านั้น
อินเยว่ยกนิ้วขึ้นมานับ วันละห้าตัวอักษรกว่านางจะเรียนครบหนึ่งพันตัวอักษรจะต้องใช้เวลากี่วัน
ผลลัพธ์คือ…ระดับความรู้มีจำกัด นางคำนวณไม่ออกเลย!
บทเรียนการรู้หนังสือครั้งแรกในโรงงานเครื่องเขียน ทำเอาอินเยว่มึนงงไปเลย
ฉินเหยาที่แอบสังเกตการณ์อยู่ เจ้าเด็กน้อย แค่นี้ยังจะมาสู้กับมารดาผู้นี้อีกหรือ~