ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว - ตอนที่ 440 ครอบครัวของซ่งอวี้
ตอนที่ 440 ครอบครัวของซ่งอวี้
ในหมู่บ้านเล็กๆ อันเงียบสงบกลางหุบเขาพลันมีเกวียนวัวคันหนึ่งขับเข้ามา
ยามนี้ทุกครัวเรือนกินอาหารเย็นเสร็จแล้วและกำลังจะเข้านอน มีเพียงเสียงสุนัขเห่าดังขึ้นเป็นครั้งคราว
เกวียนวัวแล่นผ่านหมู่บ้านอันเงียบสงบแล้วมาหยุดลงที่หน้าสะพานเล็กๆ แห่งหนึ่ง สองสามีภรรยาอายุราวยี่สิบห้ายี่สิบหกปีจูงเด็กชายอายุราวแปดเก้าขวบคนหนึ่งหยิบห่อผ้าบนรถแล้วลงจากรถไป
บุรุษจ่ายค่าโดยสารแล้วถามสารถีอีกครั้ง “ข้ามสะพานไปแล้วคือบ้านหลังนั้นใช่หรือไม่”
สารถีมาจากหมู่บ้านเซี่ยเหอ เขามาที่นี่บ่อยครั้งจึงยิ้มรับค่าโดยสารแล้วพยักหน้าซ้ำๆ “ใช่แล้วๆ นั่นแหละบ้านของผู้จัดการใหญ่ฉิน”
สารถีเกิดความสงสัยจึงเอ่ยถามขึ้นอีกประโยค “พวกท่านเป็นญาติของนางหรือ”
สองสามีภรรยาส่ายหน้า ไม่คิดจะตอบคำถาม กล่าวขอบคุณสารถีแล้วจูงบุตรชายที่มองไปรอบๆ อย่างใคร่รู้เดินไปยังลานบ้านเล็กๆ ที่อยู่อีกฝั่งของแม่น้ำ
บ้านของฉินเหยาในยามนี้กำลังคึกคักเป็นอย่างยิ่ง
วันนี้อาหารเย็นเริ่มช้าไปบ้าง บวกกับเด็กๆ ที่บ้านต้องทำการบ้าน ผู้ใหญ่เองก็มีงานให้ทำไม่หมดสิ้น ยามนี้เพิ่งจะกินอาหารเย็นเสร็จ นั่งย่อยอาหารอยู่ที่โต๊ะ นอกจากอาวั่งแล้ว ครอบครัวทั้งหกคนที่เหลือต่างก็ขยับตัวไม่ไหว
พวกต้าหลางสี่พี่น้องกำลังถกเถียงกันว่าทรงผมใหม่อันงดงามของซานหลางและซื่อเหนียงในวันนี้เป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ในสำนักศึกษาอย่างไรบ้าง หลิวจี้เพิ่งจะเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ มาทั้งวัน ตอนนี้พอได้ยินเรื่องเหล่านี้ก็รู้สึกว่าสมองไม่ได้พักผ่อนแม้แต่น้อย วิงเวียนจนหัวหมุน
เขากำลังจะตวาดให้พวกเด็กๆ กลับไปส่งเสียงดังในห้องของตนเอง แต่แล้วเสียงที่ไม่คุ้นเคยจากนอกประตูก็ดังขึ้นมาก่อน
เสียงเคาะประตู “ตึง ตึง” ดังขึ้นสองครั้งพร้อมกับเสียงบุรุษที่ฟังดูสุภาพตะโกนขึ้นว่า
“ผู้จัดการใหญ่ฉิน บ่าวซ่งอวี้ นายท่านซ่งมีคำสั่งให้บ่าวมารายงานตัว ระหว่างทางเสียเวลาไปบ้าง ตอนนี้เพิ่งจะมาถึง หวังว่าผู้จัดการใหญ่ฉินจะเปิดประตูให้บ่าวและครอบครัวได้ขออภัยท่านด้วยตนเอง!”
ครอบครัวทั้งหกคนในห้องโถงสบตากันพร้อมเพรียง พวกเขาเงียบลงในทันที จากนั้นหลิวจี้และสี่พี่น้องก็หันไปมองฉินเหยาที่นอนเอกเขนกอยู่บนเก้าอี้เป็นตาเดียว
เพราะอีกฝ่ายเรียกหาผู้จัดการใหญ่ฉิน
เมื่อวานตอนที่ฉินเหยาออกจากจวนที่ว่าการอำเภอได้กำชับซ่งจางไว้ว่าอย่าลืมเรื่องที่เขารับปาก ตอนนั้นจากมาอย่างรีบร้อน ได้ยินเพียงซ่งจางพูดอยู่ไกลๆ ว่าพรุ่งนี้จะจัดการให้
แต่วันนี้ตั้งแต่เช้าจรดค่ำก็ไม่เห็นมีใครมา นางนึกว่าทางฝั่งซ่งจางมีธุระด่วนจนล่าช้า จัดการให้ไม่ทันเสียอีก
คาดไม่ถึงว่าเขาจะพูดจริงทำจริง
แม้ว่าตอนนี้ฟ้าจะมืดสนิทแล้ว อีกสองชั่วยามก็จะถึงวันใหม่
แต่หากนับดูแล้วก็ยังอยู่ในสัญญา
ฉินเหยาลุกขึ้นพลางเรียกให้อาวั่งไปเปิดประตู
เมื่อประตูเปิดออกก็พบว่าเป็นคู่สามีภรรยาหนุ่มสาวพร้อมกับเด็กชายตัวน้อยที่อายุไล่เลี่ยกันกับเอ้อร์หลาง
ทั้งสามคนมีท่าทีสนิทสนม มองปราดเดียวก็รู้ว่าเป็นครอบครัวเดียวกัน
ซ่งอวี้นำภรรยาและบุตรชายเข้าประตูมา พอเห็นฉินเหยาก็พากันคุกเข่าลงทันที
“บ่าวซ่งอวี้พร้อมด้วยภรรยาหลี่ซื่อและบุตรชายเสี่ยวไหลฝู ขอคารวะฮูหยิน นายท่าน นายน้อยทั้งสามและคุณหนู!”
พูดจบ ทั้งสามคนก็โขกศีรษะลงกับพื้นอย่างหนักแน่นหนึ่งครั้ง
พวกต้าหลางสี่พี่น้องที่เดินตามหลังฉินเหยามาเห็นเสี่ยวไหลฝูโขกศีรษะอย่างหนักแน่นก็คิดอยากจะเข้าไปดึงเขาขึ้นมาตามสัญชาตญาณ
แต่ถึงแม้ในใจจะคิดเช่นนั้น สี่พี่น้องก็ไม่ได้กระทำการอย่างผลีผลาม
พวกเขาอยู่ข้างกายท่านแม่มานาน ภายใต้การอบรมสั่งสอนของฉินเหยา สี่พี่น้องได้เรียนรู้ที่จะคิดไตร่ตรองให้รอบคอบก่อนลงมือทำแล้ว
ซ่งอวี้หยิบหนังสือขายตัวสองฉบับออกมาจากห่อผ้า ชูสองมือขึ้นเหนือศีรษะ ยื่นไปเบื้องหน้าฉินเหยา
“ฮูหยิน นี่คือหนังสือขายตัวของครอบครัวบ่าวขอรับ บัดนี้ท่านคือเจ้านายของครอบครัวบ่าวแล้ว หากเจ้านายมีความต้องการอันใด ซ่งอวี้และภรรยาหลี่ซื่อ จะทุ่มเทรับใช้สุดความสามารถขอรับ!”
ฉินเหยาเลิกคิ้วขึ้น ก้มหน้าลงมองหนังสือขายตัวสองฉบับที่ซ่งอวี้ยื่นมา
แสงในลานบ้านนั้นสลัวราง หลิวจี้ไม่รู้ว่าไปหยิบเชิงเทียนในห้องมาตั้งแต่เมื่อใด รีบยกขึ้นสูงเพื่อให้ฉินเหยามองเห็นได้ชัดเจน
นี่คือหนังสือขายตัวสองฉบับ บนสัญญาตำแหน่งเจ้าของเขียนชื่อฉินเหยาเอาไว้
เมื่อมีหนังสือขายตัวสองฉบับนี้ ชะตากรรมของสองสามีภรรยาซ่งอวี้ก็จะอยู่ในกำมือของฉินเหยา
นางจะให้พวกเขาอยู่ก็ต้องอยู่ จะให้ตายก็ต้องตาย นางสามารถขายพวกเขาให้ผู้อื่นได้ทุกเมื่อ ต่อให้ทั้งสามคนหนีไปก็สามารถอาศัยสัญญาฉบับนี้ขอความช่วยเหลือจากทางการเพื่อตามตัวกลับมาได้
สามีภรรยาคู่นี้ คนเป็นๆ สองคนได้กลายเป็นทรัพย์สินส่วนตัวของนางแล้ว
เพราะพวกเขาคือทาส คือชนชั้นที่ต่ำที่สุดในแคว้นเซิ่ง
นี่เป็นครั้งแรกในชีวิตที่หลิวจี้ได้เห็นหนังสือขายตัวเช่นนี้ สายตาของเขามองสลับไปมาระหว่างกระดาษกับครอบครัวซ่งอวี้ทั้งสามคน ทั้งรู้สึกแปลกใหม่และไม่อยากจะเชื่อ
ครอบครัวซ่งอวี้ทั้งสามคนแต่งกายสะอาดสะอ้าน เสื้อผ้าทำจากผ้าฝ้ายและไม่มีรอยปะชุนแม้แต่แห่งเดียว
ทั้งสามคนยังถูกเลี้ยงดูมาจนขาวอวบแข็งแรง เห็นได้ว่าเมื่อก่อนอาหารการกินไม่เลวเลย
การแต่งกายเช่นนี้ หากอยู่ที่หมู่บ้านตระกูลหลิว ยังดูดีกว่าชาวบ้านธรรมดาในหมู่บ้านตระกูลหลิวเสียอีก ไหนเลยจะมีท่าทีของทาสแม้แต่น้อย
หากไม่ใช่เพราะซ่งอวี้บอกฐานะของตนเองออกมา ใครจะรู้ว่าเขาเป็นทาส
แล้วยังฟังสำบัดสำนวนนั่นอีกกลับเป็นผู้มีความรู้เสียด้วย
หากไม่ใช่เพราะสถานการณ์ไม่เหมาะสม หลิวจี้อยากจะถามเสียจริงว่า เดี๋ยวนี้เหล่าผู้สูงศักดิ์มีเกณฑ์สำหรับทาสสูงขนาดนี้เชียวหรือ
แน่นอนว่าในฐานะนายท่าน เขาจะแสดงความอ่อนแอออกมาไม่ได้
ภายใต้การพยักหน้าส่งสัญญาณของฉินเหยา หลิวจี้ยกมือขึ้นบอกให้ครอบครัวซ่งอวี้ทั้งสามลุกขึ้นจากพื้น “กฎของบ้านเรา ข้อแรกก็คือห้ามคุกเข่า”
แต่ไม่รวมถึงนายท่านใหญ่ข้าผู้นี้ คนตัวเล็กๆ ในใจของหลิวจี้ได้แต่หลั่งน้ำตานองหน้า
ซ่งอวี้และหลี่ซื่อรีบพยักหน้ารับคำ “ขอรับ/เจ้าค่ะ”
ไม่มีความประหลาดใจ ไม่มีการถามว่าทำไม มีแต่การเชื่อฟังอย่างสมบูรณ์ทำให้รู้สึกว่าพวกเขาเป็นคนที่น่าไว้วางใจ
ฉินเหยานำหนังสือขายตัวมอบให้อาวั่งเก็บไว้ก่อนพลางส่งสัญญาณให้ครอบครัวซ่งอวี้ตามตนเข้าไปในห้องโถง
“อาวั่ง เจ้าไปต้มบะหมี่สามชามให้พวกซ่งอวี้ด้วย” ฉินเหยาสั่ง
ถือโอกาสแนะนำให้ทั้งสามคนรู้จัก “นี่คืออาวั่ง เรื่องใหญ่เรื่องน้อยในบ้านเขาเป็นผู้ดูแลทั้งหมด มีเรื่องอะไรไม่เข้าใจก็ไปหาเขาก่อนได้”
สองสามีภรรยาซ่งอวี้รีบเรียกอาวั่งอย่างเกรงใจและเอาใจว่า “พ่อบ้านอาวั่ง”
หลี่ซื่อกล่าวว่า “ฮูหยิน ให้บ่าวไปทำเองเถอะเจ้าค่ะ ถือโอกาสตามพ่อบ้านอาวั่งไปทำความคุ้นเคยกับห้องครัวของบ้านไปในตัวด้วย”
ซ่งอวี้ก็กล่าวเสริม “ฮูหยิน บ่าวมาถึงช้า รบกวนฮูหยิน นายท่าน นายน้อยและคุณหนูทั้งหลาย เดิมทีก็เป็นความผิดของพวกข้าแล้ว ฮูหยินไม่เพียงแต่ไม่ตำหนิ ยังกลับมาดูแลพวกข้าอีก บ่าวซาบซึ้งใจอย่างยิ่ง ไหนเลยจะกล้ารบกวนพ่อบ้านอาวั่งอีก”
“พอดีฝีมือทำอาหารของหลี่ซื่อไม่เลว ให้นางไปเตรียมเถอะขอรับ แป้งขาวนั้นดีเกินไป สิ้นเปลืองเกินไป ขอเพียงโจ๊กธัญพืชสามชามก็พอแล้ว”
หลี่ซื่อมองมาด้วยท่าทีประจบประแจงและหยั่งเชิง
ฉินเหยาหรี่ตาลงเล็กน้อย “พวกเจ้าไม่ต้องหยั่งเชิง ที่นี่เป็นชนบท ไม่มีธรรมเนียมมากมายอะไรนัก ทั้งยังไม่มีปัญญาจะมาใส่ใจกับกฎระเบียบพวกนี้ด้วย”
“พวกเจ้าได้รับการปฏิบัติอย่างไรที่บ้านตระกูลซ่งข้าไม่รู้ แต่ที่นี่ ข้ากินอะไรพวกเจ้าก็ได้กินอย่างนั้น ข้าใส่อะไรพวกเจ้าก็ได้ใส่อย่างนั้น ข้าใช้อะไรพวกเจ้าก็ได้ใช้อย่างนั้น”
ฉินเหยาเน้นย้ำอย่างจริงจังอีกครั้ง “ข้าต้องการคนที่มาช่วยแบ่งเบาภาระงาน ไม่ได้ขาดทาสรับใช้”
พูดจบก็ส่งสัญญาณให้อาวั่งทำตามที่ตนสั่งต่อไปแล้วหันหลังเดินเข้าห้องโถงไปอย่างรวดเร็ว
หลิวจี้ดึงเก้าอี้ราชครูให้นางตัวหนึ่ง ฉินเหยานั่งลง เขาเองก็นั่งลงบนเก้าอี้อีกตัว
แม้ว่าทั้งสองสามีภรรยาจะนั่งในตำแหน่งเดียวกัน แต่ซ่งอวี้และหลี่ซื่อมองปราดเดียวก็รู้ว่าใครคือคนที่มีอำนาจตัดสินใจในบ้านหลังนี้
ฉินเหยาส่งสายตาให้ต้าหลาง สี่พี่น้องที่นั่งนิ่งมาตลอดถึงได้ขยับตัว เดินเข้าไปทักทายเสี่ยวไหลฝูอย่างกระตือรือร้น ล้วนเป็นเด็กวัยเดียวกัน ไม่นานทั้งห้าคนก็ไปเล่นด้วยกันแล้ว