ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว - ตอนที่ 441 การจัดการ
ตอนที่ 441 การจัดการ
………………..
ฉินเหยาชี้ไปที่ม้านั่งและเก้าอี้ในห้อง “พวกเจ้านั่งตามสบาย ข้าจะเล่าสถานการณ์ในบ้านให้พวกเจ้าฟังก่อน”
หลี่ซื่อมองซ่งอวี้อย่างหวาดหวั่น ไม่รู้ว่าเป็นบททดสอบของเจ้านายใหม่หรืออะไรจึงไม่กล้านั่ง
ซ่งอวี้พยักหน้าให้นางพลางส่งสายตาปลอบโยนให้ เขาหยิบม้านั่งสองตัวที่อยู่ใกล้ที่สุดมาวางไว้ทางขวามือของเจ้าบ้าน ส่งสัญญาณให้ภรรยานั่งลงพร้อมกับตน
ฉินเหยาเห็นดังนั้นก็แอบพึงพอใจในใจ
ข้อเรียกร้องของนางไม่สูง ขอเพียงไม่ใช่คนหัวดื้อเป็นท่อนไม้ สามารถสื่อสารกันได้เหมือนคนปกติก็พอ
หลิวจี้ถาม “พวกเจ้านั่งรถมาหรือ”
หลี่ซื่อกำลังจะลุกขึ้นตอบ ฉินเหยาก็ยกมือขึ้นห้าม “นั่งพูดเถอะ ไม่ต้องลุกขึ้นตอบ”
“…เจ้าค่ะ” หลี่ซื่อยังไม่ค่อยชินนักจึงตอบรับช้าไปครึ่งจังหวะ
หลิวจี้เอ่ยถามซ่งอวี้อย่างใคร่รู้ “เจ้าอ่านหนังสือออกรึ อายุเท่าใดแล้ว”
ซ่งอวี้ตอบ “ตอบนายท่าน บ่าวเมื่อเยาว์วัยเคยเข้าสำนักศึกษาอยู่หลายปี ต่อมาที่บ้านประสบเคราะห์ภัย หลังจากเข้าสู่บ้านตระกูลซ่งแล้ว ท่านซ่งผู้เป็นนายเสียดายในความสามารถจึงได้หาอาจารย์ให้บ่าวเพื่อเรียนรู้การดูแลร้านค้าโดยเฉพาะขอรับ”
“ปีนี้บ่าวอายุยี่สิบหก หลี่ซื่ออายุยี่สิบห้าขอรับ”
หลิวจี้คำนวณดู ไม่คาดว่าอายุจะเท่ากับตน แต่ดูแก่กว่าเขามากเลย!
เขาพยักหน้าแสดงว่ารับรู้แล้ว ขณะเดียวกันก็ไม่ลืมเตือนหนึ่งประโยค “แทนตัวเองว่า ‘ข้า’ เถอะ ฮูหยินไม่ชอบได้ยินคำเรียกแทนตัวเองเหล่านี้ในบ้าน”
ซ่งอวี้พยักหน้าทันที “ขอรับ ข้าเข้าใจแล้ว”
ในใจลอบถอนหายใจอย่างโล่งอก รู้สึกว่าเจ้านายใหม่บ้านนี้ก็ไม่เลว ไม่ใช่ครอบครัวที่ชอบทรมานคนรับใช้
การซักถามของหลิวจี้สิ้นสุดลง ฉินเหยาก็เปิดฉาก ทั้งสองคนคนหนึ่งรับบทดี คนหนึ่งรับบทร้าย แบ่งงานกันอย่างชัดเจน
ฉินเหยาถามอย่างอ่อนโยน “พวกเจ้าสองคนเชี่ยวชาญอะไร มีความต้องการอะไรก็พูดออกมาได้ตามตรง”
ประโยคแรกสองสามีภรรยาซ่งอวี้เข้าใจได้ แต่ประโยคหลังนี้ นับเป็นครั้งแรกที่ได้ยินว่ามีเจ้านายถามความต้องการของคนรับใช้ด้วย
ไม่เพียงไม่รู้สึกยินดีกลับยิ่งหวาดหวั่นมากขึ้น
เพราะเจ้านายใหม่คนนี้ทำอะไรนอกกรอบโดยสิ้นเชิง
ตั้งแต่ก้าวเข้าประตูมาก็ทำให้สิ่งที่พวกตนเตรียมรับมือไว้ใช้การไม่ได้จนหมดสิ้นแล้ว
ซ่งอวี้และหลี่ซื่อลอบสบตากัน ได้แต่พลิกแพลงตามสถานการณ์ คล้อยตามความคิดของเจ้านายใหม่ไป
หลี่ซื่อตอบก่อน “บ่าว…”
เพิ่งจะอ้าปากก็ตระหนักว่าตนเองใช้คำเรียกแทนตัวผิดไปจึงรีบเปลี่ยนเป็นข้าในทันที
หลี่ซื่อกล่าวอย่างประหม่าเล็กน้อย “ตอบฮูหยิน ข้าเชี่ยวชาญงานฝีมือของสตรี การทำอาหาร เก่งกาจด้านการเย็บปักถักร้อยและทำขนม ข้าไม่มีความต้องการอะไร การได้มารับใช้ข้างกายวีรสตรีถือเป็นวาสนาของข้าแล้วเจ้าค่ะ”
ประโยคหลังนี้กลับพูดออกมาจากใจจริงอยู่สองส่วน
หลี่ซื่อเงยหน้าขึ้น ไม่กล้าสบตากับฉินเหยาตรงๆ ได้แต่มองไปยังแขนของนางอย่างเลื่อนลอย แต่แววตาที่แฝงความชื่นชมนั้นสามารถสัมผัสได้ในทันที
ฉินเหยากระแอม “แค่กๆ” สองครั้ง ลอบดีใจอยู่บ้าง ใครเล่าจะปฏิเสธสตรีผู้ชื่นชมตนที่ทั้งเย็บปักถักร้อยเป็นและทำของหวานเป็นได้
ถึงตาของซ่งอวี้ ความสามารถในการดูแลร้านค้าที่เขาเชี่ยวชาญนั้นคือสิ่งที่ซ่งจางคัดเลือกมาเป็นพิเศษเพื่อแก้ปัญหาที่ฉินเหยากำลังประสบอยู่โดยเฉพาะ
เขากลับเสนอความต้องการเล็กๆ น้อยๆ ขึ้นมา บอกว่าหวังว่าครอบครัวทั้งสามคนจะได้อยู่ด้วยกัน
อีกทั้งเสี่ยวไหลฝูก็โตแล้ว พอจะช่วยงานได้บ้าง หวังว่าฉินเหยาจะจัดหางานให้เขาได้
จะเป็นเด็กรับใช้เดินสารข้างกายนายน้อยคุณหนูก็ได้ เป็นเด็กรับใช้ข้างกายก็ได้หรือจะช่วยงานจิปาถะปัดกวาดเช็ดถูในบ้านก็ได้
ฉินเหยาเงยหน้ามองไปยังลานบ้าน เสี่ยวไหลฝูผู้ซึ่งกำลังถูกเอ้อร์หลางยุยงให้ไปดึงต้นหอมเล็กในกระถางผักในสวน
นั่นคือโถเครื่องปรุงสุดรักสุดหวงของอาวั่ง เวลาทำบะหมี่ต้องใส่ต้นหอม ปกติอาวั่งจะมาดึงด้วยตนเอง
เพราะมีเพียงเขาเท่านั้นที่มาดึง ต้นหอมที่เหลือถึงจะยังคงเรียงกันอย่างเป็นระเบียบ
หากให้เด็กๆ ในบ้านดึงไปสักหนึ่งหรือสองต้นที่ไม่เท่ากัน เขาจะต้องอารมณ์เสียไปหนึ่งถึงสองวันจนกว่าต้นหอมจะยาวเท่ากัน
เอ้อร์หลางและซานหลางมักจะก่อกวนเล็กๆ น้อยๆ เช่นนี้อยู่บ่อยครั้ง อาวั่งอารมณ์ดีไม่โกรธพวกเขา ได้แต่นึกขัดใจตัวเอง บางครั้งก็ถลึงตาใส่พวกเขาสองสามที
ตอนนี้เอ้อร์หลางเจ้าตัวแสบก็อยากจะ ‘ช่วยงาน’ ท่านอาอาวั่งอีกแล้ว
เขาไม่ลงมือเอง แต่ยุยงให้เสี่ยวไหลฝูผู้ไม่รู้เรื่องไปดึง อยากจะดูว่าอาวั่งจะมีปฏิกิริยาอย่างไร
เสี่ยวไหลฝูไม่รู้ตัวเลยสักนิด คิดว่าเป็นเพียงการช่วยงาน ยังรู้สึกยินดีอยู่ไม่น้อย
เมื่อเห็นว่ามือของเสี่ยวไหลฝูกำลังจะแตะปลายต้นหอมเล็ก ฉินเหยาก็ตวาดขึ้นทันที “หลิวจื่อซู!”
ปฏิกิริยาของเอ้อร์หลางนั้นรวดเร็วอย่างยิ่ง เขารีบจับมือของเสี่ยวไหลฝูไว้แล้วดึงต้นหอมลงมาเพื่อให้ได้ความสูงเท่ากับต้นที่ถูกดึงไปก่อนหน้า
เสี่ยวไหลฝูไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น เบิกตากลมโต เห็นได้ชัดว่าตกใจ
เอ้อร์หลางรีบส่งยิ้มประจบมาทางห้องโถง กวักมือเรียกน้องๆ และเสี่ยวไหลฝูให้นำต้นหอมไปที่ห้องครัว
อาวั่งจงใจหันกลับไปมองกระถางผัก เป็นระเบียบเรียบร้อยดี ถึงได้ถอนหายใจยาวอย่างโล่งอก รับต้นหอมที่เด็กๆ ส่งมาให้
ต้าหลางยืนมองอยู่ด้านหลังน้องชายน้องสาว อันที่จริงหากน้าเหยาไม่ส่งเสียง เขาก็สามารถห้ามเอ้อร์หลางได้ทันท่วงทีเช่นกัน
เพียงแต่ว่าน้าเหยาตาไวกว่าเล็กน้อย
ต้าหลางทำท่าจิ้มหน้าผากของเอ้อร์หลางเบาๆ แล้วอธิบายเหตุผลให้เสี่ยวไหลฝูฟัง
เสี่ยวไหลฝูแสดงสีหน้าเหมือนเพิ่งจะเข้าใจ จากนั้นก็มองเอ้อร์หลางอย่างโกรธเคืองและน้อยใจ เขาก้มตาลงแล้ววิ่งกลับไปที่ห้องโถง ยืนอยู่ด้านหลังบิดามารดา
ซื่อเหนียงทำหน้าเหมือน ‘จบสิ้นแล้ว’ พลางกระซิบเตือนเบาๆ “พี่รอง ท่านทำให้เขาโกรธแล้ว รีบไปขอโทษเร็วเข้า”
เอ้อร์หลางเกาศีรษะอย่างประหม่า คิดอยู่ครู่หนึ่งก็ก้าวเข้ามา อยากจะเรียกเสี่ยวไหลฝูออกไป
เสี่ยวไหลฝูไม่สนใจเขา เอ้อร์หลางจึงกระซิบพูดกับเขาเสียงเบาว่าขอโทษ
เสี่ยวไหลฝูมองเขาอย่างไม่อยากเชื่อ เมื่อเห็นแววตาจริงใจของเอ้อร์หลางก็ยิ้มออกมา ทั้งสองก็คืนดีกันอีกครั้ง
เมื่อมองดูเด็กๆ กลับไปเล่นด้วยกันอีกครั้ง ทั้งยังเสียงดังกว่าเมื่อครู่ ฉินเหยาก็กล่าวว่า
“เด็กวัยนี้ ไปสำนักศึกษาน่าจะดีกว่า”
แววตาของหลี่ซื่อฉายแววยินดี แต่ก็กลัวว่าตนจะเข้าใจผิดจึงอดกลั้นความตื่นเต้นเอาไว้ รอคอยคำพูดต่อไปของฉินเหยาอย่างคาดหวัง
แต่ฉินเหยากลับเริ่มแบ่งงานให้คนทั้งสองก่อน นางพูดกับซ่งอวี้ว่า
“ต่อไปนี้เจ้าตามข้าไปที่โรงงานเครื่องเขียน หลังจากคุ้นเคยแล้วเจ้ามาเป็นรองผู้ดูแล พวกเราจะทดลองงานหนึ่งเดือนก่อน ดูความสามารถของเจ้าแล้วค่อยตัดสินใจว่าจะให้เจ้าอยู่ต่อหรือส่งกลับไป”
“ในโรงงานเครื่องเขียน เงินเดือนของรองผู้ดูแลคือเดือนละสี่ร้อยเหวิน ยังมีอาหารเช้าและกลางวันให้ทุกวัน รวมถึงพวกเนื้อ ไข่ และข้าวสารเสริมให้ในวันเทศกาลต่างๆ”
“ระหว่างทดลองงานจะจ่ายค่าจ้างให้ห้าส่วน หลังจากผ่านการประเมินแล้วจะจ่ายให้เต็มจำนวน”
“ข้าจะหาห้องให้พวกเจ้าห้องหนึ่ง ค่าเช่าไม่ต้องรับผิดชอบเอง ครอบครัวของพวกเจ้าอยู่กันเองได้เลย”
แล้วนางก็พูดกับหลี่ซื่อว่า “พรุ่งนี้เช้าเจ้าเป็นคนทำอาหาร ลองฝีมือทำอาหารของเจ้าดูก่อน พรุ่งนี้หลังจากข้าได้ชิมฝีมือเจ้าแล้ว ข้าจะมอบหมายงานที่เฉพาะเจาะจงให้เจ้าอีกที”
ฉินเหยาเตือนนาง “ข้ากินจุ ชอบรสจัด นอกจากนี้เด็กๆ ที่บ้านไปสำนักศึกษาแต่เช้า เจ้าต้องตื่นเช้าหน่อยและต้องเตรียมอาหารกลางวันของพวกเขาให้พร้อมด้วย”
เมื่อได้กลิ่นบะหมี่หอมกรุ่นโชยมาจากทางห้องครัว ฉินเหยาก็ลุกขึ้นแล้วกล่าวว่า “วันนี้เอาแค่นี้ก่อน พวกเจ้ากินอะไรรองท้องไปก่อน ข้าจะไปจัดห้องให้พวกเจ้า มีอะไรสงสัยก็ถามอาวั่ง”
ฉินเหยาลุกขึ้น หลิวจี้ก็ลุกขึ้นตามทันที บอกให้เด็กๆ อย่าส่งเสียงดัง กวักมือเรียกเสี่ยวไหลฝูเข้าห้องมากินบะหมี่แล้วพาพวกต้าหลางสี่พี่น้องออกไป
นี่คือแรงงานสำเร็จรูปทั้งนั้น ต้าหลางกับเอ้อร์หลางเรี่ยวแรงเยอะจึงรับผิดชอบสวมปลอกผ้านวมปูผ้าปูที่นอน
ส่วนซานหลางกับซื่อเหนียงน่ะหรือ…แขนขาเล็กๆ ไม่มีเรี่ยวแรงอะไร ยืนทรงตัวได้มั่นคงก็อมิตาภพุทธแล้ว จัดให้อยู่ฝ่ายสร้างบรรยากาศก็แล้วกัน แค่ตะโกนให้กำลังใจก็พอ