ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว - ตอนที่ 443 หมั่นโถวลายกลีบดอกไม้และขนมพุทรา
- Home
- ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว
- ตอนที่ 443 หมั่นโถวลายกลีบดอกไม้และขนมพุทรา
ตอนที่ 443 หมั่นโถวลายกลีบดอกไม้และขนมพุทรา
………………..
“ฮูหยิน เชิญรับอาหารเช้าได้แล้วเจ้าค่ะ”
หลี่ซื่อจัดวางถ้วยและตะเกียบเสร็จแล้วก็ยืนอยู่ที่ประตูห้องโถงเอ่ยเรียกเบาๆ
ปฏิกิริยาของเด็กๆ นั้นรวดเร็วกว่าฉินเหยา พวกเขากรูกันเข้ามาเหมือนฝูงผึ้งในห้องโถงแล้วนั่งลงบนที่นั่งของตนเอง
ไม่ใช่ว่าวันนี้พวกเขาเสียมารยาท เพียงแต่ว่าทุกเช้าที่ต้องไปสำนักศึกษานั้นหลีกเลี่ยงความวุ่นวายไม่ได้จริงๆ
บางครั้งฉินเหยาก็คิดว่าหรือจะจ้างท่านอาจารย์กลับมาสอนที่บ้านเลยดีหรือไม่
แต่พอคิดอีกที เด็กๆ ก็ชอบไปสำนักศึกษา ที่นั่นมีเพื่อนวัยเดียวกันเยอะ บรรยากาศการเรียนรู้ร่วมกันดีกว่าก็เลยไม่ได้คิดเรื่องนี้อีก
ยิ่งไปกว่านั้น ท่านอาจารย์ของตระกูลติงก็ดีที่สุดในอำเภอไคหยางแล้ว มีกี่บ้านกี่ครอบครัวที่อยากจะเข้าสำนักศึกษาตระกูลติงก็ยังเข้าไปไม่ได้เลย
ฉินเหยาตะโกนเรียกไปทางห้องหนังสือที่สวนหลังบ้าน “หลิวจี้!”
ประตูใหญ่ของห้องหนังสือเปิดออก หลิวจี้ที่เปลี่ยนเสื้อผ้าสะอาดสะอ้านชุดใหม่แล้ววิ่งเหยาะๆ เข้ามา สองสามีภรรยานั่งลงที่โต๊ะแล้วเริ่มชิมอาหาร
อาหารเช้าที่หลี่ซื่อเตรียมในวันนี้มีสองอย่าง
อย่างหนึ่งคือขนมข้าวฟ่างพุทราจีน ทำจากข้าวฟ่างและพุทราแดง
จัดวางอย่างประณีต ดูเหมือนจานดอกทานตะวันสีเหลืองอ่อนที่ซ้อนกันเป็นชั้นๆ
อีกอย่างหนึ่งคือหมั่นโถวลายกลีบดอกไม้สองสี ทำจากแป้งบักวีตและแป้งขาว
ที่บ้านเคยมีอาหารเช้าที่ประณีตเช่นนี้ตั้งแต่เมื่อใดกัน
ฉินเหยาพยักหน้าหนึ่งครั้ง เด็กๆ ก็รีบยื่นตะเกียบออกไปอย่างใจร้อน คีบขนมข้าวฟ่างพุทราจีนที่ทั้งหอมหวานและดูสวยงามน่ากินเข้าปาก
ซานหลางชอบกินของหวานที่สุด ดวงตาพลันเปล่งประกาย เงยหน้าขึ้นพูดกับฉินเหยาอย่างประหลาดใจว่า “ท่านแม่ อร่อย!”
ต้าหลางและเอ้อร์หลางก็พยักหน้าแสดงความเห็นด้วยเช่นกัน
ซื่อเหนียงคีบชิ้นที่สองแล้ว แต่ขนมข้าวฟ่างพุทราจีนนี้ดูเหมือนจะบาง แต่กินเข้าไปแล้วกลับอิ่มท้อง สองชิ้นผ่านไป กระเพาะเล็กๆ ของซื่อเหนียงก็อิ่มไปครึ่งหนึ่งแล้ว ยังรู้สึกเลี่ยนเล็กน้อย
ดวงตากลมโตดำขลับมองไปยังหมั่นโถวสองสีที่วางอยู่ในตะกร้าไม้ไผ่
ที่เคยเห็นบ่อยๆ ในวันวาน ไม่เป็นหมั่นโถวสีเทาที่ทำจากแป้งบักวีตดำก็เป็นหมั่นโถวสีขาวที่ทำจากแป้งขาว หรือไม่ก็เป็นหมั่นโถวสีเหลืองที่ทำจากข้าวฟ่าง
แต่การนำสองสีมาผสมกันแล้วยังทำเป็นหมั่นโถวชั้นหนึ่งสีขาวชั้นหนึ่งสีเทาก็ทำให้ฉินเหยาประหลาดใจเล็กน้อย
หลังจากที่นางทะลุมิติมา วันนี้เป็นครั้งแรกที่ได้เห็นหมั่นโถวลายกลีบดอกไม้สองสีเช่นนี้อีกครั้ง
นางยื่นมือไปหยิบขึ้นมาหนึ่งลูก แบ่งเป็นสองส่วน ครึ่งหนึ่งยื่นให้ซื่อเหนียงที่กำลังรอคอยอย่างใจจดใจจ่อ
นางรู้ว่าตนเองกินหมั่นโถวลายกลีบดอกไม้ทั้งลูกไม่หมดแล้ว กำลังรอให้มีคนเสนอแบ่งกันอยู่พอดี
นางรับหมั่นโถวลายกลีบดอกไม้ขนาดเท่ากำปั้นของตนเองครึ่งลูกมาจากมือของท่านแม่ด้วยความยินดี อ้าปากกว้างแล้วกัดลงไปคำโต
หมั่นโถวลายกลีบดอกไม้นี้นุ่มฟู กัดทีเดียวก็ถึงก้น รสชาติเค็มเล็กน้อย ยังมีกลิ่นหอมของต้นหอม ช่วยลดความเลี่ยนจากการกินขนมข้าวฟ่างพุทราจีนก่อนหน้านี้ได้ หอมกรุ่น แก้เลี่ยนได้เป็นอย่างดี
“ท่านแม่ เป็นหมั่นโถวรสเค็ม!” ซื่อเหนียงประหลาดใจ “ที่แท้หมั่นโถวก็เป็นรสเค็มได้ด้วย”
“รสเค็มรึ” หลิวจี้เลิกคิ้วอย่างใคร่รู้ เขาโตมาจนป่านนี้ ยังไม่เคยกินหมั่นโถวรสเค็มเลย
เขาวางขนมข้าวฟ่างพุทราจีนที่คีบไว้ลงในชามทันที หันไปหาหมั่นโถวลายกลีบดอกไม้กลิ่นต้นหอมแทน
พอกัดเข้าไปคำหนึ่ง หลิวจี้ก็ตกใจ “ไม่เห็นมีต้นหอมเลย ทำไมถึงมีกลิ่นหอมของต้นหอมได้”
หลี่ซื่ออธิบายด้วยรอยยิ้มอยู่ข้างๆ “เรียนนายท่าน ข้าใช้น้ำมันร้อนๆ ราดลงบนต้นหอม จากนั้นกรองเอาต้นหอมที่ไหม้ออก เหลือไว้เพียงน้ำมันหอม ตอนที่นวดแป้งก็ผสมเข้าไปเล็กน้อย หมั่นโถวลายกลีบดอกไม้ที่นึ่งออกมาจึงมีกลิ่นหอมของต้นหอมเจ้าค่ะ”
กลิ่นของต้นหอมนั้นหอมแรงอยู่แล้ว ดังนั้นหลังจากนึ่งแป้งแล้ว กลิ่นหอมจางๆ ที่เหลืออยู่จึงกำลังพอดี ไม่ฉุนจนเกินไป
แน่นอนว่า ก่อนที่จะทำหมั่นโถวรูปดอกไม้สองสีนี้ หลี่ซื่อก็ได้ทำการบ้านกับอาวั่งไว้ล่วงหน้าแล้ว รู้ว่าทุกคนในบ้านกินต้นหอม ถึงได้ตั้งใจทำขึ้นมา
เมื่อเห็นว่าเด็กๆ ทั้งชอบขนมข้าวฟ่างพุทราจีนแต่ก็รู้สึกว่ากินมากไปแล้วเลี่ยน หลี่ซื่อจึงกล่าวว่า
“ขนมข้าวฟ่างพุทราจีนนี้ยังสามารถนำไปย่างบนเตาถ่านได้ ย่างให้สี่ด้านเกรียมหอมกรอบแล้วค่อยกินก็จะไม่รู้สึกเลี่ยนแล้วเจ้าค่ะ หากชอบหวานก็จิ้มน้ำผึ้งกินด้วยกัน จะอร่อยยิ่งขึ้น”
หลี่ซื่อย่อกายคารวะ ยิ้มให้ซื่อเหนียง “คุณหนูสี่จมูกไว ข้าเพิ่งจะเตรียมขนมข้าวฟ่างพุทราจีนที่ย่างแล้วไว้เรียบร้อยแล้วเจ้าค่ะ”
หลิวจี้รีบกลืนหมั่นโถวลายกลีบดอกไม้สองสีที่หอมกรุ่นในปากลงไป “รีบยกมาเร็วเข้า!”
หลี่ซื่อพยักหน้า กลับไปที่ห้องครัวแล้วยกขนมข้าวฟ่างพุทราจีนที่อาวั่งช่วยย่างไว้ให้ขึ้นมา
ฤดูใบไม้ร่วงปีที่แล้ว อาวั่งพาเด็กๆ เข้าป่าไปตีรังผึ้งป่ามาสองรัง คั้นน้ำผึ้งสดใหม่ได้สิบกระปุกเล็ก
ฉินเหยาแบ่งให้บ้านเรือนเก่าสองกระปุก ให้เรือนปทุมอีกสองกระปุก ที่เหลือหกกระปุกเก็บไว้กินเองที่บ้าน
ตอนนี้ยังเหลืออีกหนึ่งขวด พอดีได้ใช้ประโยชน์
หลิวจี้ต้องจิ้มน้ำผึ้งแน่นอน เขาชอบของหวานมาก ความหวานที่ฉินเหยารู้สึกเลี่ยน เขากลับรู้สึกว่ากำลังพอดี
ฉินเหยากินรสชาติดั้งเดิมที่ย่างจนเกรียมหอม ขนมข้าวฟ่างพุทราจีนของหลี่ซื่อเดิมทีก็ไม่ได้ทำหวานมากนัก หลังจากย่างขอบจนเกรียมแล้ว รสสัมผัสก็ยิ่งหลากหลายขึ้น เข้มข้นกำลังดี กินแล้วก็อยากกินอีก ไม่เหมือนขนมเลยสักนิดกลับเหมือนขนมเปี๊ยะมากกว่า
“ข้าว่าอร่อยมาก” ฉินเหยาพยักหน้ากล่าวอย่างพึงพอใจ
หลิวจี้ก็พูดเสริม “ฤดูหนาวนั่งอยู่ข้างเตาไฟ ย่างไปกินไป เกรงว่ารสชาติจะยิ่งอร่อยกว่านี้”
กินจนปากแห้ง จิบชาหอมๆ สักคำก็จะยิ่งวิเศษ
ยิ่งไม่ต้องพูดถึงเด็กๆ ขนมที่เหลือบนโต๊ะสี่พี่น้องก็พากันแบ่งใส่หีบหนังสือเอาไปสำนักศึกษาอย่างมีความสุข
หลี่ซื่อรู้ว่าตนผ่านการทดสอบแล้ว ในใจก็ลอบถอนหายใจอย่างโล่งอก
หลิวจี้นำขนมข้าวฟ่างพุทราจีนและหมั่นโถวลายกลีบดอกไม้กลิ่นต้นหอมที่ห่อไว้ออกจากบ้านไปยังเรือนปทุมเพื่อนำของดีไปอวด ฉินเหยาเช็ดปากจนสะอาด มองไปยังหลี่ซื่อที่รอรับคำสั่งอย่างประหม่า
ฉินเหยามอบหมายงานให้หลี่ซื่อ “ต่อไปนี้เจ้ามารับผิดชอบอาหารสามมื้อเช้ากลางวันเย็นในบ้าน รวมถึงงานเย็บปักถักร้อย ซักรีดเสื้อผ้า เงินเดือนเดือนละสองร้อยเหวิน”
“เจ้ามาตอนเช้าทุกวัน ทำอาหารเย็นเสร็จก็กลับบ้านได้ อาหารเช้าและกลางวันกินกับพวกเราได้ ส่วนถ้วยชามตอนเย็นพวกเราจะเก็บไว้ในอ่างล้างจานเอง เจ้าค่อยมาล้างตอนเช้าวันรุ่งขึ้นก็พอ”
“ส่วนเรื่องผัก ในสวนหลังบ้านมีสวนผักอยู่ เจ้าดูแล้วก็เด็ดเอาได้เลย หากผักไม่พอหรือขาดเหลืออะไรก็บอกอาวั่ง เขาจะเข้าเมืองไปซื้อกลับมาให้”
“อีกอย่าง ที่บ้านต้องมีกับข้าวที่เป็นเนื้อหนึ่งครั้งทุกสามวัน อาหารเช้ากลางวันจะกินง่ายๆ หน่อยก็ได้ แต่ตอนเย็นต้องตั้งใจเตรียมหนึ่งมื้อ ส่วนเงินค่ากับข้าวในบ้านต่อเดือน เจ้าไปสอบถามจากอาวั่งเอา”
หลี่ซื่อย่อกายรับคำ “ทราบแล้วเจ้าค่ะ”
“เบื้องต้นก็เท่านี้” ฉินเหยาลุกขึ้น กำชับให้อาวั่งช่วยดูแลหลี่ซื่อ เตรียมจะพาซ่งอวี้ไปโรงงานเครื่องเขียน
ส่วนเสี่ยวไหลฝูนั้น ปีนี้ครึ่งปีแรกคงจะจัดให้เข้าสำนักศึกษาไม่ได้แล้ว คงต้องดูสถานการณ์ครึ่งปีหลัง
ที่อยู่ของครอบครัวทั้งสามคนยังไม่ได้กำหนด ตอนนี้ให้ติดตามหลี่ซื่ออยู่ที่บ้านไปก่อน ช่วยปล่อยวัวให้อาหารไก่ไปพลางๆ
แต่ตอนนี้งานเหล่านี้อาวั่งทำเสร็จหมดแล้ว ฉินเหยาจึงให้เขาตามตนเองและซ่งอวี้ออกจากบ้านไปเดินเล่นในหมู่บ้าน ทำความรู้จักเส้นทางเสียหน่อย
เสี่ยวไหลฝูอายุไล่เลี่ยกับเอ้อร์หลาง นิสัยร่าเริงว่านอนสอนง่าย ไม่กลัวคนแปลกหน้าเอ่ยเรียก ‘ฮูหยิน’ ไม่ขาดปาก
โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากที่รู้สึกว่าครอบครัวของตนไม่ได้มาเป็นทาส แต่เหมือนถูกจ้างมาช่วยทำงานที่บ้าน ความกล้าก็เพิ่มขึ้นด้วย ระหว่างทางเห็นอะไรก็เอ่ยถามอย่างใคร่รู้
“ฮูหยิน นั่นอะไรหรือ ฮูหยิน ครอบครัวนั้นทำอะไรอยู่บนต้นไม้หรือ”