ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว - ตอนที่ 444 การรู้หนังสือไม่ใช่เรื่องง่าย
- Home
- ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว
- ตอนที่ 444 การรู้หนังสือไม่ใช่เรื่องง่าย
ตอนที่ 444 การรู้หนังสือไม่ใช่เรื่องง่าย
………………..
เพราะกลัวว่าบุตรชายจะซุกซนจนเกินงาม ซ่งอวี้จึงดุไปครั้งหนึ่ง
ฉินเหยาโบกมือแสดงออกว่าไม่เป็นไร เสี่ยวไหลฝูค่อนข้างว่านอนสอนง่าย ไม่เหมือนเด็กสี่คนในบ้านที่ถามแล้วยังต้องถามอีกว่าทำไม ทำไมถึงเป็นเช่นนี้ ช่างหนวกหูเสียจริง
ดังนั้น ซ่งอวี้จึงแอบเงี่ยหูฟังคำอธิบายของฉินเหยาอย่างเงียบๆ
เพราะถิ่นบรรพชนของซ่งจางอยู่ที่เจียงตูฝู่ที่อุดมสมบูรณ์ที่สุด ก่อนหน้านี้ สถานที่ห่างไกลที่สุดที่ครอบครัวทั้งสามคนเคยไปก็คืออำเภอไคหยางแห่งนี้
ไม่ว่าจะเป็นการขึ้นต้นไม้เก็บลูกชาหรือลงนาปักดำต้นกล้าล้วนแต่เพิ่งเคยเห็นเป็นครั้งแรก!
สองพ่อลูกเดินทางมาถึงโรงงานเครื่องเขียนด้วยความแปลกใหม่ตลอดทาง
“อาจารย์!” อินเยว่ที่นั่งยองๆ อยู่ข้างตุ่มน้ำ พยายามโบกใบผักในมือที่กำลังเตรียมจะล้าง
ฉินเหยาเหลือบมอง “เรียกผู้จัดการใหญ่ฉิน”
อินเยว่พลันเหี่ยวเฉาลงทันที “อ้อ ผู้จัดการใหญ่ฉิน…”
นางยังอยากจะพูดคุยกับอาจารย์อีกสักสองสามประโยค แต่คนก็หายไปเสียแล้ว
อินเยว่ถอนหายใจเฮือกหนึ่ง เมื่อเช้านี้นางได้ถามผู้จัดการหลิวฉีที่สอนในชั้นเรียนสอนหนังสือแล้ว เขาบอกนางว่าวันหนึ่งเรียนห้าตัวอักษร กว่านางจะเรียนครบหนึ่งพันตัวอักษร อย่างเร็วที่สุดก็ต้องใช้เวลาถึงสองร้อยวัน
สำหรับอินเยว่แล้ว ไม่ต้องสงสัยเลยว่านี่เหมือนถูกฟ้าผ่าลงกลางกระหม่อม
แต่หนทางแก้ไขย่อมไม่ได้มีเพียงทางเดียว อินเยว่คิดในใจ เช่นนั้นข้าก็เรียนวันละสิบตัวอักษร ยี่สิบตัวอักษร!
แบบนี้เวลาก็จะสั้นลงสองเท่าถึงสี่เท่า
ทว่า ในไม่ช้านางก็พบปัญหาใหม่ นางถามผู้จัดการหลิวฉีว่าสามารถสอนนางเพิ่มวันละหลายๆ ตัวอักษรได้หรือไม่
จากนั้นก็ได้เห็นผู้จัดการหลิวฉีแสดงสีหน้าลำบากใจออกมา เขาบอกว่า “ตัวอักษรที่ข้ารู้จักทั้งหมดรวมกันยังไม่ถึงหนึ่งพันตัวเลย เกรงว่าจะสอนเจ้าไม่ได้”
แต่เขาก็ช่วยออกความคิดให้นาง ให้นางไปหาท่านอาจารย์ที่สอนหนังสือในอำเภอเพื่อเรียนเอา
ใบหน้าของอินเยว่บูดบึ้ง สำนักศึกษาในอำเภอไม่รับลูกศิษย์สตรี นางจะไปเรียนหนึ่งพันตัวอักษรได้จากที่ไหนกัน
นางไม่ใช่คนโง่ ในไม่ช้าก็คิดออกว่าอาจารย์จงใจขัดขวางนาง คงกะจะให้นางเรียนตัวอักษรหนึ่งพันตัวไม่ได้ จะได้กราบอาจารย์ไม่สำเร็จ
นี่อย่างไรเล่า นางถึงได้มาดักรอฉินเหยาที่หน้าประตูโรงอาหารแต่เช้า คิดจะถามว่าลดเงื่อนไขหนึ่งพันตัวอักษรนี้ลงมาหน่อยได้หรือไม่
คิดไม่ถึงเลยว่าเพิ่งจะอ้าปาก คนก็หายไปเสียแล้ว
“เฮ้อ~” การเรียนหนังสือไม่ใช่เรื่องง่าย อินเยว่ถอนหายใจ
ในขณะเดียวกัน ฉินเหยาก็ได้พาสองพ่อลูกซ่งอวี้ไปทำความคุ้นเคยกับสถานการณ์ในโรงงานทั้งหมดแล้ว ทั้งยังเรียกเหล่าหัวหน้างานและผู้ดูแลทุกคนในโรงงานมา ให้พวกเขามาทำความรู้จักกับคนใหม่
ก่อนหน้านี้ฉินเหยาได้แสดงเจตนาว่าจะหาผู้ดูแลมาแทนนางแล้ว ตอนนี้จู่ๆ ก็เรียกทุกคนมาประชุมย่อย ประกาศการมาถึงของซ่งอวี้ ทุกคนในโรงงานหลังจากตกใจแล้วก็ยอมรับได้
บัดนี้โรงงานเครื่องเขียนได้กลายเป็นทรัพย์สินส่วนตัวของฉินเหยาแล้ว นางเป็นคนตัดสินใจทุกอย่าง บวกกับซ่งอวี้ได้แสดงฝีมือเล็กน้อย แสดงให้เห็นถึงความสามารถในการบริหารจัดการของเขา ทุกคนไม่ยอมรับก็ต้องยอมรับ
คนเหล่านี้ นอกจากเฉียนวั่งแล้ว ที่เหลือล้วนแต่แข็งใจรับตำแหน่ง เรียนรู้อักษรมาได้ไม่กี่ตัว อ่านตำราได้ไม่กี่ประโยค แต่ยังห่างไกลจากการเขียนและคำนวณได้นัก
เมื่อการประชุมย่อยสิ้นสุดลง ซ่งอวี้ก็อยู่ที่โรงงานต่อ
เขาชี้เฉียนวั่ง ตั้งใจว่าจะเริ่มจากบัญชีของโรงงานก่อน ใช้เวลาทั้งวันเพื่อทำความเข้าใจรายจ่ายของแต่ละแผนกในโรงงานเพื่อให้การทำงานในวันพรุ่งนี้ดำเนินไปได้ด้วยดี
ตามความคิดของซ่งอวี้แล้ว เขาทำหน้าที่เป็นเครื่องมือหาเงินให้เจ้านาย เพียงแค่รักษารายได้ที่มีอยู่เดิม เจ้านายย่อมไม่พอใจแน่นอน
อีกทั้งยังมีบททดสอบช่วงทดลองงานหนึ่งเดือนค้ำคออยู่ ซ่งอวี้จึงไม่กล้าผ่อนคลายแม้แต่น้อย
พอได้ดูแล้ว ซ่งอวี้ก็พบว่าในรูปแบบเดิมนั้น นอกจากแนวคิดการผลิตแบบสายพานแล้ว ส่วนอื่นๆ ก็ไม่ได้สมบูรณ์แบบ ศักยภาพของคนงานยังถูกนำมาใช้ไม่ถึงเจ็ดส่วน
อีกทั้งผลผลิตของโรงงานเครื่องเขียนยังซ้ำซาก โรงงานแปรรูปไม้ขนาดใหญ่เช่นนี้กลับมีสินค้าเพียงกล่องบรรจุภัณฑ์เครื่องเขียนและหีบหนังสือพลังเซียนสองอย่างนี้เท่านั้น
ยิ่งไปกว่านั้น นี่ยังเป็นรูปแบบรุ่นแรกสุด ตลอดเวลาหนึ่งปีกว่ามานี้ ไม่มีการสร้างสรรค์อะไรใหม่เลย!
แค่นี้ก็ทำกำไรได้ ยังมีคำสั่งซื้อต่อเนื่องจนถึงกลางปีนี้ ซ่งอวี้ยังรู้สึกว่าน่าเหลือเชื่อ
แต่นี่เป็นเพียงสิ่งที่เขาเห็นหลังจากที่เพิ่งมาถึง
ตอนเที่ยงเมื่อรับประทานอาหารร่วมกับเหล่าคนงานและผู้ดูแลในโรงอาหาร ซ่งอวี้ก็ได้ค้นพบจากการพูดคุยของทุกคนว่า อันที่จริงแล้วเงื่อนไขเริ่มต้นของโรงงานเครื่องเขียนไม่ได้ดีเท่าปัจจุบัน
ถนนใหญ่ที่เข้าสู่หมู่บ้านเพิ่งจะสร้างเสร็จเมื่อปลายปีที่แล้ว เครือข่ายการจัดซื้อก็เพิ่งจะค่อยๆ เติบโตและสมบูรณ์ขึ้นเมื่อต้นปีนี้ทำให้ต้นทุนการจัดซื้อคงที่ลงได้
อีกอย่างก็คือ กำไรส่วนตัวของฉินเหยา นางได้กำหนดขอบเขตควบคุมไว้อย่างเข้มงวดว่าจะต้องไม่เกินสามส่วน
ผลประโยชน์ส่วนใหญ่ นางได้สละให้กับเหล่าคนงาน นั่นก็คือสวัสดิการข้าวสารน้ำมันและธัญพืชเป็นครั้งคราว รวมถึงถ่านไฟในฤดูหนาวและน้ำแกงเย็นๆ ในฤดูร้อน
ไม่เพียงเท่านั้น ทุกปียังต้องส่งมอบค่าเช่าที่ดินส่วนหนึ่งให้แก่ตระกูลและค่าใช้จ่ายในการตัดไม้และเก็บหินบนภูเขา
ถนนที่ซ่อมในหมู่บ้านก็ล้วนมาจากกำไรของโรงงานทั้งสิ้น
เพียงแค่มื้อกลางวันมื้อเดียว ซ่งอวี้ก็ต้องทบทวนใหม่อีกครั้งว่าฮูหยินของตนต้องการอะไรกันแน่
กำไรที่มากขึ้นดูเหมือนจะไม่ใช่เงื่อนไขที่จำเป็นสำหรับการผ่านการประเมินของเขาอีกต่อไป
บางที สิ่งที่ฮูหยินต้องการคือการทำให้รูปแบบการดำเนินงานเช่นนี้ยั่งยืนต่อไปได้
ซ่งอวี้กุมขมับ เป้าหมายหลังนี้ยากกว่าเป้าหมายแรกเสียอีก
แค่เพิ่มกำไร เขาสามารถทำให้เงินในมือของฮูหยินเพิ่มขึ้นสามส่วนได้อย่างรวดเร็ว
วิธีการก็ง่ายนิดเดียว ไม่พ้นไปจากการขูดรีดแรงงานของคนงานให้ถึงขีดสุดแล้วลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นต่างๆ ลงก็จะสามารถประหยัดเงินได้ก้อนใหญ่
น่าเสียดายที่หลังจากมื้อกลางวัน เขาก็รู้ว่าหากตนทำเช่นนั้นจริงๆ ไม่ต้องรอถึงหนึ่งเดือน ไม่ถึงครึ่งเดือนฮูหยินก็จะจับครอบครัวของพวกเขาห่อส่งกลับไป
ขณะที่ซ่งอวี้กำลังกลุ้มใจ ฉินเหยาก็ได้พาหลี่ซื่อและเสี่ยวไหลฝูหาบ้านเช่าชั่วคราวในหมู่บ้านได้แล้ว
อยู่ที่บ้านของหลิวเหล่าฮั่นนั่นเอง
ก่อนสิ้นปีได้สร้างห้องใหม่ขึ้นหลายห้อง พี่น้องสามคนหลิวไป่ หลิวจ้งและหลิวเฝยได้ไปคนละห้อง
ตอนนี้จินฮวาและจินเป่าต่างก็มีห้องของตัวเองแล้ว ยังเหลือห้องเก่าของหลิวเฝยที่ว่างอยู่อีกหนึ่งห้อง
เดิมทีนางจางคิดว่าจะรีบรับลูกสะใภ้เข้าบ้าน ใครจะไปคิดว่าหลิวเฝยจะหนีไปตัวอำเภอเสียอย่างนั้น ทั้งยังอ้างข้ออ้างที่ฟังดูดีอย่างการไปเรียนหนังสืออีกแล้วนางจะทำอะไรได้!
เมื่อรู้ว่าเหล่าลูกสะใภ้มีห้องเล็กๆ ของตัวเองแล้ว ไม่ยินดีที่จะอยู่ปะปนกับอาสะใภ้และน้องสะใภ้คนอื่นๆ อีก ห้องที่สร้างใหม่จึงได้สร้างเตาไฟไว้ให้ด้วย
ตามความคิดของหลิวเหล่าฮั่นแล้ว ขอเพียงยังอยู่ในลานบ้านเดียวกัน สะดวกให้เขาได้เห็นหน้าหลานชายหลานสาว แต่ละครอบครัวอยากจะแยกไปทำอาหารกินเองก็ไม่ใช่เรื่องเสียหายร้ายแรงอะไร
นานๆ ครั้งสามารถทำอาหารดีๆ กินกันในบ้านได้ ตอนนี้นางเหอและนางชิวต่างก็พอใจกับชีวิตอย่างยิ่ง
เมื่อความต้องการส่วนตัวได้รับการตอบสนอง ครอบครัวใหญ่ก็ปรองดองกันมากขึ้น
น่าเสียดายก็แต่ห้องของหลิวเฝยที่ว่างเปล่า นางจางมองทีไรก็โมโหทุกที
ฉินเหยานำหลี่ซื่อเข้าประตูมาเพื่อจะเช่าบ้าน นางจางชี้ไปยังห้องใหม่ที่ว่างเปล่าของหลิวเฝย “มาได้จังหวะพอดี ให้เช่าไปเลย ดูสิว่าพอมันกลับมาแล้วจะนอนที่ไหน!”
นี่เป็นเพียงคำพูดประชด ฉินเหยาไม่ถือสา ได้แต่พาหลี่ซื่อไปดูห้องเก่าของหลิวเฝย
เพราะสร้างขึ้นทีหลัง ตำแหน่งจึงค่อนข้างห่างไกล อยู่ที่มุมด้านทิศตะวันออกของเรือนเก่า เดินออกจากประตูไม่กี่ก้าวก็ถึงประตูหลัง ลงไปยังแปลงผักเล็กๆ ก็จะถึงถนนใหญ่ ข้ามถนนไปก็เป็นแม่น้ำ การซักล้างปัดกวาดใช้น้ำในชีวิตประจำวันสะดวกมาก
ข้อเสียเพียงอย่างเดียวคือต้องอาศัยอยู่ในบ้านของผู้อื่น อย่างไรก็คงจะไม่อิสระนัก
ฉินเหยากล่าว “นี่เป็นเพียงชั่วคราว รอให้ผ่านช่วงฤดูทำนาที่วุ่นวายไปก่อน ที่บ้านจะซ่อมแซมครั้งใหญ่ ถึงตอนนั้นข้าจะสร้างห้องเพิ่มอีกหนึ่งห้องที่ลานฝึกวรยุทธ์หลังเขา พวกเจ้าก็สามารถย้ายเข้าไปได้”