ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว - ตอนที่ 447 สง่างามและองอาจ
ตอนที่ 447 สง่างามและองอาจ
………………..
หลิวจ้งกลับมาในตอนเที่ยง
เพราะเขาเกรงว่าหีบไม้หนักอึ้งใบนั้นจะเป็นของล้ำค่าอะไรสักอย่างแล้วจะทำให้งานของฉินเหยาล่าช้า พอมาถึงโรงงานเครื่องเขียน ขนของที่ซื้อกลับมาลงจากรถแล้วก็รีบแบกหีบไม้ไปส่งที่บ้านฉินเหยาทันที
เด็กๆ ตามอาวั่งเข้าป่าไปแล้ว หลิวจี้ยังคงช่วยกงเหลียงเหลียวเก็บสัมภาระอยู่ที่เรือนปทุม ที่บ้านจึงมีเพียงฉินเหยาและหลี่ซื่อ
ทั้งสองคนกินอาหารกลางวันง่ายๆ เสร็จก็มานั่งยองๆ อยู่ในห้องครัวเพื่อศึกษาวิธีทำเค้ก
แน่นอนว่า ฉินเหยาใช้ปากสั่ง หลี่ซื่อใช้มือทำ
เนื่องจากฉินเหยาไม่เคยทำขนมอบด้วยตนเองมาก่อน นางไม่มีประสบการณ์เลยแม้แต่น้อย หลี่ซื่อจึงได้แต่คลำทางไปตามความรู้สึก
แต่อย่างน้อยก็มีสิ่งหนึ่งที่ฉินเหยารู้ นั่นคือต้องตีไข่ขาวให้เป็นฟองสีขาวจนสามารถปักตะเกียบลงไปได้
หลี่ซื่อเคยทำขนมมานับครั้งไม่ถ้วน พอได้ฟังคำอธิบายของฉินเหยาก็พอจะเข้าใจประเด็นสำคัญอยู่บ้าง
อันที่จริงแล้วขนมของจีนและตะวันตกนั้นคล้ายคลึงกันเป็นส่วนใหญ่ เพียงแต่วิธีการปรุงแตกต่างกันเท่านั้น
หากอยากให้กินแล้วนุ่มๆ ฟูๆ ไข่ขาวนี้คือกุญแจสำคัญ
เพียงแต่ว่าหลี่ซื่อไม่เคยตีไข่ขาวมาก่อน ความเร็วที่ว่าเร็วที่สุดของนางจึงยังไม่ประสบผลสำเร็จใด
ฉินเหยาลงมือเอง ใช้ที่ตีไข่แบบง่ายๆ ที่ทำจากไม้ไผ่คนอย่างบ้าคลั่ง ความเร็วนั้นสูงเสียจนเห็นเพียงเงาเลือนราง หลังจากตีติดต่อกันสองเค่อ ในที่สุดก็เห็นผล
กำลังได้ที่เลย หลิวจ้งก็มาถึงแล้ว
พอฉินเหยาเห็นหีบไม้ใบนั้นก็มีชีวิตชีวาขึ้นมาทันที ยื่นชามที่ตีจนขึ้นฟองแล้วให้หลี่ซื่อ กำชับให้นางคนต่อไป ล้างมือจนสะอาดแล้วเดินเข้าห้องโถงไปอย่างใจร้อน เปิดหีบไม้ออกดู
หีบเป็นแบบลิ้นชัก พอเลื่อนเปิดก็จะเห็นหัวดาบที่ห่อด้วยผ้าสีแดงอย่างแน่นหนาอยู่ข้างใน
ใช่แล้ว มีเพียงหัวดาบหนึ่งท่อน
เพราะนี่คือดาบยาวที่สามารถประกอบได้ เมื่อต่อเข้ากับด้ามดาบก็จะมีลักษณะเป็นง้าวมังกรครามจันทร์เสี้ยว
ตัวดาบยาวประมาณหนึ่งร้อยยี่สิบเซนติเมตร ด้ามดาบเป็นแบบห่วงกลม สามารถใช้จับได้ ทั้งยังสามารถต่อเข้ากับด้ามยาวที่เหมาะสมเพื่อใช้เป็นง้าวได้อีกด้วย
ใบดาบขาวราวหิมะ ทั้งเล่มหลอมจากเหล็กกล้าชั้นดี หลิวจ้งที่ยืนมองอยู่ข้างๆ รู้สึกทึ่งในความอลังการนี้
กลางใบดาบมีร่องเลือดหนึ่งเส้น ด้านบนไม่มีลวดลายใดๆ เรียบง่ายสะอาดตา ชวนให้รู้สึกสบายใจ
ฉินเหยาหยิบดาบขึ้นมา ยังรู้สึกหนักมืออยู่บ้าง หนักอึ้งราวๆ ยี่สิบกว่าจิน
ยิ่งถ้าบวกกับด้ามยาวที่ทำจากโลหะทั้งแท่งก็อาจจะหนักถึงหกสิบเจ็ดสิบจินหรืออาจจะถึงร้อยจินเลยก็ได้
ฉินเหยาคาดว่าที่ซ่งจางไม่ได้ติดด้ามดาบมาให้ก็เพราะคาดเดาไม่ถูกว่านางต้องการน้ำหนักมือที่หนักเพียงใด
แน่นอนว่าก็อาจจะเป็นเพราะเสียดายเงินก็ได้
ต้นทุนในการตีอาวุธนั้นสูงเพียงใด ฉินเหยารู้ดีอยู่แก่ใจ ได้ใบดาบเล่มนี้มา นางก็พอใจมากแล้ว
ส่วนด้ามดาบนั้น นางตั้งใจว่าจะไปหาช่างตีเหล็กใหญ่ที่หมู่บ้านเซี่ยเหอ ให้เขาทำท่อนเหล็กยาวที่ตีจากเหล็กชั้นดีทั้งแท่งให้นาง
ดีที่สุดคือหนักแปดสิบจิน แบบนี้เมื่อรวมกับใบดาบก็จะหนักประมาณร้อยจินพอดี เมื่อถอดทั้งสองส่วนออกจากกันก็สามารถใช้เป็นท่อนเหล็กหรือดาบได้
เมื่อประกอบเข้าด้วยกันก็จะเป็นง้าวจันทร์เสี้ยวที่มีอานุภาพไร้เทียมทาน
หลิวจ้งยืนมองฉินเหยาควงดาบอยู่ข้างๆ อดไม่ได้ที่จะเอ่ยปากถามว่านางจะใช้ดาบนี้อย่างไร
พอได้ยินนางบอกว่าเตรียมจะทำท่อนเหล็กหนักแปดสิบจินมาประกอบเข้ากับดาบเล่มนี้ เขาก็สูดลมหายใจเข้าลึก
แค่ใบดาบนี้ เขายกมาก็รู้สึกหนักอึ้งแล้ว ไม่ต้องพูดถึงการยกขึ้นมาควงเลย
คาดว่าฟันไปยังไม่ทันจะครบสองที แขนก็คงจะล้าจนยกไม่ขึ้นแล้ว
นี่หากบวกกับท่อนเหล็กหนักแปดสิบจินอีก สวรรค์! แค่ตกบนพื้นยังกลัวว่าจะทับคนตายได้ หากควงขึ้นมาอีก ไม่กล้าจินตนาการเลยจริงๆ
ฉินเหยายังรู้สึกว่าไม่พอ หากไม่ใช่เพราะข้อจำกัดทางเทคโนโลยีในปัจจุบัน นางคงจะใช้วัสดุที่มีความหนาแน่นสูงกว่า มีความยืดหยุ่นดีกว่า แต่มีขนาดเล็กกว่ามาทำอาวุธเย็นไปแล้ว
พอถึงตอนนั้นก็จะไม่ใช่แค่น้ำหนักหนึ่งร้อยจินแล้ว
เหตุที่ผู้มีพลังพิเศษแข็งแกร่งก็เพราะร่างกายได้รับการเสริมความแข็งแกร่งอย่างรอบด้าน เมื่อเทียบกับมนุษย์ธรรมดา นี่ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงเชิงคุณภาพจากศูนย์หนึ่งล้านตัวเป็นหนึ่ง
บางครั้งฉินเหยาก็รู้สึกว่าตนเองโชคดีอย่างหาที่เปรียบไม่ได้ ที่ทะลุมิติมายังยุคโบราณที่การผลิตล้าหลังเช่นนี้ แต่ยังสามารถกระตุ้นพลังพิเศษต่อไปได้
โมเลกุลพลังพิเศษเล็กๆ ที่ลอยอยู่ในอากาศนี้ มีการเคลื่อนไหวอยู่ตลอดเวลาตามลมหายใจของนางราวกับโน้ตดนตรีที่กำลังกระโดดโลดเต้น
ฉินเหยาควงดาบอยู่หลายนาที พอตนเองสะใจแล้วถึงได้รู้ว่าหลิวจ้งยังคงยืนตะลึงอยู่ในห้องโถงจึงกระแอมเบาๆ อย่างเขินอายสองครั้ง เก็บใบดาบเข้าที่แล้วถามหลิวจ้งว่าตอนบ่ายยุ่งหรือไม่
หลิวจ้งส่ายหน้า “โดยพื้นฐานแล้วไม่มีงานอะไรแล้ว ที่นามีท่านพ่อคอยทำอยู่ ตอนบ่ายข้าตั้งใจว่าจะเข้าป่าไปตัดฟืนกลับมาไว้ใช้ที่บ้าน”
“เช่นนั้นก็ไม่มีอะไรแล้วสินะ” ฉินเหยายิ้มพลางกำชับ “เช่นนั้นพี่รองช่วยไปทำธุระที่หมู่บ้านเซี่ยเหอให้ข้าสักหน่อยได้หรือไม่”
นางให้ค่าจ้างเป็นค่าเสียเวลา
หลิวจ้งคาดเดาแล้วถาม “จะให้ไปบ้านช่างตีเหล็กหรือ”
ฉินเหยาพยักหน้า หลิวจ้งก็เข้าใจแล้ว ถามย้ำอย่างตกตะลึง “เจ้าจะทำท่อนเหล็กหนักแปดสิบจินจริงๆ รึ”
เมื่อเห็นฉินเหยาพยักหน้าอย่างแน่วแน่ หลิวจ้งก็พูดเกลี้ยกล่อมเสียงเบา “น้องสะใภ้สาม ในยามบ้านเมืองสงบสุขเช่นนี้ ไม่จำเป็นต้องใช้อาวุธที่ร้ายกาจเช่นนี้กระมัง หากบังเอิญทำร้ายคนผู้บริสุทธิ์เข้าจะทำอย่างไร”
ฉินเหยากล่าวอย่างมั่นใจ “ไม่หรอกเจ้าค่ะ ปกติหากไม่มีอะไรข้าก็ไม่พกอาวุธออกจากบ้านอยู่แล้ว พี่รองท่านรอสักครู่ ข้าจะไปวาดแบบร่างให้ท่านช่วยนำไปให้ช่างตีเหล็ก หากเขาบอกว่าทำไม่ได้ ท่านก็บอกไปว่าข้าเพิ่มเงินให้ได้”
เหล็กแปดสิบจินจะต้องหลอมเป็นท่อนเหล็กเล็กๆ หนึ่งท่อน ต้องผ่านการตีซ้ำแล้วซ้ำเล่าเพื่อขจัดสิ่งเจือปนออกไป เป็นการผ่านการหลอมและตีเป็นพันเป็นหมื่นครั้งอย่างแท้จริง
หากยังคิดราคาเดิม ช่างตีเหล็กคงจะไม่ยอมทำ
แต่ถ้าเพิ่มเงินให้ก็ไม่มีปัญหาแล้ว
ไม่มีใครปฏิเสธเงินหรอก
ฉินเหยาหยิบเงินออกมายี่สิบตำลึง ยื่นให้หลิวจ้งพร้อมกับแบบร่าง ให้เขาช่วยไปทำธุระให้อีกรอบในตอนบ่าย ค่าเสียเวลาให้ไปห้าสิบเหวิน
แม้ในใจของหลิวจ้งจะหวาดหวั่นเพียงใด แต่เห็นแก่เงินห้าสิบเหวิน เขาก็ยังคงไปอย่างยินดี
ฉินเหยามองส่งหลิวจ้งจากไป จินตนาการถึงภาพตนเองในอนาคตที่ถือง้าวต่อสู้อย่างดุเดือดสะใจก็ดีใจจนอดไม่ได้ถูมือไปมาอย่างตื่นเต้น
นางยิ้มพลางหันกลับมาเดินไปยังห้องครัว พอเงยหน้าขึ้นก็เห็นหลี่ซื่อกำลังจ้องมองตนเองอยู่
ในชั่วพริบตาที่สายตาทั้งสองสบประสานกัน หลี่ซื่อก็สูดหายใจ “เฮือก” แล้วถอยหลังไปสองก้าวใหญ่ บนใบหน้าปรากฏรอยแดงอมชมพูอย่างน่าประหลาด เกือบจะชนชามที่วางอยู่บนเตาไฟล้ม
ในชามนั้นคือไข่ขาวที่เพิ่งจะตีจนขึ้นฟูเป็นฟองสีขาวละเอียด ทั้งสองคนช่วยกันตีอยู่สองเค่อ หากหกไปแล้วคงจะเจ็บใจไปอีกนาน
โชคดีที่ฉินเหยาประคองชามไว้ได้ทัน ไข่ขาวไม่เป็นอะไร แต่ดูเหมือนหลี่ซื่อจะไม่ค่อยดีนัก
“เจ้าเป็นอะไรไป” ฉินเหยาเอ่ยถามด้วยความห่วงใย
พอนึกถึงที่เสี่ยวไหลฝูบอกว่าช่วงสองสามวันนี้หลี่ซื่ออดนอนเพื่อทำเสื้อผ้าให้นาง ฉินเหยาก็รู้สึกเกรงใจอยู่บ้าง
“เจ้าไปพักหน่อยดีหรือไม่ เค้กไว้ค่อยทำวันหลังก็ได้”
หลี่ซื่อส่ายหน้า “ไม่ ไม่ต้องหรอกเจ้าค่ะ ทำต่อเถอะ ข้าพอจะรู้แล้วว่าต้องทำอย่างไร ถือโอกาสที่ว่างตอนนี้ลองดูสักหน่อย”
ฉินเหยายืนยันอีกครั้ง “เจ้าไม่เป็นอะไรจริงๆ แน่นะ”
หลี่ซื่อขานรับแล้วพยักหน้า เพียงแต่ในสายตาของนางปรากฏภาพฉินเหยาถือดาบใหญ่ควงอยู่ในห้องจนเกิดเสียงลมหวีดหวิวซ้ำแล้วซ้ำเล่า หัวใจก็อดไม่ได้ที่จะเต้นตึกตักๆ เร็วขึ้นเรื่อยๆ
ไม่ใช่ว่ากลัว แต่เป็นเพราะตื่นเต้นเกินไป!
นางไม่คิดเลยว่า พอฮูหยินควงดาบแล้ว จะ…จะสง่างามและองอาจถึงเพียงนี้!
ฉินเหยาหันกลับไปมองหลี่ซื่ออย่างสงสัย ไม่รู้ว่านางเป็นอะไรไป จังหวะการหายใจก็ดูผิดปกติหรือว่าจะเป็นโรคโลหิตจางกันนะ
หลังจากมองอยู่หลายวินาที เห็นว่าคนยังยืนอยู่ดี ฉินเหยาก็ปัดความคิดฟุ้งซ่านทิ้งไป ตั้งใจก่อไฟในเตาอบที่อาวั่งก่อไว้ในลานบ้าน เพื่อให้หลี่ซื่อใช้อบเค้กได้สะดวก