ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว - ตอนที่ 448 เค้ก
ตอนที่ 448 เค้ก
………………..
หลิวจี้คงมีจมูกไวเหมือนจมูกสุนัข พอได้กลิ่นหอมก็กลับมาบ้านแล้ว
“เมียจ๋า พวกเจ้าทำอะไรกันน่ะ หอมขนาดนี้ ข้าอยู่ไกลลิบยังได้กลิ่นเลย”
หลิวจี้ก้าวยาวๆ เข้าประตูมา ล้างมือพลางเอ่ยถามเสียงดังอย่างใคร่รู้
ฉินเหยาและหลี่ซื่อเพิ่งจะนำเค้กที่อบเสร็จใหม่ๆ ออกจากเตา พอได้ยินเสียง หลี่ซื่อก็ยิ้มตอบ “นายท่านกลับมาแล้วหรือเจ้าคะ ข้ากับฮูหยินกำลังลองทำเค้กอยู่ เพิ่งจะออกจากเตาพอดี ท่านกลับมาได้จังหวะพอดีเลย”
ฉินเหยากล่าวเสริมทันที “ใช่แล้ว มาได้จังหวะพอดี คำแรกให้เจ้าชิม”
หลิวจี้คิดในใจ มีเรื่องดีๆ แบบนี้ด้วยรึ แน่ใจนะว่าไม่ได้จะใช้เขาเป็นหนูลองยาพิษน่ะ
แต่ของสิ่งนี้ดมแล้วก็หอมจริงๆ คงจะไม่แย่ถึงขั้นกินไม่ได้ หลิวจี้รับคำอย่างตรงไปตรงมา “ได้เลย ข้าจะลองชิมดู”
การควบคุมไฟยังมีพลาดไปบ้าง ผิวหน้าของเค้กเลยถูกอบจนไหม้ ดูเป็นสีน้ำตาลเข้มทั้งแผ่น หน้าตาธรรมดาอย่างยิ่ง
ทว่าก็ไม่อาจทนต่อกลิ่นหอมหวานที่โชยอบอวลออกมาจากด้านในได้ หลิวจี้สูดหายใจเข้าลึกๆ ฉีกออกมาหนึ่งชิ้น ภายใต้เปลือกนอกสีไหม้เกรียมนั้นคือเนื้อเค้กสีเหลืองนวลที่นุ่มฟู นิ้วที่บีบลงไปราวกับได้สัมผัสปุยเมฆ
หลิวจี้ลองนำด้านสีเหลืองนวลนั้นเข้าปากอย่างระมัดระวัง ไม่มีรสชาติแปลกๆ กลับกันยังหอมหวานนุ่มฟู ละลายในปาก หอมอร่อยมาก
แตกต่างจากขนมที่เคยกินเป็นประจำ มันไม่แน่นเลยสักนิด กินเข้าไปคำหนึ่งก็นุ่มนิ่มแถมยังหนึบหนับเล็กน้อย แม้กระทั่งเปลือกที่ไหม้ไปหน่อยนั้นก็มีรสขมเล็กน้อยแต่ผสมกับความหอมเข้มข้น มีรสชาติที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว
“กินได้หรือไม่” ฉินเหยาเห็นหลิวจี้เตรียมจะยื่นมือไปหยิบอีกชิ้นก็รีบยั้งมือเขาไว้แล้วถามอย่างไม่แน่ใจ
หลิวจี้พยักหน้า ไม่มีเวลามาเอ่ยปาก สอดมือผ่านการขัดขวางของฉินเหยาไปฉีกเนื้อเค้กชิ้นใหญ่ออกมาอีกชิ้นแล้วยัดใส่ปาก
“เงินสองตำลึง ไม่เสียเปล่าจริงๆ!” หลิวจี้กินพลางชมเสียงอู้อี้
กินไปพลางก็ยังถามอีกว่า “มีเหลืออีกหรือไม่ เดี๋ยวท่านอาจารย์จะมาทานมื้อเย็น ให้ท่านผู้เฒ่าได้ลองชิมด้วย”
เพราะเป็นการทดลองทำ กลัวว่าจะสิ้นเปลืองวัตถุดิบจึงทำออกมาแค่หม้อเหล็กเล็กๆ หม้อเดียว
แน่นอนว่าก็เป็นเพราะข้อจำกัดด้านภาชนะด้วย ที่บ้านมีเพียงหม้อทหารที่ฉินเหยาตีขึ้นมาเท่านั้นที่สามารถอบเค้กได้
ส่วนเครื่องปั้นดินเผาก็เปราะบางเกินไป หากอบด้วยอุณหภูมิสูงต่อเนื่อง ความร้อนที่ไม่สม่ำเสมออาจจะทำให้ระเบิดได้
ดังนั้น ฉินเหยาจึงหยิบขนมที่เหลือในหม้อทั้งใบมาไว้ในอ้อมแขนของตน “หลิวจี้เจ้าห้ามกินแล้ว มีแค่หม้อเล็กๆ หม้อนี้เท่านั้น ข้ากับหลี่ซื่อยังไม่ได้ชิมเลย!”
ส่วนทางด้านกงเหลียงเหลียวนั้น รอนางกินเองก่อนแล้วค่อยว่ากัน
ครั้งแรกก็ทำสำเร็จ ฉินเหยาเองก็ไม่อยากจะเชื่อนัก นางเรียกหลี่ซื่อมา ทั้งสองคนนำหม้อมาที่ห้องโถง ใช้มีดหั่นเนื้อเค้กเป็นชิ้นเล็กๆ แล้วหยิบขึ้นมาชิมคนละชิ้น
หลี่ซื่อไม่เคยกินเค้กมาก่อน ไม่รู้ว่ารสชาติที่แท้จริงของเค้กควรเป็นอย่างไร แต่รู้สึกว่าขนมชิ้นนี้ในมือ รสสัมผัสดีมาก
วันนี้ใช้น้ำตาลทรายขาวธรรมดา หากสามารถใช้น้ำผึ้งแล้วหานมวัวนมแพะมาใส่เพิ่มเข้าไป รสชาติอาจจะดียิ่งขึ้นไปอีกระดับ
แต่สีหน้าของฉินเหยากลับดูแปลกไปเล็กน้อย กินไปสองคำก็หยุดนิ่ง ดวงตาจับจ้องไปยังที่แห่งหนึ่งอย่างเหม่อลอยราวกับว่าวิญญาณไม่ได้อยู่ตรงนี้แล้ว
เดิมทีหลิวจี้คิดจะแอบหยิบมาชิ้นหนึ่ง พอเดินเข้ามาในห้องโถงก็เห็นท่าทางเช่นนี้ของฉินเหยาจึงยกมือขึ้นโบกไปมาตรงหน้านาง “เมียจ๋า”
ฉินเหยากะพริบตาเบาๆ แววตากลับมามีประกายอีกครั้ง นางกินเค้กในมือเข้าไปทั้งคำ มุมปากก็ยกสูงขึ้น “รสชาตินี้เลย”
“รสชาติอะไรหรือ” หลิวจี้ถามอย่างใคร่รู้
ฉินเหยาตอบ “รสชาติของบ้านเกิด”
หลี่ซื่อยิ้มออกมา “ที่แท้ฮูหยินอยากจะกินขนมของบ้านเกิดนี่เอง”
นางไม่รู้ว่าบ้านเกิดของฉินเหยาอยู่ที่ไหน คิดว่าฉินเหยาคิดถึงบ้าน ในใจก็รู้สึกอ่อนยวบ หยิบหม้อที่ว่างเปล่าขึ้นมาแล้วกล่าวว่า “ในเมื่อทำถูกแล้ว เช่นนั้นก็ทำเพิ่มอีกหน่อย ฮูหยินอยากจะกินเท่าไรก็จะได้กินเท่านั้น”
พูดจบก็เข้าครัวไปง่วนอยู่กับการทำอาหารอีกครั้ง ตั้งใจว่าจะอบเพิ่มอีกสองหม้อก่อนอาหารเย็น ทุกคนในบ้านจะได้ลองชิม
หารู้ไม่ว่า หลิวจี้ที่มองฉินเหยาที่กำลังกินอย่างมีความสุขนั้น ในใจกลับเดือดพล่านไปหมด
หลี่ซื่อไม่รู้ว่าบ้านเกิดของนางอยู่ที่ไหน แต่เขากลับรู้ดี
ดินแดนกันดารทางตะวันตกเฉียงเหนือนั้นจะมีขนมที่ประณีตเช่นนี้ได้อย่างไร
หลิวจี้แอบสังเกตฉินเหยาอย่างลับๆ นางกำลังกินเค้กพลางรำลึกถึงอะไรบางอย่าง อาจจะเป็นอดีต หรืออาจจะเป็นคนในบ้านเกิดของนางจึงไม่ได้สังเกตเห็นการสำรวจของเขาเลย
แน่นอนว่าก็อาจจะเป็นเพราะนางไม่สนใจเขาเลยแม้แต่น้อยจึงเมินเฉยไปเสีย
สายตาของหลิวจี้จึงยิ่งกำเริบเสิบสานมากขึ้น เจตนาในการสำรวจนั้นเปิดเผยโจ่งแจ้ง
เขายิ่งคิดก็ยิ่งรู้สึกว่ามีบางอย่างไม่ถูกต้อง แต่ในชั่วพริบตาก็คิดไม่ออกว่าความไม่ถูกต้องนี้มาจากที่ใดกันแน่
คนก็เป็นคนเป็นๆ หน้าตาก็ไม่ได้เปลี่ยนแปลง อย่างไรก็ไม่มีทางเป็นภูตผีปีศาจแปลงกายมาอย่างแน่นอน
เดี๋ยวก่อน!
นางมีวรยุทธ์ชั้นเลิศแถมพละกำลังก็ไม่มีใครเทียบได้ เหตุใดจึงยังต้องลี้ภัยหนีความอดอยากอีก
ความทรงจำพลันย้อนกลับไปยังภาพที่เขาได้พบนางครั้งแรกที่ปากทางเข้าที่ว่าการอำเภอ
หญิงสาวนางนั้นก้มหน้า ห่อไหล่ เนื่องจากเสื้อผ้าบางเบา ลมฤดูใบไม้ร่วงจึงยิ่งทวีความหนาวเย็น นางคู้ตัวคุกเข่าอยู่ที่มุมหนึ่ง ทั่วทั้งร่างเต็มไปด้วยความสิ้นหวังที่ดูชาชิน ไร้ซึ่งชีวิต
มองดูแล้วราวกับว่าจะมีชีวิตอยู่ได้อีกไม่นาน
แต่ตอนที่ดวงตาคู่นั้นมองมากลับยังมีประกายแห่งความทรหดที่น่าประทับใจอยู่แวบหนึ่ง
ก็เพราะดวงตาคู่นี้เอง หลิวจี้ถึงได้เกิดความเมตตาสงสาร วิ่งกลับบ้านไปยืมเกวียนวัวแล้วพานางกลับมาบ้าน
ในใจก็คิดว่า มีดวงตาเช่นนี้ หญิงสาวนางนี้น่าจะเป็นคนที่อดทนต่อความทุกข์ยากได้ บางทีอาจจะให้นางอยู่ด้วยได้
ต่อมา…ดวงตาที่ทั้งทรหดและเปราะบางคู่นั้นก็ไม่เคยปรากฏให้เห็นอีกเลย
ทว่าสิ่งที่มาแทนที่คือฉินเหยาหญิงใจร้ายผู้เหิมเกริมบ้าบิ่น มั่นใจและทะนงตน แถมยังมีวิธีการที่เฉียบขาด
แรกเริ่ม เขามัวแต่ตกตะลึงและหวาดกลัว คิดว่านิสัยของนางเป็นเช่นนี้เอง ตนเองคงถูกภาพลักษณ์ที่อ่อนแอของนางหลอกลวง
นี่ไหนเลยจะเป็นกระต่ายขาวตัวน้อย นี่มันหมาป่าในคราบลูกแกะชัดๆ
แต่พอมาคิดดูอีกครั้งในวันนี้ ช่วงเวลาเพียงสองวันสั้นๆ นั้น อย่างไรก็ไม่สามารถเชื่อมโยงการเปลี่ยนแปลงก่อนและหลังของคนผู้นี้เข้าด้วยกันได้
หลิวจี้คิดจนเหม่อลอย พอได้สติกลับมา เค้กที่เหลืออีกค่อนหม้อก็เข้าไปอยู่ในท้องของฉินเหยาทั้งหมดแล้ว
นางนอนเอกเขนกอยู่บนเก้าอี้อย่างสบายอารมณ์ ดวงตาหรี่ลงเล็กน้อย มองดูนกที่บินอยู่บนท้องฟ้าสีครามเหนือลานบ้านแล้วเรอออกมาเบาๆ อย่างพึงพอใจ
หลิวจี้พลันลืมข้อสงสัยเมื่อครู่ไปสิ้น เหลือเพียงความโมโห
“เมียจ๋า เจ้ากินหมดเลยรึ” หลิวจี้กวาดสายตามองไปรอบๆ ห้อง ตรวจสอบให้แน่ใจว่านางไม่ได้เอาเค้กที่เหลือไปซ่อนไว้ แต่กินหมดแล้วจริงๆ
ฉินเหยาขานรับเสียงหนึ่งอย่างเกียจคร้าน เหลือบมองเขาด้วยหางตา “ใช่ ข้ากินคนเดียวหมดแล้ว”
พร้อมกับทำท่าทางท้าทายว่าเจ้าจะทำไม
ดูออกว่านางอารมณ์ดีอย่างยิ่ง ถึงได้ทำท่าทางอวดดีเช่นนี้
หลิวจี้พลันตะลึงไปอีกครั้ง เหมือนมีอะไรดลใจจึงถามออกไปว่า “อยู่ที่บ้านเจ้ากินเค้กนี่บ่อยรึ”
ฉินเหยาพยักหน้า ยังเสริมอีกหนึ่งประโยคว่า “ถ้าได้ชานมมาอีกสักแก้วก็จะสมบูรณ์แบบยิ่งขึ้น”
หลิวจี้ขมวดคิ้วเล็กน้อย “ชา-นม?”
ขออภัยที่เขาไม่เคยเดินทางไกลบ่อยนัก ไม่เคยไปบ้านเกิดทางตะวันตกเฉียงเหนือของนาง รู้แต่เพียงว่านมก็คือนม น้ำชาก็คือน้ำชา ไม่เคยได้ยินมาก่อนว่าชานมที่นำสองอย่างนี้มาผสมกันคืออะไร
ฉินเหยาเชิดหน้าใส่เขา “คนบ้านนอก ของดีเช่นนี้เจ้าไม่เคยดื่ม ข้าเสียใจแทนเจ้าจริงๆ”
ทันใดนั้นก็นึกขึ้นได้ว่าในวันสิ้นโลกตนเองก็ไม่ได้ดื่มเช่นกัน ที่นี่ก็ยิ่งไม่มีให้ดื่ม รอยยิ้มบนใบหน้าของฉินเหยาพลันแข็งค้างไป
คนบ้านนอกกลับกลายเป็นตัวข้าเอง!