ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว - ตอนที่ 449 โง่เง่าดั่งหมู
ตอนที่ 449 โง่เง่าดั่งหมู
“ใบรายการเล่า” ฉินเหยาเปลี่ยนเรื่อง “เขียนเสร็จแล้วก็เอามาให้ข้า ตอนนี้ข้ากำลังว่างพอดี”
หลิวจี้ถึงได้นึกขึ้นมาได้ว่าตนเองยังมีเรื่องสำคัญที่ยังไม่ได้ทำ
จริงๆ เลย กลิ่นหอมของเค้กสองชิ้นทำเอาเขาหัวหมุนไปหมดแล้ว!
เรื่องนี้เกี่ยวข้องกับว่าอีกสองเดือนข้างหน้าเขาจะได้ใช้ชีวิตเยี่ยงยาจกหรือเยี่ยงนายท่านผู้มั่งคั่ง หลิวจี้พลันโยนเรื่องเค้กและชานมทิ้งไปไว้เบื้องหลังทันที
เขาถกชายเสื้อขึ้น วิ่งไปยังห้องหนังสืออย่างบ้าคลั่ง นำใบรายการที่เขียนไว้เมื่อคืนออกมาแล้วเติมเข้าไปอีกสองสามบรรทัด ถึงได้นำมาที่ห้องโถง ยื่นให้นางด้วยสองมือ
“เมียจ๋า เชิญท่านตรวจดู”
ฉินเหยาเลิกคิ้วขึ้น เขียนเสียเต็มหน้ากระดาษ ละเอียดถึงขั้นนับรวมผงขัดฟันและแปรงสีฟันเข้าไปด้วย สมแล้วที่เป็นหลิวซานเอ๋อร์
หลิวจี้เขียนหนังสือเก่งขึ้นเรื่อยๆ ตอนนี้รู้จักเขียนรายการตามหมวดหมู่แล้ว
รายการแรก อาหารและเครื่องดื่มประจำวัน
แม้ว่าจะไปอาศัยอยู่ที่บ้านตระกูลเฮ่อ แต่ก็ไม่สามารถกินดื่มของผู้อื่นโดยไม่ตอบแทนได้ ท่านอาจารย์กล่าวไว้ว่า บัณฑิตต้องมีความหยิ่งในศักดิ์ศรี ผู้อื่นถึงจะมองเจ้าอย่างให้เกียรติ
ดังนั้น เขาจึงเตรียมจะซื้อเครื่องครัวมาทำอาหารกินเองตลอดสองเดือนที่จะพักอยู่ที่บ้านตระกูลเฮ่อ
ตั้งแต่เตาไปจนถึงถ้วยชามตะเกียบและฟืนข้าวสารน้ำมันเกลือ ตั้งงบไว้ห้าตำลึง
รายการที่สอง เงินสำรองสำหรับเหตุไม่คาดฝัน ห้าตำลึง
“อะไรคือเหตุไม่คาดฝัน” ฉินเหยาขมวดคิ้วถาม
หลิวจี้ยิ้มตอบ “ร่างกายข้าไม่แข็งแรงเท่าเมียจ๋า หากออกจากบ้านแล้วเกิดแพ้น้ำแพ้อากาศเจ็บป่วยขึ้นมาก็ต้องหาหมอกินยาใช่หรือไม่ มิเช่นนั้นหากกระทบกับการสอบก็จะไม่ดี”
ฉินเหยามองเขาขึ้นๆ ลงๆ หนึ่งรอบ “พูดตามตรง พวกเราอยู่ด้วยกันมานานขนาดนี้ ข้าเห็นเจ้าเคยแต่ถูกตี ไม่เคยเห็นเจ้าเจ็บป่วยเลย ดังนั้นควบคุมปากของเจ้าให้ดีก็พอแล้ว ขีดทิ้ง”
“ไม่ต้องถามว่าทำไมแล้วก็อย่าร้องโอดโอย ความอดทนของข้าไม่สูงนัก” ฉินเหยาเอ่ยดัก
หลิวจี้ยังคงยิ้มอยู่ เป็นไปตามคาด ขีดทิ้งก็ขีดทิ้งไป ข้างล่างยังมีอีก
ใครจะไปคาดคิดว่า คำขอค่าใช้จ่ายสำหรับออกไปผูกมิตรกับขุนนางผู้สูงศักดิ์และบัณฑิตทั้งหลายจะถูกขีดทิ้งทั้งหมด
ยังมีเงินค่าเสื้อผ้าและรองเท้าถุงเท้า ค่ารถม้าก็ถูกขีดทิ้งทั้งหมด
พอเขาถามนางก็ตอบว่า “เจ้าไม่จำเป็นต้องใช้”
หลิวจี้ไม่ยอม ค่ารถม้าถูกขีดทิ้งก็ช่างเถอะ อย่างไรเสียเขาก็อาศัยรถของท่านอาจารย์ได้
แต่ว่า!
“หากข้าไม่ไปกินข้าวกับคนอื่น จะรู้ได้อย่างไรว่าท่านผู้คุมสอบชื่นชอบอะไรแล้วจะรู้ได้อย่างไรถึงหัวข้อสอบในปีก่อนๆ”
“อีกอย่าง ข้าต้องออกไปสังสรรค์ก็ไม่สามารถสวมเสื้อผ้าเก่าๆ ออกไปได้ มิเช่นนั้นจะไม่ทำให้เมียจ๋าต้องเสียหน้าหรอกหรือ!”
ฉินเหยาไม่เงยหน้าขึ้นมาเลยแม้แต่น้อย มุมปากยกขึ้นอย่างเย็นชา “การสอบฝู่ซื่อใกล้จะเริ่มแล้ว คนที่ยังจะชวนเจ้าออกไปกินดื่มอย่างสำมะเลเทเมาในเวลานี้ จะเป็นคนที่ให้ข่าวสารแก่เจ้าได้หรือ”
“อีกอย่างที่ท่านอาจารย์และศิษย์พี่ของเจ้าบอกก็เพียงพอแล้ว พวกเจ้าเป็นเพียงถงเซิงกลุ่มหนึ่ง ไม่มีข้อมูลอะไรที่สามารถแลกเปลี่ยนระหว่างกันได้หรอก การออกไปข้างนอกก็เป็นการพบปะที่ไร้ประโยชน์ เข้าใจหรือไม่”
หลิวจี้สูดหายใจเข้าเฮือกหนึ่ง โมโหจนแทบคลั่ง “เข้า-ใจ!”
รายการที่สาม ของขวัญสำหรับตระกูลเฮ่อ
ไข่ไก่หนึ่งร้อยฟอง เป็นเงินสองเฉียน
ใบชาชั้นเลิศหนึ่งกระปุก เป็นเงินห้าเฉียน
ไส้กรอกรมควันสิบจิน เอาจากที่บ้าน
ผักดองสองไห เอาจากที่บ้าน
น้ำผึ้งป่าหนึ่งกระปุก เอาจากที่บ้าน
หนังหมาป่าหนึ่งผืน เอาจากที่บ้าน
หลิวจี้เหลือบมองฉินเหยาอย่างระมัดระวัง “ไปพักบ้านคนอื่น จะไปมือเปล่าได้อย่างไรใช่หรือไม่”
ฉินเหยาขานรับเสียงหนึ่ง “แน่นอนว่าไปมือเปล่าไม่ได้”
ยังไม่ทันที่หลิวจี้จะได้ดีใจจนเนื้อเต้น นางก็ขีดรายการที่สี่ที่เขาเสนอขึ้นมาทิ้ง คือต้องการผู้ติดตามหนึ่งคน
เหตุผลที่ขอคือ ออกไปข้างนอก มีผู้ติดตามจะทำอะไรก็สะดวก
เขายังเพิ่มหมายเหตุเข้าไปเองอีกด้วยว่า เพื่อให้เมียจ๋าสามารถตรวจสอบได้ตลอดเวลา
ไม่ได้ระบุชื่อ แต่ดูปุ๊บก็รู้ว่าต้องการอาวั่ง
ฉินเหยามองดวงตาที่เปี่ยมความหวังของหลิวจี้แล้วถามอย่างจริงจัง “ให้อาวั่งตามไปเป็นผู้ติดตามให้เจ้าที่เมืองหลวงของมณฑลแล้วที่นาและสวนผักที่บ้านใครจะดูแล”
ส่วนหมายเหตุที่เขาเขียนมาอย่างอวดฉลาดนั้น ยิ่งทำให้ฉินเหยารู้สึกพูดไม่ออก
“หลิวจี้ มาถึงขั้นนี้แล้ว หากเจ้ายังไม่รู้จักคว้าโอกาสไว้ในมือ นั่นคือความสูญเสียของเจ้า ไม่ใช่ของข้า”
พูดจบก็ยื่นใบรายการคืนให้หลิวจี้ ลุกขึ้นแล้วกลับเข้าห้องไปหยิบเงินห้าตำลึงมาให้เขา
ส่วนของขวัญที่จะให้ตระกูลเฮ่อนั้น ไข่ไก่อะไรกันต้องฟองละสองเหวิน ใบชาอะไรกันต้องกระปุกละห้าร้อยเหวิน
ในเมื่อเขาวางแผนไว้แล้วก็ให้เขาไปเตรียมเองเถอะ อย่างไรเสียในกระเป๋าเขาก็มีเงิน
หลิวจี้ถือเงินห้าตำลึง ในใจเจ็บปวดจนกระอักเลือด เขียนไปเปล่าประโยชน์ทั้งสิ้น!
เค้กหม้อที่สองแสนหอมกรุ่นออกจากเตาแล้ว หลี่ซื่อหั่นเสร็จก็ยกขึ้นโต๊ะ หลิวจี้หยิบขึ้นมาชิ้นหนึ่งด้วยมือข้างหนึ่งแล้วกินอย่างตะกรุมตะกราม หางตาก็หลั่งน้ำตาแห่งความสุขออกมา
อร่อย! เหลือ! เกิน!
ตอนเย็น กงเหลียงเหลียวมาทานอาหารที่บ้านลูกศิษย์
ฉินเหยายกเค้กที่ยังอุ่นๆ อยู่มาให้ท่านผู้เฒ่าลองชิม
เมื่อกงเหลียงเหลียวกินไปคำหนึ่งก็หยุดไม่ได้ นี่มันช่างเหมาะกับผู้สูงวัยอย่างพวกเขาเสียจริง
นุ่มฟู หวานหอม กินแล้วทั้งอร่อยทั้งไม่เปลืองแรง
ฉินเหยายังบอกอีกว่า ครั้งหน้าหากหานมวัวหรือนมแพะมาได้ ทำออกมาแล้วจะอร่อยยิ่งกว่านี้อีก
กงเหลียงเหลียวอยากกินจนแอบกลืนน้ำลาย ไม่สนใจเสียงร้องทุกข์ของซานเอ๋อร์ศิษย์รักที่กล่าวหาว่าภรรยาใจร้ายเลยแม้แต่น้อยแล้วถามฉินเหยาอย่างเกรงใจว่า
“สูตรเค้กนี้ พอจะเขียนให้ข้าผู้เฒ่าสักชุดได้หรือไม่”
ถึงตอนนั้นให้ห้องครัวของตระกูลเฮ่อทำออกมาก็จะได้กินทุกวันแล้ว
ฉินเหยาพยักหน้าอย่างใจกว้าง “ท่านอาจารย์ ท่านรอสักครู่ ข้าจะไปหยิบกระดาษและพู่กันมาให้หลิวจี้เขียนให้ท่านเดี๋ยวนี้”
“จริงรึ” กงเหลียงเหลียวเผยสีหน้าประหลาดใจอย่างเด็กๆ ซึ่งหาได้ยากออกมา
เมื่อเห็นฉินเหยาพยักหน้าย้ำอย่างหนักแน่นก็ยิ่งยิ้มจนปากแทบจะฉีกไปถึงหู
ส่วนซานเอ๋อร์ที่คุกเข่าอ้ำๆ อึ้งๆ อยู่ข้างๆ ก็คงต้องน้อยใจไปก่อน
“ลุกขึ้น! เข่าของบุรุษมีค่าดั่งทองคำ เอาแต่คุกเข่าอยู่เรื่อย เสียเกียรติบุรุษหมด!” กงเหลียงเหลียวขมวดคิ้ว เอ่ยสั่งสอนอย่างรังเกียจ
หลิวจี้ถามอย่างตกตะลึง “ท่านอาจารย์ นางรังแกศิษย์ ท่านไม่ออกหน้าให้ศิษย์บ้างเลยหรือ”
“ท่านเคยเห็นบุรุษอกสามศอกคนไหนในกระเป๋ามีเงินแค่ห้าตำลึงบ้าง นี่คือการไปเมืองหลวงของมณฑลนะขอรับ อาหารมื้อหนึ่งก็ต้องใช้เงินหลายตำลึงแล้ว ข้าคงจะต้องกินลมเป็นแน่ นางตั้งใจจะให้ข้าอดตาย!”
กำลังพูดอยู่ก็เหลือบเห็นฉินเหยาหยิบพู่กัน หมึก กระดาษและแท่นฝนหมึกมาแล้ว เขารีบหุบปากทันที ยืนอยู่ข้างหลังกงเหลียงเหลียวอย่างน้อยเนื้อต่ำใจ เหมือนกระสอบทรายรองรับอารมณ์
ฉินเหยาคลี่กระดาษออกแล้วกวักมือเรียกหลิวจี้ “ข้าบอกเจ้าเขียน”
หลิวจี้อาศัยว่าท่านอาจารย์อยู่ด้วยจึงไม่ยอมขยับ
กงเหลียงเหลียวพลิกมือกลับมาดึงเขาออกมาแล้วสั่งว่า “เขียน!”
อย่าทำให้ข้าผู้เฒ่าอดกินเค้กสิ!
หลิวจี้เบิกตากว้างอย่างไม่อยากจะเชื่อ กงเหลียงเหลียวเบิกตากว้างยิ่งกว่าเขาอีก นำความน่าเกรงขามสมัยที่เป็นอาจารย์ขององค์รัชทายาทออกมาใช้ หลิวจี้ก็หงอลงในบัดดล รีบแจ้นไปเขียนสูตรเค้ก
พอจรดพู่กันก็เขียนอย่างคล่องแคล่วรวดเร็วจนเสร็จ เมื่อเห็นฉินเหยาจากไปอย่างพอใจ เขาจึงถอนหายใจยาวออกมาอย่างโล่งอก
กงเหลียงเหลียวเองก็ถอนหายใจอย่างโล่งอกเช่นกัน เมื่อเห็นฉินเหยาเข้าครัวไปดูอาหาร ไม่ได้สนใจทางนี้ ถึงได้กระซิบสั่งสอนซานเอ๋อร์ของตนว่า
“เจ้าช่างวิสัยทัศน์คับแคบนัก ต่อไปจะทำการใหญ่ได้อย่างไร”
ดวงตาอันเฉียบแหลมเหลือบมองไปยังสูตรเค้กที่เพิ่งได้มาใหม่ๆ ในมือของหลิวจี้ หลิวจี้ตบหน้าผากของตัวเอง ตอนนี้ถึงค่อยเข้าใจขึ้นมา
“ท่านอาจารย์ สมกับที่เป็นท่านจริงๆ!”
หลิวจี้อดกลั้นต่อความตื่นเต้น เปลี่ยนจากท่าทีเมินเฉยไม่ไยดีต่อสูตรเค้กเมื่อครู่เป็นประคองมันขึ้นมาอย่างระมัดระวัง เป่าหมึกให้แห้งด้วยความตั้งใจแล้วพับเก็บใส่กระเป๋าเสื้อ กระซิบข้างๆ หูกงเหลียงเหลียวเสียงเบาว่า
“ท่านอาจารย์ สูตรนี้จะขายได้กี่ตำลึงขอรับ ถึงห้าสิบตำลึงหรือไม่ พวกเราแบ่งกันคนละครึ่งนะขอรับ”
คาดไม่ถึงว่าบนศีรษะจะโดนมะเหงกเข้าไปหนึ่งที
หลิวจี้ร้องโอ๊ยแล้วกระโดดโหยง ฉินเหยาที่อยู่ในห้องครัวได้ยินแล้วก็ส่ายหน้า โง่เง่าดั่งหมู!