ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว - ตอนที่ 450 วันข้างหน้าจะทำให้พบแต่สิ่งดีๆ
- Home
- ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว
- ตอนที่ 450 วันข้างหน้าจะทำให้พบแต่สิ่งดีๆ
ตอนที่ 450 วันข้างหน้าจะทำให้พบแต่สิ่งดีๆ
กงเหลียงเหลียวราวกับได้ยินเสียงหัวเราะเยาะเย้ยของฉินเหยา รู้สึกว่าตนเองเสียหน้าอย่างยิ่ง
เขาจึงแจกมะเหงกหลิวจี้ไปอีกหนึ่งทีพร้อมกระซิบด่าเสียงเบา “เงินๆๆ รู้จักแต่เงิน! เงินนี่แหละคือสิ่งที่ไร้ประโยชน์ที่สุด!”
หากใช้สูตรนี้ให้ดี จะมีค่ามากกว่าเงินไม่กี่สิบตำลึงเสียอีก!
“เฮ้อ~” กงเหลียงเหลียวถอนหายใจ ส่งสัญญาณให้หลิวจี้เงี่ยหูฟังให้ดี เขาจะไม่สอนอีกเป็นครั้งที่สอง
หลิวจี้ใช้มือป้องกันใบหน้าของตนเองทุกทิศทางอย่างน้อยใจแล้วถึงได้ยื่นหูเข้าไปฟัง
กงเหลียงเหลียวกล่าว “ก่อนหน้านี้ข้าเคยบอกเจ้าแล้วมิใช่หรือว่าตระกูลเฮ่อมีความสัมพันธ์กับเจ้าหอของหอเอกสาร”
หลิวจี้พยักหน้า ท่านอาจารย์เคยพูด “ท่านยังบอกอีกว่าเจ้าหอมีหนังสือสะสมอยู่ในหอถึงสามพันเล่ม ทุกเล่มล้วนเป็นฉบับเดียวที่ตกทอดมา บัณฑิตมากมายนับไม่ถ้วนล้วนเดินทางไปเพราะชื่อเสียงนี้ แต่เจ้าหอผู้นั้นกลับเป็นพวกมองคนแต่เปลือกนอก ให้เฉพาะคนที่มีทรัพย์สินหมื่นตำลึงเข้าไปเท่านั้น เป็นคนเลวที่เห็นแก่ประโยชน์ส่วนตนเป็นที่ตั้ง”
กงเหลียงเหลียวขานรับเสียงหนึ่ง ในที่สุดความโกรธในใจก็คลายลงบ้าง อย่างน้อยก็ยังไม่ลืมคำพูดที่เขาเคยเอ่ยไป
“เจ้าหอผู้นั้นเป็นคนกตัญญูอย่างงมงาย มารดาของเขาฟันไม่ดี ทั้งยังชอบกิน เพื่อให้นางมีความสุข เขาจึงตามหาสูตรอาหารไปทั่ว เพียงเพื่อให้มารดาผู้นี้ได้กินของที่ถูกใจสักคำ…”
เมื่อพูดถึงขนาดนี้แล้ว กงเหลียงเหลียวรู้สึกว่าหากหลิวจี้ยังไม่เข้าใจอีกก็คงจะสิ้นหวังแล้วจริงๆ
หลิวจี้หยิบสูตรเค้กที่ตนเพิ่งจะเก็บไว้ออกมาอีกครั้งพลางมองไปยังห้องครัวอย่างประหลาดใจ ที่แท้เมียจ๋าก็ให้ใบเบิกทางชิ้นสำคัญเช่นนี้มา!
เมื่อฉินเหยายกน้ำแกงลูกชิ้นเห็ดหอมเข้ามา หลิวจี้ก็ตบหน้าตัวเองฉาดหนึ่งแล้วกล่าวอย่างจริงใจว่า
“เมียจ๋า ข้ามันตาไม่ถึงเอง!”
สีหน้าฉินเหยาดูเรียบเฉย แต่ความจริงนางสูดลมหายใจเข้าเฮือกหนึ่งพลางถอยหลังไปก้าวใหญ่แล้วถามอย่างไม่เข้าใจ “เจ้าเป็นบ้าอะไรของเจ้า”
หลิวจี้ยกสูตรเค้กขึ้นมาอย่างซาบซึ้ง “สูตรเค้กนี้ ต้องเป็นเมียจ๋าที่ตั้งใจทุ่มเทคิดค้นขึ้นมาแน่ๆ เพื่อให้ข้าสามารถไปยืมหนังสือที่หอเอกสารได้ ใช่หรือไม่ ใช่ไหมๆๆ”
มุมปากของฉินเหยากระตุกอย่างแรง มองดูกงเหลียงเหลียวที่นั่งอยู่บนรถเข็นด้วยความตกตะลึงไม่แพ้กัน ทั้งสองคนพร้อมใจกันยกมือขึ้นกุมขมับ
“หากข้าบอกว่าเป็นเรื่องบังเอิญเจ้าจะเชื่อหรือไม่”
นางไหนเลยจะมีอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์ถึงเพียงนั้น ถึงรู้ได้ว่าว่าสองศิษย์อาจารย์เตรียมจะไปยืมหนังสือจากผู้อื่น
เพียงแค่อยากกินเท่านั้นเอง
จนกระทั่งเมื่อครู่ที่กงเหลียงเหลียวจู่ๆ ก็ขอสูตรขึ้นมา นางถึงได้นึกออกว่าสูตรนี้ยังสามารถใช้ประโยชน์ได้มากกว่านี้อีก
กงเหลียงเหลียวเองก็พูดเสริม “เจ้าหนู เจ้าโชคดีนัก เรื่องดีๆ อะไรก็ดาหน้าเข้ามาหาเจ้าหมด”
หลิวจี้ส่ายหน้า เขาไม่เชื่อ
“ในโลกนี้จะมีเรื่องบังเอิญมากมายขนาดนั้นได้อย่างไร” หลิวจี้ยิ้มอย่างเจื่อนๆ นางรักเขาจะตายไป!
เมื่อรู้ว่านางปากแข็งไม่ยอมรับ หลิวจี้ก็โบกมือแล้วพูดคล้อยตามพวกนางไปว่า
“รอให้การสอบระดับฝู่ซื่อเสร็จสิ้น ข้าก็จะไปตั้งใจอ่านหนังสือที่หอเอกสาร พยายามให้เมียจ๋าได้เป็นฮูหยินจวี่เหรินภายในปีนี้เลย”
ฉินเหยาอ้าปากค้าง พูดไม่ออกบอกไม่ถูก สุดท้ายก็ยื่นมือไปแตะหน้าผากของหลิวจี้แล้วถามอย่างเห็นใจ “เจ้าเป็นแบบนี้นานเท่าไรแล้ว”
หลิวจี้ร้อง “หา”
ฉินเหยาล้มเลิกความคิด “ช่างเถอะ ล้างมือเตรียมกินข้าวได้แล้ว กินเสร็จก็รีบพักผ่อน พรุ่งนี้ยังต้องตื่นแต่เช้าเพื่อออกเดินทางอีก”
หลิวจี้ขานรับ เก็บสูตรให้ดีแล้วเข็นกงเหลียงเหลียวออกไปล้างมือ จากนั้นก็ตะโกนใส่พวกต้าหลางทั้งสี่คนที่นั่งแทะเค้กอย่างมีความสุขอยู่ข้างกระถางผักเสียงดังลั่น “ล้างมือกินข้าวได้แล้ว!”
เมื่ออาหารทำเสร็จ หลี่ซื่อก็ถือกล่องใส่อาหารจากไป ในลานบ้านจึงเหลือเพียงครอบครัวของฉินเหยาและคณะของกงเหลียงเหลียว
อากู่หัวหน้าผู้คุ้มกันนั่งร่วมโต๊ะกับอาวั่งและเหล่าบ่าวไพร่คนอื่นๆ ของจวนเฮ่อในลานบ้าน ซึ่งตั้งโต๊ะไว้สองโต๊ะ
ตลอดครึ่งเดือนกว่ามานี้ที่ทุกคนอยู่ร่วมกันมาก็สนิทสนมกันหมดแล้ว
นานๆ ทีอาวั่งก็จะพูดเรื่องตลกที่ไม่ชวนขำออกมาสักหนึ่งหรือสองประโยค เรียกเสียงหัวเราะจากพวกอากู่ได้
บ่าวชายและสาวใช้ที่มาจากตระกูลเฮ่อ ตอนมาถึงใหม่ๆ ยังไม่ชินกับบรรยากาศเช่นนี้ แต่ตอนนี้ก็ค่อยๆ ปล่อยตัวตามสบายแล้ว
ในตอนนี้พอคิดว่าพรุ่งนี้จะต้องกลับเมืองหลวงของมณฑลแล้วก็รู้สึกอาลัยอาวรณ์อยู่มาก
อันที่จริงแล้ว คนที่อาลัยอาวรณ์ไหนเลยจะมีเพียงพวกเขา กงเหลียงเหลียวเองก็อาลัยอาวรณ์เช่นกัน
ที่บ้านตระกูลเฮ่อไม่มีสิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับผู้พิการ เพื่อไม่ให้สร้างความลำบากให้ผู้อื่น เขาจึงได้แต่เก็บตัวราวกับติดคุกก็ไม่ปาน
โชคดีที่ซานเอ๋อร์ยังตามไปด้วย อย่างน้อยก็ไม่ขาดเรื่องสนุก
หลิวจี้ตัวโตขนาดนี้ ดูแลตัวเองได้ดีอยู่แล้ว ยังมีกงเหลียงเหลียวคอยชี้แนะอยู่ข้างๆ ฉินเหยาไม่มีอะไรต้องกังวล กินดีอยู่ดี ในใจก็คิดว่า วันหลังจูงแกะนมกลับมาสักตัว ลองต้มนม ทำชานมดื่มดูดีกว่า
กลับเป็นหลิวจี้ หลังจากที่พากงเหลียงเหลียวที่กินจนพุงกางไปส่งที่เรือนปทุมแล้วก็เอาแต่เดินตามหลังฉินเหยาพลางถามไม่หยุด
“เมียจ๋า เจ้าไม่มีอะไรอยากจะกำชับข้าบ้างหรือ”
“เมียจ๋า เจ้ายังมีอะไรที่ยังไม่ได้พูดกับข้าหรือไม่”
“เมียจ๋า เจ้าไม่มีอะไรจะพูดกับข้าจริงๆ หรือ พรุ่งนี้เช้าข้าก็จะไปแล้วนะ”
เสียงเรียกเมียจ๋าๆ ข้างหูดังหึ่งๆ ราวกับมีแมลงวันนับไม่ถ้วนบินวนอยู่รอบๆ ฉินเหยารำคาญจนเตะน่องเขาไปหนึ่งที
“ไปนอนได้แล้ว!”
หลิวจี้ลูบน่องตัวเองพลันรู้สึกพอใจขึ้นมา “ได้จ้า!”
ฉินเหยามองดูแผ่นหลังที่จากไปอย่างร่าเริงของเขา เหลือบมองปลายเท้าของตัวเองอย่างสงสัย เริ่มสงสัยในชีวิตขึ้นมา
เขาเป็นพวกชอบความรุนแรงหรือไร
วันไหนไม่โดนตีก็จะรู้สึกว่าวันนั้นยังไม่สมบูรณ์พร้อม?
ช่างเถอะ ไม่สนใจแล้ว วันนี้นางทั้งเหนื่อยใจเหนื่อยกาย รีบอาบน้ำนอนแต่หัวค่ำดีกว่า
เนื่องจากหลิวจี้ต้องออกเดินทางแต่เช้าตรู่ หลี่ซื่อจึงตื่นเร็วกว่าปกติครึ่งชั่วยาม พยายามทำขนมอบที่พกพาไประหว่างทางได้ให้มากที่สุด เผื่อไว้ในยามจำเป็น
อาวั่งเองก็ตื่นแต่เช้าเช่นกัน พวกเขาจุดเตาแล้วช่วยกันเตรียมขนม
ทั้งสองคนช่วยกันทำขนมเปี๊ยะจำนวนมากใส่เตาอบ รอจนฟ้าสว่าง หลี่ซื่อก็เตรียมอาหารเช้า ส่วนอาวั่งก็นำผลเหมยป่าที่เมื่อวานพาเด็กๆ เข้าป่าไปเก็บมา บดทำเป็นผลไม้เคี่ยวสำหรับขนม
ผลไม้สดเคี่ยวเก็บไว้ได้ไม่นานจึงไม่ได้ให้หลิวจี้นำไปด้วย
นำผลไม้เคี่ยวไปทาบนขนมเปี๊ยะที่เพิ่งออกจากเตาแล้วใส่ลงในกล่องอาหารของพวกต้าหลางสี่พี่น้อง ให้พวกเขานำไปกินเป็นของว่างที่สำนักศึกษา
แน่นอนว่า ไม่ลืมที่จะเก็บส่วนหนึ่งไว้ให้เสี่ยวไหลฝูโดยเฉพาะด้วย
เมื่อวานตอนเข้าป่าไปเก็บผลเหมยป่า เสี่ยวไหลฝูคือหัวเรี่ยวหัวแรงหลัก พวกต้าหลางสี่พี่น้องนั้นกินไปเก็บไป พออิ่มท้องแล้วในมือก็เหลือผลเหมยแค่กำเดียวเท่านั้น
แต่เสี่ยวไหลฝูกลับตั้งใจเก็บไปครึ่งตะกร้าถึงจะเริ่มกิน วันนี้ผลไม้เคี่ยวที่ทำออกมาจึงต้องเก็บไว้ให้เขาบ้าง
แม้ว่าจะต้องเดินทาง หลิวจี้ก็ไม่ลืมที่จะตื่นแต่เช้ามาทบทวนบทเรียนยามเช้าที่ท่านอาจารย์กำหนดไว้
กงเหลียงเหลียวเคยพูดเอาไว้แล้ว สมัยนี้มีบัณฑิตมากมาย หากอยากจะโดดเด่นขึ้นมาก็ต้องรู้จักขวนขวายสร้างความแข็งแกร่งให้ตนเอง
ความทุกข์ที่ได้รับในวันนี้ วันข้างหน้าจะทำให้พบเจอแต่สิ่งดีๆ
คำว่าขยันหมั่นเพียรสองคำนี้ ในอนาคตจะกลายเป็นสิ่งที่บ่งบอกถึงตัวตนของเขาและเป็นใบเบิกทางในการเข้าสู่แวดวงชนชั้นสูง
แต่ว่า ขยันหมั่นเพียรให้แค่คนกันเองเห็นนั้นไม่มีประโยชน์ ต้องให้คนข้างนอกรู้ถึงความขยันหมั่นเพียรของเขาด้วยถึงจะถูก
หอเอกสารนั้นเป็นเพียงส่วนหนึ่งในแผนการเท่านั้น
สิ่งเหล่านี้ อาจารย์ที่สำนักศึกษาในอำเภอจะไม่สอน บัณฑิตยากจนมากมายตั้งใจอ่านหนังสืออย่างหนัก ความทุกข์ก็ได้รับแล้ว แต่สิ่งดีๆ ที่ต้องตอบแทนกลับมานั้นกลับไม่มา สุดท้ายเหลือเพียงความว่างเปล่า
หากจะเดินบนเส้นทางขุนนางอย่างการสอบเคอจวี่แต่กลับไม่มีผู้ชี้ทางให้ก็ช่างยากเย็นแสนเข็ญเหลือเกิน
หลิวจี้ตรวจสอบหนังสือและสัมภาระที่จะนำไปด้วยอย่างตั้งใจ รวมถึงของขวัญที่จะมอบให้ตระกูลเฮ่อ
คนที่เมื่อวานยังคงทำตัวเหลวไหล วันนี้พอตั้งใจขึ้นมาก็ดูจริงจังไม่น้อย
คำพูดของสตรีใจร้ายไม่ได้กล่าวผิดเลย มาถึงขั้นนี้แล้ว หากยังไม่รู้จักคว้าโอกาสไว้ คนที่สูญเสียหนักที่สุดก็มีเพียงตัวเขาเอง
เมื่อตรวจนับสิ่งของทั้งหมดเรียบร้อยแล้วก็เรียกอาวั่งมาช่วยกันขนย้ายไปวางไว้ที่หน้าประตูรั้วก่อน เดี๋ยวรอให้อากู่จูงม้ามาแล้วค่อยขนขึ้น