ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว - ตอนที่ 451 จะทำให้นางมองเขาในแง่ใหม่
ตอนที่ 451 จะทำให้นางมองเขาในแง่ใหม่
อาหารเช้าเตรียมพร้อมแล้ว
เด็กๆ กินอาหารอย่างรีบร้อนเสร็จแล้วก็ต้องรีบไปสำนักศึกษาจึงไม่ได้ร่ำลากันดีๆ หลิวจี้ทำได้เพียงกำชับสี่พี่น้องไปประโยคหนึ่งว่า
“อยู่บ้านต้องเชื่อฟังคำพูดของท่านแม่ อย่าดื้อรั้น การบ้านที่อาจารย์สั่งหากมีอะไรไม่เข้าใจก็ให้คัดลอกไว้ในสมุดก่อน รอพ่อกลับมาแล้วจะสอนพวกเจ้าอีกที อย่าไปรบกวนแม่ของพวกเจ้า รู้หรือไม่”
มิเช่นนั้นก้นลายขึ้นมาก็อย่ามาโทษว่าเขาไม่ได้เตือนล่วงหน้าเล่า
เด็กๆ รับคำว่าทราบแล้วพลางลากหีบหนังสือวิ่งไปยังหน้าประตูเรือนเก่า ขึ้นรถม้าที่หลิวจ้งขับแล้วจากไปราวกับไม่สนใจความเป็นความตายของบิดาผู้ให้กำเนิดเลยแม้แต่น้อย
หลิวจี้ จุกอก!
“ท่านพ่อ!”
เสียงเรียกของซื่อเหนียงดังมาจากปากทางเข้าหมู่บ้าน
เด็กหญิงตัวน้อยยืนอยู่บนคานลากรถม้า ใช้มือป้องปากตะโกนเสียงดัง “ท่านต้องสอบให้ได้นะเจ้าคะ!”
บิดาชราที่กำลังจุกอกพลันมีกำลังใจขึ้นมาทันที เขาวิ่งเร็วๆ ตามไปถึงลานหน้าบ้านแล้วหัวเราะตอบกลับไปว่า “ซื่อเหนียง รอพ่อกลับมาเจ้าก็คือคุณหนูจวนจวี่เหรินแล้ว! อยากได้อะไรพ่อจะหามาให้เจ้าทั้งหมดเลย!”
ฉินเหยาพิงกรอบประตูอยู่ พอได้ยินดังนั้นมุมปากก็กระตุกเล็กน้อย นี่มันขายฝันชัดๆ
ซื่อเหนียงตอบรับอย่างยินดี “เจ้าค่ะ!”
ทั่วทั้งหุบเขาล้วนมีเพียงเสียงสะท้อนที่แน่วแน่ของเด็กหญิงตัวน้อยดังก้องไปมา หลิวจี้กางแขนออกยืนหลับตาฟังอยู่กับที่ รู้สึกว่าในโลกนี้ไม่มีเสียงใดไพเราะไปกว่านี้อีกแล้ว
“อากู่มาแล้ว” ฉินเหยาเอ่ยเตือน
คนผู้นั้นที่กำลังดื่มด่ำอยู่ถึงได้ลืมตาขึ้นมาอย่างไม่เต็มใจนักแล้วเดินเข้ามา ยิ้มให้นาง “เมียจ๋า รอข้ากลับมานะ ข้าจะทำให้เจ้ามองข้าในมุมใหม่ให้ได้”
ฉินเหยายิ้มพลางพยักหน้า “ได้ ข้าจะรอวันที่เจ้าทำให้ข้ามองเจ้าในมุมใหม่ได้”
ในช่วงเวลาสำคัญ นางไม่เคยพูดคำพูดบั่นทอนกำลังใจ นี่ก็เป็นอีกหนึ่งข้อที่หลิวจี้รู้สึกว่านางดีที่สุด
หลังจากช่วยอากู่ขนสัมภาระขึ้นรถเสร็จ หลิวจี้ก็ขึ้นไปนั่งบนรถม้า โบกมือให้ฉินเหยาแล้วก็ปล่อยม่านรถลง จากไปอย่างเด็ดขาด
เดิมทีฉินเหยานึกว่าเขาจะพูดจาเยิ่นเย้ออีกสักพัก ไม่คิดว่าจะจากไปอย่างรวดเร็วเช่นนี้ นางเลิกคิ้วขึ้นอย่างประหลาดใจ ให้อาวั่งจูงม้ามา นางจะไปส่งกงเหลียงเหลียวสักหน่อย
นางไปส่งขบวนรถม้าจนถึงหมู่บ้านเซี่ยเหอ มองดูพวกเขาขึ้นสู่ถนนหลวงแล้วถึงค่อยจากไป
นางไม่รู้เลยว่า ทันทีที่นางขี่ม้ากลับไปนั้น คนในรถม้าก็อดรนทนไม่ไหวเลิกม่านประตูหลังขึ้นแล้วเฝ้ามองนางไปตลอดทางอย่างอาลัยอาวรณ์ ท่ามกลางสายตารังเกียจของกงเหลียงเหลียว
“ช่างไม่ได้เรื่องเสียจริง” กงเหลียงเหลียวสบถด่า
จะต้องแยกจากกันนานเท่าไรกัน สองเดือนเท่านั้นเอง
ยังไม่ทันจะออกจากบ้านก็เป็นแบบนี้แล้ว
หากวันหน้าต้องไปรับตำแหน่งต่างถิ่น อยู่กันคนละที่ จะไม่คร่ำครวญราวกับจะตายให้ได้เลยหรือ
ขุนนางมากมายที่ไปรับตำแหน่งข้างนอกหลายปี ไม่ได้พบหน้าภรรยาและบุตร พวกเขาก็ยังผ่านกันมาได้มิใช่รึ
หากเหงาจริงๆ ก็หาอนุภรรยาสักคนมาอยู่ข้างกายก็ผ่านไปได้แล้ว
พอคิดถึงเรื่องนี้ขึ้นมา กงเหลียงเหลียวก็กวาดตามองศิษย์ที่แอบยกแขนเสื้อขึ้นเช็ดหางตาด้วยความสงสัยแล้วถามเขาว่า
“เจ้าคิดอยากจะรับอนุภรรยาหรือไม่”
หลิวจี้ร้อง “หา” ออกมาเสียงหนึ่ง เห็นได้ชัดว่ายังคงจมอยู่กับความเศร้าโศกของการจากลาจนถอนตัวไม่ขึ้น ชั่วขณะหนึ่งจึงค่อนข้างมึนงง
กงเหลียงเหลียวถามซ้ำอีกครั้งอย่างไม่สบอารมณ์ “เจ้าไม่ได้คิดอยู่เสมอหรอกหรือว่าภรรยาเจ้าดุร้าย อยากจะรับอนุภรรยาที่อ่อนโยนสักคนหรือไม่”
หลิวจี้กะพริบตาดอกท้อที่กลมโตคู่นั้นปริบๆ “ท่านอาจารย์ ปัญหาอยู่ที่ข้าอยากหรือไม่อยากรับหรือ ท่านควรถามข้าก่อนว่าข้ากล้าหรือไม่กล้ารับ”
กงเหลียงเหลียว “…”
บรรยากาศภายในตัวรถม้าพลันแข็งค้างไปชั่วขณะหนึ่ง
ครู่ต่อมา สองศิษย์อาจารย์ก็สบตากันแล้วก็พร้อมใจกันไม่พูดถึงเรื่องรับอนุภรรยาอีก
แต่หนึ่งเค่อต่อมา
กงเหลียงเหลียวก็พลันพูดขึ้นมาอีกประโยคหนึ่งว่า “บุรุษต้องมุ่งมั่นที่จะสร้างชื่อเสียงไปทั่วทุกสารทิศ อย่าได้หมกมุ่นอยู่กับความรักใคร่ฉันชู้สาว”
หลิวจี้ร้องอ้อเสียงหนึ่งราวกับเข้าใจแล้ว แต่ก็ยังไม่เข้าใจทั้งหมด
“ท่านอาจารย์ ท่านว่าครั้งนี้หากข้ายังสอบไม่ติดอีก เมียจ๋าจะหย่ากับข้าหรือไม่ขอรับ”
กงเหลียงเหลียวปากอ้าตาค้าง!
จากนั้นก็ตบกระหม่อมของศิษย์เบาๆ “วางใจเถอะ แคว้นเซิ่งไม่มีกฎหมายว่าภรรยาสามารถหย่าขาดสามีได้ เจ้าตั้งใจสอบเถิด เรื่องอื่นอย่าได้คิดอีก”
ในใจของหลิวจี้พลันเกิดความรู้สึกว่าตนโชคดีขึ้นมา
โชคดี โชคดีที่แคว้นเซิ่งไม่มีกฎหมายให้ภรรยาสามารถหย่าสามีได้!
กงเหลียงเหลียวเห็นศิษย์วางใจลงได้ก็ลอบถอนหายใจยาวอย่างโล่งอก
อันที่จริงเขายังมีอีกหนึ่งประโยคที่ยังไม่ได้พูด
นั่นก็คือ สำหรับเหยาเหนียงแล้ว หากนางจะไป กฎหมายของแคว้นเซิ่งที่ว่าด้วยเรื่องการหย่าร้างของสามีภรรยา สำหรับนางแล้วไร้ความหมายโดยสิ้นเชิง
นางไม่ใช่คนที่จะถูกกฎระเบียบและประเพณีผูกมัดได้
แต่การสอบใหญ่ใกล้เข้ามาแล้ว คำพูดที่บ่อนทำลายขวัญกำลังใจเช่นนี้ กงเหลียงเหลียวย่อมไม่พูดออกมาเด็ดขาด
เมื่อฉินเหยากลับมาถึงบ้าน อาวั่งก็ลงไปทำนาแล้ว หลี่ซื่อก็ขนเสื้อผ้าสกปรกไปซักที่ริมแม่น้ำแล้ว
ความเงียบเหงาที่มาเยือนอย่างกะทันหันทำให้นางรู้สึกไม่สบายตัวอยู่บ้าง
แต่ในไม่ช้า การมาถึงของหลิวเหล่าฮั่นก็ทำลายความเงียบเหงาที่หาสาเหตุไม่ได้นี้ลง
“เจ้าสามไปแล้วรึ” หลิวเหล่าฮั่นถาม
ฉินเหยาตอบ “ข้าเพิ่งจะไปส่งพวกเขาที่หมู่บ้านเซี่ยเหอกลับมาเองเจ้าค่ะ”
นางเชิญเขาไปนั่งในห้องโถง รินชาให้ถ้วยหนึ่งแล้วเพิ่มขนมเปี๊ยะผลไม้เคี่ยวที่อบเมื่อเช้านี้ให้อีกหนึ่งจาน ให้หลิวเหล่าฮั่นกินก่อน ประเดี๋ยวขากลับจะให้เขาถือกลับไปที่เรือนเก่าด้วย
หลิวเหล่าฮั่นหยิบมาชิมชิ้นหนึ่งอย่างเสียดาย ชมว่าฝีมือของอาวั่งและหลี่ซื่อดีแล้วก็ไม่กล้ากินอีก
เพียงถือถ้วยชาแล้วถามฉินเหยาว่าตั้งใจจะปักดำนาแล้วหรือยัง
เพราะสองปีก่อนสองสามีภรรยาไม่ขยันขันแข็งทำนา ทำให้หลิวเหล่าฮั่นฝังใจไปแล้ว หากไม่มาถามด้วยตนเอง กลางคืนเขาคงนอนไม่หลับ ฝันเห็นแต่ภาพครอบครัวเจ้าสามไม่มีข้าวกินจนอดตาย
จนกระทั่งฉินเหยาพูดขึ้นมาประโยคหนึ่งว่ายุ้งฉางที่บ้านแน่นขนัด เพิ่งจะเก็บค่าเช่านาหนึ่งร้อยหมู่มา หลิวเหล่าฮั่นถึงได้นึกขึ้นมาได้ว่า ตอนนี้บ้านเจ้าสามไม่ได้อาศัยที่นาสิบหมู่ในหมู่บ้านเพื่อเลี้ยงชีพอีกต่อไปแล้ว
“ดูความจำข้าสิ ลืมเรื่องนี้ไปเสียสนิทเลย” หลิวเหล่าฮั่นรู้สึกอับอายอยู่บ้าง รีบยกถ้วยชาขึ้นดื่ม
ฉินเหยายิ้ม รอให้หลิวเหล่าฮั่นดื่มชาเสร็จจึงได้ปรึกษาหารือเรื่องการต่อเติมและปรับปรุงบ้านหลังจากหมดฤดูทำนา
หลิวเหล่าฮั่นเคยบอกไว้แล้วว่าเรื่องนี้ให้เขาจัดการเอง ครั้งนี้ก็ยังพูดเช่นเดิม
“อย่างไรเสียข้าก็ว่างอยู่แล้ว หาพวกลุงๆ อาๆ ของเจ้ามาช่วย อย่างมากเดือนเดียวก็จัดการให้เสร็จเรียบร้อย เจ้าก็รับผิดชอบเรื่องอาหารเหมือนเดิมก็พอ”
แค่เพียงน้ำแกงเนื้อในหม้อนั้น รับรองว่าจะมีคนอีกมากที่ไม่ได้เชิญแต่ก็ยังมาช่วย
ฉินเหยารู้สึกว่าการไม่ให้ค่าจ้างนั้นไม่ค่อยดีนัก บุญคุณนั้นทดแทนยากจึงเพิ่มค่าจ้างให้ผู้ที่มาช่วยทุกคนอีกคนละห้าเหวินต่อวัน
หลิวเหล่าฮั่นเห็นฉินเหยายืนกรานก็ไม่ได้พูดอะไรอีก เพียงกำชับนางว่า “เช่นนั้นเจ้าก็ไม่ต้องทำน้ำแกงเนื้อทุกมื้อหรอก ทำแค่น้ำแกงผักก็พอ”
ผู้สูงอายุกลัวความยากจน ทั้งยังประหยัดจนเคยชิน ฉินเหยาจึงไม่เถียงกับเขา เพียงพยักหน้าตอบรับ
เมื่อทั้งสองคนตกลงกันเรียบร้อย ฉินเหยาก็ไปส่งหลิวเหล่าฮั่นกลับ ถือโอกาสแวะไปบ้านผู้ใหญ่บ้านด้วย
พอถูกหลิวเหล่าฮั่นเตือนเช่นนี้ นางก็นึกขึ้นมาได้ถึงเรื่องที่นายอำเภอซ่งจะพาคนมาเยี่ยมชมที่หมู่บ้านจึงตั้งใจว่าจะไปแจ้งเรื่องนี้ให้คนในหมู่บ้านทราบ
น่าเสียดายที่บ้านไม่มีฆ้องทองแดง ยังต้องไปยืมที่บ้านผู้ใหญ่บ้าน
ครั้งนี้ ตอนที่ฉินเหยาออกจากบ้านผู้ใหญ่บ้านมาพร้อมกับฆ้องทองแดงที่ยืมมา ผู้ใหญ่บ้านก็มองนางด้วยสายตาซับซ้อนและนึกเสียดายเช่นเดิม
ฉินเหยาไม่ใช่คนที่จะเก็บความสงสัยเอาไว้ได้จริงๆ จึงเอ่ยถามออกไป
“ผู้ใหญ่บ้าน ท่านมองข้าเช่นนี้ มีเรื่องอะไรที่ไม่สะดวกจะพูดหรือ”
ผู้ใหญ่บ้านรีบโบกมืออย่างมีพิรุธ “ไม่มีอะไรๆ เจ้ารีบไปแจ้งให้ทุกคนทราบเถอะ จะได้ให้ทุกคนเตรียมตัวกัน”
“นี่เป็นเรื่องใหญ่ที่จะสร้างชื่อเสียงให้หมู่บ้านตระกูลหลิวของเรา บอกพวกเขาว่าใครก็ห้ามทำพลาดเด็ดขาด!”
ผู้ใหญ่บ้านของหมู่บ้านเซี่ยเหอเมื่อได้ยินเรื่องนี้เข้ายังอิจฉายกใหญ่เชียว
ไม่ใช่ว่าใต้เท้านายอำเภอจะไปเยือนทุกหมู่บ้านนะ!