ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว - ตอนที่ 452 มาแล้ว มาแล้ว!
ตอนที่ 452 มาแล้ว มาแล้ว!
คำถามถูกผู้ใหญ่บ้านบอกปัดอย่างขอไปที ฉินเหยาเองก็ไม่สะดวกที่จะซักไซ้ต่อ
นางถือฆ้องทองแดง เลียนแบบท่าทางในยามปกติของผู้ใหญ่บ้านและหลิวฉี ตีฆ้องพลางตะโกนไปทั่วหมู่บ้าน
ประกาศเรื่องการปักดำต้นกล้าในวันที่แปดต้นเดือนและเรื่องที่นายอำเภอซ่งจะนำคนจากหมู่บ้านและตำบลอื่นมาเยี่ยมชมและเรียนรู้
หลังจากตะโกนไปทั่วทั้งหมู่บ้าน เสียงก็แหบแห้งไปหมด
ฉินเหยาคิดในใจ หากนางเป็นผู้ใหญ่บ้าน จะต้องให้ช่างไม้หลิวสร้างโทรโข่งอันใหญ่ออกมาแน่นอน
มิเช่นนั้นหากต้องมาตะโกนเช่นนี้บ่อยๆ ไม่ช้าก็เร็วเสียงคงได้แหบแห้งเหมือนฆ้องแตกแน่
พอข่าวที่นายอำเภอซ่งจะมาถูกปล่อยออกไป ทั้งหมู่บ้านตระกูลหลิวก็คึกคักขึ้นมาทันที
เดิมทีแต่ละบ้านก็ไม่ได้พิถีพิถันอะไรมากนัก ตอนนี้กลับตื่นแต่เช้ามาทำความสะอาด เช็ดหน้าต่างกวาดใยแมงมุม คึกคักยิ่งกว่าตอนตรุษจีนเสียอีก
แม่สามีและลูกสะใภ้ทั้งสามคนของเรือนเก่ายังไปรื้อเอาเสื้อผ้าชุดใหม่ที่ใส่ตอนตรุษจีนออกมาจากก้นหีบ คลี่ออกแล้วแขวนไว้บนราวให้เรียบ รอให้รอยยับหายไป วันนั้นก็จะได้สวมชุดนี้ลงนา
หลิวไป่เอ่ยไปตรงๆ ว่านางเหอเสียสติไปแล้ว มีใครที่ไหนเขาลงนาปักดำแล้วใส่เสื้อผ้าชุดใหม่กัน!
นางเหอเชิดหน้าใส่เขา “เจ้าจะไปรู้อะไร! เจ้าจะมายุ่งอะไรด้วยว่าข้าจะใส่อะไร พูดเหมือนกับว่าเจ้าจะซักเสื้อผ้าให้ข้าอย่างนั้นแหละ!”
หลิวไป่ถูกตอกกลับจนพูดไม่ออก
ในไม่ช้า วันที่นัดหมายก็มาถึง
แม้ว่าจะรู้ดีว่าเป็นไปไม่ได้ที่จะเดินทางจากอำเภอมาถึงหมู่บ้านแต่เช้าตรู่เช่นนี้ แต่ชาวบ้านหมู่บ้านตระกูลหลิวก็ยังคงตามผู้ใหญ่บ้านและหัวหน้าตระกูลไปยังปากทางเข้าหมู่บ้านแต่เช้าตรู่ ชะเง้อคอมองไปยังถนนเส้นนั้น
การทำนาเป็นเรื่องใหญ่ ที่โรงงานเครื่องเขียนจึงหยุดงานสองวันเพื่อให้มีกำลังคนเพียงพอให้ทุกคนได้ปักดำนา
เมื่อที่โรงงานไม่มีอะไรทำ เฉียนวั่งและอินเยว่สองคนที่เป็นคนนอกก็มาดูความครึกครื้นด้วย ถือโอกาสช่วยแขวนป้ายผ้าที่ฉินเหยาและหลิวต้าฝูนำมา
ผ้าเป็นของมีค่า บ้านฉินเหยาจึงเป็นผู้จัดหาป้ายผ้าให้ แขวนไว้บนราวตากผ้าด้านนอกโรงน้ำชาของบ้านช่างไม้หลิว
ตำแหน่งนี้ทั้งหันหน้าเข้าหาถนนใหญ่ที่เข้าสู่หมู่บ้าน ทั้งยังอยู่บนที่สูง รับรองว่าคนที่มาจะมองเห็นได้ในทันที
หลิวต้าฝูได้ปรึกษากับช่างไม้หลิวเรียบร้อยแล้วว่า คนที่มาในวันนี้จะรับประทานอาหารที่โรงน้ำชาของเขา
วัตถุดิบมาจากแต่ละบ้านในหมู่บ้านช่วยกันรวบรวม มีอะไรก็ทำอย่างนั้น แม่ครัวคือเหล่าสตรีในบ้านของหลิวต้าฝู ที่เหลือใครในหมู่บ้านว่างก็มาช่วยกัน
หลังจากแขวนป้ายผ้าเสร็จ อินเยว่ก็อยู่ที่บ้านช่างไม้หลิวต่อเพื่อเป็นลูกมือคอยช่วยงาน
เมื่อตอนที่นางอยู่ที่โรงอาหารในโรงงานก็ติดตามนางเหอและนางชิว ฝีมือการทำอาหารยังไม่ได้เรียนรู้ แต่การก่อไฟ ล้างชาม ถูพื้นนั้นทำจนคล่องแคล่วมานานแล้ว
หญิงสาวขยันขันแข็ง ไปที่ไหนก็ไม่มีใครรังเกียจ แม้ว่าอินเยว่จะไม่ค่อยพูดเท่าไร แต่เหล่าแม่บ้านน้อยใหญ่ในหมู่บ้านเห็นนางยุ่งอยู่ตลอด หากมีอะไรสนุกๆ ก็จะชวนนางทำด้วย
อีกอย่าง นางยังมีนางเหอคอยหนุนหลังอยู่ ใครก็ไม่กล้ารังแกนางมิใช่รึ
หลังจากที่ฉินเหยากำชับเรื่องที่นั่งทานอาหารของพวกซ่งจางกับคนในบ้านช่างไม้หลิวอยู่ครู่หนึ่ง พอหันกลับมาก็เห็นอินเยว่ที่กำลังง่วนอยู่ในครัวจึงเลิกคิ้วขึ้นอย่างประหลาดใจ
นางซึ่งใช้ผ้าเช็ดหน้าคาดหน้าเอาไว้ เดี๋ยวก็ถือจาน เดี๋ยวก็ถือหม้อน้ำแกง เดินไปมาอยู่ในห้องเตรียมวัตถุดิบ
พอบรรดาท่านป้าและพี่สะใภ้ที่กำลังยุ่งง่วนอยู่หน้าเขียงเห็นนางก็อ้าปากพูดว่า “เยว่เหนียง เจ้ามานี่!”
ช่วงเวลานี้ฉินเหยามัวแต่ยุ่งอยู่กับเรื่องการต้อนรับคณะที่จะมาเยี่ยมชมจึงไม่ค่อยได้ไปที่โรงงานเท่าไรนัก บวกกับช่วงนี้อินเยว่ไม่ได้มาปรากฏตัวต่อหน้านางเลย นางเลยเกือบจะลืมไปแล้วว่ายังมีคนผู้นี้อยู่ด้วย
ดูท่าแล้ว เป้าหมายหนึ่งพันตัวอักษรคงจะทำให้อินเยว่ท้อใจไม่น้อย บางทีอาจจะยอมรับความจริงแล้ว ไม่ดิ้นรนอีกต่อไปแล้วก็ได้
ฉินเหยาลอบพึงพอใจแล้วเดินออกจากบ้านช่างไม้หลิวมาถึงปากทางเข้าหมู่บ้านพลางไล่ชาวบ้านที่ยังคงรออยู่กลับไป
“พระอาทิตย์จะขึ้นแล้ว ตอนนี้อากาศยังเย็นสบาย ไม่รีบไปปักดำนา หากรอให้แดดออกแล้วจะยิ่งทำงานลำบาก”
คำพูดของฉินเหยานั้นมีเหตุผล แต่ชาวบ้านก็ยังคงมองไปยังผู้ใหญ่บ้านและหัวหน้าตระกูลตามสัญชาตญาณ
หัวหน้าตระกูลไม่พูดอะไร อย่างไรเสียเขาก็ไม่ได้ลงนา เขามีเวลาว่างมากพอที่จะรอ
ผู้ใหญ่บ้านยิ้มอย่างจนใจพลางโบกมือ “จะมาก็คงยังไม่มาเร็วขนาดนั้นหรอก ทุกคนลงนากันไปก่อนเถอะ”
เวลาไม่คอยท่า ฤกษ์งามยามดีก็ไม่ได้มีทุกวัน การทำนายังคงสำคัญที่สุด
ชาวบ้านที่เดิมทีก็กังวลเรื่องแดดอยู่แล้วจึงรีบแยกย้ายกันไปในทันที
ความตื่นเต้นที่ท่านนายอำเภอจะมานั้นได้จางหายไปกับการรอคอยนานแล้ว ไม่นาน ในนาก็เต็มไปด้วยเสียงน้ำกระจายดังซู่ซ่า
“ข้าก็ไปด้วย” ฉินเหยายิ้มให้ผู้อาวุโสทั้งสอง “ท่านผู้เฒ่าทั้งสองไปพักใต้ต้นไม้แล้วค่อยสอดส่องดูเถอะเจ้าค่ะ”
โดยเฉพาะผู้ใหญ่บ้านนั้นเพิ่งจะหายป่วย อย่าได้เหนื่อยจนล้มป่วยไปอีกเล่า
ผู้ใหญ่บ้านถลึงตาใส่นาง ไม่ยอมรับพลางแสดงออกว่าร่างกายของตนยังแข็งแรงอยู่
เพียงแต่เสียงหอบหายใจหนักๆ นั้นกลับเปิดเผยสภาพร่างกายที่แท้จริงของเขา
หลังจากถลึงตาไล่ฉินเหยาแล้ว ผู้ใหญ่บ้านก็หันกลับมานั่งลงทันทีทำเอาหัวหน้าตระกูลหัวเราะฮ่าๆ “แก่แล้วก็คือแก่แล้ว ยอมรับอย่างเปิดเผยก็สิ้นเรื่อง จะฝืนไปทำไม”
ไม่คาดคิดว่าคำพูดล้อเล่นประโยคหนึ่งกลับทำให้ผู้ใหญ่บ้านถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่
“เฮ้อ~ เจ้าคิดว่าข้าอยากจะฝืนรึ หากไม่ใช่เพราะหมู่บ้านเราหาคนมาแทนที่ข้าไม่ได้ ผู้เฒ่าอย่างข้าก็คงจะอยู่บ้านเล่นกับหลานไปนานแล้ว!”
หัวหน้าตระกูลมองดูคนในตระกูลที่กำลังง่วนอยู่ในนาก็อดไม่ได้ที่จะถอนหายใจยาวออกมาเฮือกหนึ่ง “หากในหมู่บ้านเรามีเด็กหนุ่มที่เก่งกาจเหมือนเหยาเหนียงสักคนก็คงจะดี”
สายตาจับจ้องไปยังโรงน้ำชาที่กำลังวุ่นวายของบ้านช่างไม้หลิว หัวหน้าตระกูลเอ่ยหยั่งเชิง “แต่ข้าว่าต้าฝูก็ไม่เลวนะ”
“ยังมีหลิวฉีบ้านเจ้าอีก แต่อายุยังน้อยไปหน่อย ทว่าคนหนุ่มสาวก็ดีนะ คนหนุ่มสาวมีไฟ หัวไว… เพียงแต่บารมีอาจจะขาดไปบ้าง” หัวหน้าตระกูลพูดไปพูดมาก็รู้สึกหมดแรง
เขาเหลือบมองผู้ใหญ่บ้านอย่างไม่พอใจ เป็นเพราะเขาทั้งนั้น!
ขณะที่ผู้อาวุโสสองคนกำลังนั่งคร่ำครวญอยู่ใต้พุ่มหญ้าริมทางว่าไม่มีผู้สืบทอด เสียงกีบเท้าม้าและล้อรถก็ดังเข้ามาในหู ทั้งสองลุกขึ้นยืนอย่างมีชีวิตชีวาทันที
มาแล้ว มาแล้ว!
พอฆ้องทองแดงถูกตีหนึ่งครั้ง ชาวบ้านที่กำลังก้มหน้าก้มตาง่วนอยู่ในนาก็รีบยืดตัวขึ้นทันทีพลางมองไปยังปากทางเข้าหมู่บ้าน
รถม้าที่นำหน้ามาคือรถม้าสีเขียวคันหนึ่ง ตามหลังมาด้วยเกวียนวัวสี่คันและยังมีคนหนุ่มสาวที่เดินเท้าตามมาอีกจำนวนหนึ่ง
ด้านหน้าของรถม้าคันแรกสุดนั้นคือเจ้าหน้าที่จากที่ว่าการอำเภอสองคนที่สวมเครื่องแบบพลางขี่ม้ามาอย่างองอาจ
พอดูจากขบวนแล้วก็รู้ได้ทันทีว่าคนบนรถที่มาจะต้องเป็นท่านนายอำเภอซ่งจางแน่นอน
ส่วนคนที่นั่งอยู่บนเกวียนวัวด้านหลังนั้นย่อมต้องเป็นหลี่เจิ้งและผู้ใหญ่บ้านจากตำบลต่างๆ ในอำเภอไคหยาง
และผู้ที่ตามมาด้านหลังสุดก็คือเหล่าทายาทที่ค่อนข้างมีอนาคตของแต่ละตระกูล
หลี่เจิ้งจากเมืองจินสือรู้จักกับผู้ใหญ่บ้านหมู่บ้านตระกูลหลิวเป็นอย่างดีจึงร้องทักขึ้นมาก่อน “ผู้ใหญ่บ้านหมู่บ้านตระกูลหลิว!”
ผู้ใหญ่บ้านยิ้มพลางเดินขึ้นไปต้อนรับ เหล่าหนุ่มๆ ในหมู่บ้านที่เพิ่งจะลงนาไปเมื่อครู่ เช่น หลิวฉี หลิวไป่ และหลิวกงต่างก็รีบพากันมาทั้งหมด
หลิวต้าฝูนั้นรวดเร็วเป็นอย่างมาก เขาวิ่งตรงมาจากบ้านช่างไม้หลิวตลอดทางแล้วเข้าไปต้อนรับอย่างกระตือรือร้น
เขาพูดจาเป็น บรรยากาศจึงครึกครื้นขึ้นมาทันที ผู้ใหญ่บ้านและหัวหน้าตระกูลสบตากันแอบรู้สึกพอใจ
ซ่งจางลงมาจากรถม้า เพื่อที่จะได้สัมผัสกับประสบการณ์การลงนาปักดำด้วยตนเองจึงจงใจเปลี่ยนไปสวมเสื้อผ้าเรียบง่ายที่ตนคิดว่าเหมาะกับการลงนา นั่นก็คือเสื้อผ้าฝ้ายสีขาวตัวสั้นกับกางเกงผ้าฝ้ายสีขาว
“ฉินเหยาเล่า” ซ่งจางลงจากรถมา ไม่เห็นเงาร่างที่คุ้นเคยก็ขมวดคิ้วถาม
อย่าบอกนะว่ารู้ว่าเขาจะมาเลยรำคาญจนแอบหลบไปแล้วน่ะ
กำลังคิดเช่นนี้อยู่ก็เห็นคนผู้หนึ่งสวมหมวกงอบ สวมชุดผ้าป่านสีเทา ถลกขากางเกงขึ้นสูง ยืนเท้าเปล่าอยู่นอกกลุ่มคน โบกมือมาทางตนเอง
“มาทางนี้กันให้หมด ถลกแขนเสื้อและขากางเกงขึ้นแล้วตามข้าลงนา!”
ที่นาห้าหมู่ในบ้านนั้น นางเตรียมไว้ให้พวกเขาเรียบร้อยแล้ว!