ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว - ตอนที่ 453 ธรรมดา
ตอนที่ 453 ธรรมดา
ฉินเหยาไม่ให้โอกาสซ่งจางและคณะได้พักผ่อนเลยแม้แต่น้อย นางโบกมือครั้งหนึ่งก็พาคนกลุ่มหนึ่งไปยังนาโคลนของบ้านตนเองอย่างเอิกเกริก
เริ่มสอนตั้งแต่วิธีการถอนต้นกล้า
ต้นกล้าที่แข็งแรงซึ่งเติบโตสูงถึงครึ่งน่องของคนแล้ว ถูกดึงออกมาทีละกำ มัดด้วยเชือกฟางอย่างดีแล้ววางบนกระด้งเพื่อหาบไปไว้ในนาที่จะปักดำ
ในนาเหล่านี้ได้ปล่อยน้ำเข้าไปแล้ว ระดับน้ำสูงท่วมข้อเท้า ด้านในโรยปุ๋ยธรรมชาติของชาวนาเอาไว้ล่วงหน้าแล้ว
ต้นกล้าที่จะปักดำต้องปักให้เป็นระเบียบ เป็นแนวตรงทั้งแนวนอนและแนวตั้ง แต่ละแถวต้องแน่ใจว่ามีระยะห่างที่แน่นอน
เอวที่ต้องก้มลงแล้วยืดขึ้นอยู่ตลอดเวลาทำให้ซ่งจางร้องโอดโอยว่าทนไม่ไหว
ฉินเหยาไม่สนใจเรื่องเหล่านี้เลย สอนเสร็จแล้วก็ยืนชี้นำอยู่บนคันนา มีคำถามอะไรก็ตอบ ท่าทีจริงจัง ดูแล้วช่างเป็นคนที่รับผิดชอบอย่างหาที่เปรียบมิได้
หากไม่ใช่เพราะซ่งจางเพิ่งจะรู้มาจากปากของผู้ใหญ่บ้านว่าที่นาผืนนี้เป็นของบ้านนางล่ะก็นะ
คนเยอะก็ดีอย่างนี้ ที่นาห้าหมู่ยังไม่ถึงช่วงบ่ายก็ปักดำเสร็จแล้ว
นางนำทุกคนไปยังริมฝั่งแม่น้ำเพื่อล้างมือล้างเท้า ปล่อยให้พวกเขาตามหลิวต้าฝูไปกินอาหารที่บ้านช่างไม้หลิว หลังจากพักผ่อนเล็กน้อยก็เริ่มเรียนรู้อีกครั้ง
กลุ่มคนมายังโรงเพาะกล้า ไม้แผ่นใหญ่ที่มีขาตั้งได้ถูกนำมาตั้งไว้เรียบร้อยแล้ว ทั้งยังได้เชิญหลิวกงกับนางชิว สองผู้เพาะกล้ารุ่นแรกมาร่วมด้วย ฉินเหยาวาดภาพไปพลาง ทั้งสองก็อธิบายไปพลาง สอนทุกคนแบบจับมือทำทีละขั้นตอนว่าควรคัดเลือกและเพาะพันธุ์เมล็ดพันธุ์อย่างไร
นี่เรียกได้ว่าไม่มีการปิดบังแม้แต่น้อย เพราะกลัวว่าทุกคนจะจำไม่ได้ ฉินเหยาจึงรวบรวมหนุ่มสาวจากแต่ละหมู่บ้านที่พามาด้วยให้มารวมกลุ่มกัน
จากนั้นก็แจกแผ่นไม้คนละแผ่นกับหินสีแดงที่เก็บมาจากแม่น้ำ ให้พวกเขาคัดลอกภาพวาดที่อยู่บนแผ่นไม้ใหญ่กลับไป
“หากอยากเพิ่มผลผลิตข้าว การคัดเลือกและเพาะพันธุ์ต้นข้าวที่แข็งแรง ทนล้ม ทนแมลงและให้ผลผลิตสูงถือเป็นกุญแจสำคัญ”
ฉินเหยาพูดพลางถือไม้อันเล็กชี้ไปยังภาพวาดลักษณะจำเพาะของต้นกล้าพันธุ์ดีบนแผ่นไม้ใหญ่ “ก่อนถึงฤดูเก็บเกี่ยวในแต่ละปี ทุกคนสามารถสังเกตต้นข้าวในนาอย่างละเอียด แล้วเลือกต้นที่มีลักษณะตรงตามนี้ไว้ทำพันธุ์…”
ฉินเหยาสรุปว่า “ความรู้ที่แท้จริงต้องมาจากการลงมือทำ แม้จะเพาะพันธุ์พันธุ์ข้าวที่ดีรุ่นแล้วรุ่นเล่า ผลลัพธ์ก็ไม่ได้ดีไปเสียทุกครั้ง ข้าจึงหวังว่าหลังจากกลับไปแล้ว หากใครมีความสามารถและมีเงื่อนไขที่พร้อมก็อยากให้ลองผสมพันธุ์ในรูปแบบต่างๆ เพื่อหาข้อสรุปและสรุปทางเลือกที่ดีที่สุดไว้ใช้เป็นแนวทางแก่คนทั่วไป”
“เหตุใดสาลี่เหมือนกัน บางลูกถึงได้ทั้งใหญ่ทั้งหวาน บางลูกกลับทั้งเล็กทั้งฝาด เราต้องนำความสงสัยเหล่านี้ไปสำรวจค้นหาอย่างจริงจัง”
“สวรรค์ได้มอบผืนป่าธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์และกว้างใหญ่ไพศาลเช่นนี้ให้แก่พวกเรา พวกเรายิ่งไม่อาจเกียจคร้านจนทำให้ความตั้งใจดีของสวรรค์ต้องเสียเปล่า!”
ฉินเหยาวางกิ่งไม้เล็กๆ ลง หันหน้าไปหาทุกคนที่กำลังฟังอย่างตกตะลึงและดื่มด่ำ โค้งคำนับอย่างสุดซึ้ง “ขอบคุณทุกคนที่อดทนฟังข้าพูดจนจบ ขอให้ปีหน้าทุกคนมีการเก็บเกี่ยวที่อุดมสมบูรณ์!”
นางเปิดจุกกระบอกน้ำแล้วกระดกน้ำต้มสุกที่เย็นแล้วลงไปสองอึกใหญ่เพื่อหล่อเลี้ยงลำคอที่แห้งผากของตนเอง ฉินเหยาโบกมือ จบแล้ว เลิกประชุม!
นางถอนหายใจยาวอย่างโล่งอก หยิบกระบอกน้ำขึ้นมาแล้วยืดตัวเตรียมจะจากไป เดินไปได้สองก้าวก็หันกลับมามอง ให้ตายเถอะ แต่ละคนราวกับถูกสะกดให้นิ่งอยู่กับที่ ยังคงจ้องมองภาพวาดบนแผ่นไม้ใหญ่อย่างเหม่อลอยจนไม่ได้สติ
ฉินเหยามุมปากยกขึ้นเล็กน้อยก็แค่ความน่าทึ่งทางวิทยาศาสตร์เล็กๆ น้อยๆ เท่านั้น!
แต่ระดับความรู้เพียงเท่านี้ของนางก็ทำได้เพียงทำให้ชาวบ้านธรรมดาตกตะลึงเท่านั้นแหละ รีบเผ่นดีกว่า
ฟ้าเริ่มมืดแล้ว ในนายังมีชาวบ้านที่กำลังง่วนอยู่มากมาย หากฟ้ายังไม่มืดสนิท พวกเขาก็จะไม่กลับบ้าน
การมาของใต้เท้านายอำเภอเรียกความสนใจไปเสียนาน เดิมทีก็เสียเวลาไปไม่น้อยแล้ว หากไม่เร่งมืออีกหน่อย อีกไม่กี่วันอากาศก็คงไม่ดีเช่นนี้แล้ว
“ผู้จัดการใหญ่ฉิน!”
ฉินเหยาที่กำลังจะลอบหนีไปพลันชะงักฝีเท้าเมื่อถูกเรียกไว้ ก่อนจะหันกลับไปมองอย่างใจเย็น
อินเยว่ซึ่งสวมผ้ากันเปื้อนอยู่เอ่ยด้วยรอยยิ้มว่า “ข้าเรียนรู้ตัวอักษรได้แปดสิบตัวแล้ว”
แววตาแน่วแน่ราวกับจะเข้าร่วมกองทัพปฏิวัติ “ข้าจะต้องเรียนรู้ให้ครบหนึ่งพันตัวอักษรให้ได้!”
ฉินเหยาทำหน้าเฉยเมยแล้วหันหลังเดินจากไป
ในใจนางกรีดร้อง ‘เหตุใดนางถึงเรียนรู้ได้รวดเร็วนักนะ ใครกันที่แอบสอนพิเศษให้นาง!’
ในไม่ช้า ฉินเหยาก็ได้คำตอบ
เมื่อนางกลับถึงบ้าน ซานหลางที่กลับจากสำนักศึกษาแล้วก็รีบวิ่งเข้ามาต้อนรับทันที เขาเดินตามหลังท่านแม่พลางกระซิบเสียงแผ่ว “ท่านแม่ ข้ามีความลับจะบอกท่าน”
ความลับของเขามีอยู่มากมาย ไม่ใช่เรื่องที่พี่รองแอบกินน้ำผึ้งก็เป็นเรื่องที่ซื่อเหนียงโต้เถียงกับท่านอาจารย์ที่สำนักศึกษา
ฉินเหยาร้องอ้อคำหนึ่ง หลังจากล้างมือและเช็ดจนแห้งแล้วก็ย่อตัวลงถามว่า “ความลับอันใดรึ”
เป็นการให้ความเคารพอย่างเต็มที่และแสดงให้เห็นว่านางกำลังฟังที่เขาพูด
ซานหลางรีบเขย่งปลายเท้าเข้าไปกระซิบข้างหูนางว่า “ท่านอาอาวั่งยืมตำราจากข้าไปขอรับ ก็คือบทกวีพันอักษรเล่มนั้น เขาเอาไปให้พี่สาวเยว่เหนียงแล้ว”
พูดจบ เจ้าตัวเล็กก็ไม่ลืมที่จะเสริมอีกประโยคหนึ่งว่า “ท่านแม่ ท่านก็รู้สึกว่าท่านอาอาวั่งเขาผิดปกติใช่หรือไม่”
พอได้ยินประโยคแรก ฉินเหยาก็คิดอย่างสงสัยว่า อาวั่งจะยืมตำราไปทำไมกัน
เขาอ่านออกเขียนได้ อีกทั้งก็ไม่ได้ขาดแคลนบทกวีพันอักษรสำหรับปูพื้นฐานเล่มนี้
ไม่นึกเลยว่า ประโยคถัดมาของซานหลางจะช่วยไขข้อสงสัยของนางได้อย่างรวดเร็ว
ฉินเหยาขมวดคิ้ว เงยหน้าขึ้นกวาดตามองไปรอบๆ ลานบ้านของตน อาวั่งไม่ได้อยู่ที่นี่ มีเสียงความเคลื่อนไหวมาจากสวนผักที่สวนหลังบ้าน คาดว่าน่าจะกำลังจัดการแปลงผักอยู่
“อาวั่ง!”
ฉินเหยาตะโกนเรียกเสียงดัง
ไม่นานนักก็มีเสียงตอบกลับมาจากสวนหลังบ้านว่า “ข้าอยู่ในแปลงผักขอรับ”
เหตุใดถึงไม่มาปรากฏกายต่อหน้านางในพริบตา
ฉินเหยาพยักหน้าให้ซานหลางหนักๆ “ท่านอาอาวั่งของเจ้าผิดปกติจริงๆ”
ซานหลางทำหน้า ‘ใช่หรือไม่เล่า ข้าบอกแล้ว’ พลางกระซิบกำชับเสียงแผ่ว “ท่านแม่อย่าบอกนะว่าเป็นข้าที่พูด ข้าไม่ใช่เด็กไม่ดีที่ชอบฟ้อง”
เมื่อได้รับการพยักหน้าตอบรับจากฉินเหยาแล้ว ซานหลางจึงวิ่งออกจากบ้านไปเล่นกับพวกพี่น้องอย่างมีความสุข
เมื่อครู่เขาตั้งใจรั้งอยู่ที่บ้านเป็นพิเศษก็เพื่อรอท่านแม่กลับมาแล้วบอกความลับเล็กๆ ที่ท่านอาอาวั่งไม่ให้เขาบอกท่านแม่แก่นาง
ตอนนี้ภารกิจเสร็จสิ้นแล้ว เขาก็สามารถออกไปเล่นข้างนอกได้อย่างสบายใจ
ท่านพ่อเคยบอกไว้ว่า ใครก็ตามที่ไม่ให้เขาบอกเรื่องราวแก่ท่านพ่อท่านแม่ล้วนเป็นคนไม่ดี ทั้งยังจะเป็นเรื่องไม่ดีด้วยจำเป็นต้องบอกท่านพ่อท่านแม่ให้หมด!
อาวั่งคาดไม่ถึงเลยจริงๆ ว่านายท่านใหญ่ของตนจะขุดหลุมใหญ่ขนาดนี้ไว้ให้เขา
หากรู้แต่แรก เขาคงไม่กำชับเจ้าหนูซานหลางว่าห้ามพูดออกไปให้มากความ
ถึงอย่างไรก็ปิดบังไม่ได้อยู่แล้ว เพียงแต่จะถูกค้นพบเร็วหรือช้าเท่านั้น
ในระหว่างที่ฉินเหยาลุกขึ้นไปรินน้ำชาดื่มที่ห้องโถง อาวั่งก็ล้างมือจนสะอาดแล้วเดินเข้ามา หยุดยืนอยู่ตรงหน้านางและเอ่ยอธิบายขึ้นก่อน
“ฮูหยิน ท่านพูดเสมอว่าคนที่ใฝ่เรียนรู้สมควรได้รับการสนับสนุน ดังนั้นข้าจึงให้อินเยว่ยืมตำรา”
คนในหมู่บ้านต่างเรียกอินเยว่ว่าเยว่เหนียง เพราะเยว่เหนียงนั้นจำง่ายกว่าและเรียกคล่องปากกว่า ผู้คนต่างก็ไม่สนใจว่าชื่อหนึ่งจะมีความหมายพิเศษอะไร
ฉินเหยาหรี่ตาลง “อาวั่ง เจ้าผิดปกติ”
อาวั่งเบิกตา มองกลับไปที่นางอย่างสงบนิ่ง เอ่ยอย่างจริงจังว่า “ข้าไม่ได้ผิดปกติ”
เขาไม่รู้สึกว่าการที่ตนให้ยืมตำรามันผิดปกติตรงไหน
กลับกันเขากลับพูดออกมาตรงๆ ว่า “เป็นฮูหยินที่คิดมากไปเอง”
เมื่อสบเข้ากับนัยน์ตาสีดำที่เปิดเผยและเที่ยงตรงคู่นั้น ฉินเหยาก็พลันชะงักในใจ เป็นนาง! เป็นใจของนางเองที่สกปรก มองอะไรก็สกปรกไปหมด!
แต่ก็ยังรู้สึกว่าน่าสงสัยจึงถามย้ำอีกครั้ง “พวกเจ้าสองคนสนิทกันมากรึ”
อาวั่งตอบ “ธรรมดาขอรับ”
ฉินเหยา “ธรรมดาหมายความว่าอย่างไร”